ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1165 ต่างฝ่ายต่างรวมญาติ
ตอนที่ 1165 ต่างฝ่ายต่างรวมญาติ
“อาหารพร้อมแล้ว แต่เรายังไม่ได้เตรียมประทัดเลย ! ”
ชายชราที่กำลังมานั่งบนโต๊ะ เขาก็จำได้และรีบบอกหลินชู่ในทันที “ไปจุดประทัดก่อน”
“ผมมีความสุขมาก จนลืมไปเสียสนิทเลยครับ ! ”
หลินชู่หัวเราะ หลังจากพูดจบ เขาก็รีบไปเอาประทัดมาในทันที
หลายปีที่ผ่านมา เวลาพวกเขารวมญาติยังไม่เคยได้จุดประทัดกันเลย
เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นย่านชุมชนใหญ่ที่มีแต่คนระดับสูงอาศัยอยู่
แต่ปีนี้จะต้องจุดให้ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ชายชราสั่งให้จุดชุดหนึ่งหมื่นนัดทั้งหมดสี่ครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงการกลับมาพบกันอีกครั้งของตระกูลหลินทั้งสี่รุ่น
หลินเจียปิงและหลินเจียจวินต่างก็ออกไปช่วย
“ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง…”
หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีเสียงประทัดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพวกหลินเจียปิงกลับมาหลังจากจุดประทัดเสร็จ งานเลี้ยงอาหารค่ำของครอบครัวหลินจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ส่วนพิธีไหว้บรรพบุรุษแบบในชิวโจว ตระกูลหลินพวกเขาไม่ได้ทำแบบนั้น
เพราะสถานะของพวกเขาแตกต่างกัน
บางสิ่งบางอย่างก็ไม่สะดวกที่จะทำ
……
ในชิงโจว งานเลี้ยงอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่ากับครอบครัวของเจียงไห่เทียนได้จบลงไปนานแล้ว และในตอนนี้ทั้งครอบครัวเจียงก็มารวมตัวกันที่บ้านของเจียงไห่โปแล้ว
เจี่ยงชุ่ยหยูและเจียงเสี่ยวเฟิ่งกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหาร ในขณะที่สามพี่น้องเจียงไห่เทียน เจียงไห่หยางและเจียงไห่โปกำลังเล่นไพ่กันตามปกติ
พี่น้องทั้งสามเจียงเสี่ยวจี๋ เจียงเสี่ยวโจว และเจียงเสี่ยวเฟิงก็กำลังพูดถึงแผนการช่วงปีใหม่
เจียงเสี่ยวโจวกล่าวว่า “เสี่ยวเฟิง ฉันได้ยินเสี่ยวเฟิ่งบอกว่านายจองวิลล่าที่อยู่ข้างอาคารชิงโจวด้วยเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวเฟิงตอบ “พี่เขาบอกให้จองน่ะ”
เจียงเสี่ยวโจวจึงพูดว่า “เขาก็บอกให้ฉันและพี่เสี่ยวจี๋ของนายจองห้องที่อยู่ชั้นบนเหมือนกัน”
เจียงเสี่ยวจี๋ได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “บ้านที่เราสร้างไว้ในเจียงวานก็ดีมากแล้ว ทำไมยังต้องให้เราเปลืองเงินซื้อบ้านเพิ่มก็ไม่รู้ ! ”
เจียงเสี่ยวเฟิงพูดว่า “ผมคิดว่าพี่เขาคงอยากให้เจียงอิงและเจียงซงสะดวกเวลาที่พวกเขาไปโรงเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย”
เจียงเสี่ยวโจวพูดต่ออีกว่า “ใช่ ครั้งที่แล้วเขาก็พูดแบบนี้ เขาบอกว่ามีบ้านไว้ในเมืองสักหลังก็ดีเหมือนกัน”
เจียงเสี่ยวจี๋พูดต่อ “เสี่ยวไป๋น่ะชอบคิดมากไปเอง”
เจียงเสี่ยวเฟิงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ก็ถ้าเขาไม่คิดมาก เขาก็คงไม่มาถึงจุดนี้ได้”
เจียงเสี่ยวจี๋และเจียงเสี่ยวโจวต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ในความคิดของพวกเขา ธุรกิจของเจียงเสี่ยวไป๋นั้นใหญ่พอแล้ว ตอนนี้เขามีเงินใช้อย่างไม่หมดไม่สิ้น ไม่จำเป็นต้องขยายธุรกิจก็ยังได้
อืม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยืนย่ำอยู่ที่เดิมไปตลอด แค่ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อนก็ได้
เจียงเสี่ยวโจวกล่าวต่ออีกว่า “เราสองคนพี่น้องไม่ได้เรียนจบมาสูงมาก เสี่ยวไป๋เขาทำธุรกิจใหญ่โต ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถช่วยเขาได้มากนัก แต่ขอแค่ไม่ไปสร้างภาระให้เขาก็พอ”
เจียงเสี่ยวเฟิงยิ้มอย่างขมขื่น “ที่จริงผมเองก็ไม่ต่างกัน ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้เหมือนกัน”
เจียงเสี่ยวจี๋พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าถามว่าช่วยอะไรเสี่ยวไป๋เหรอ อืม เอาจริง ๆ เราสามคนพี่น้องยังสู้ภรรยาของตัวเองไม่ได้เลย”
ไม่ต้องพูดถึงหลัวเจาตี้ ภรรยาของเจียงเสี่ยวเฟิง เพราะเธอทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิตผลิตภัณฑ์ที่สำนักงานใหญ่ของเจียงเจียกรุ๊ป แถมเธอยังเป็นเป็นผู้ช่วยมือขวาของเฉินหยวนเฉาอีกด้วย
โดยปกติแล้วโรงงานของเจียงเจียกรุ๊ปจะตั้งอยู่ที่ชิงโจวและเจี้ยนหยาง
แม้ว่าเฉินหยวนเฉาจะเป็นประธานแผนกอุตสาหกรรมและมีหน้าที่รับผิดชอบโรงงานทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่เขาก็มุ่งเน้นไปที่โรงงานในชิงโจว ซึ่งขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยโรงงานในเจี้ยนหยางเลย
หลัวเจาตี้เองก็อยู่ในเจี้ยนหยางอยู่แล้ว แถมเธอยังต้องดูแลโรงงานอีกหลายสิบแห่งในเจี้ยนหยางอีกด้วย
ส่วนหลี่หงอิง ภรรยาของเจียงเสี่ยวโจวก็เป็นถึงผู้จัดการทั่วไปของบริษัทร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียง ปัจจุบันนี้มีร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียงไปแล้วมากกว่า 200 สาขาที่กำลังเปิดอยู่ภายใต้การดูแลของเธอ และเธอก็ยังมีหน้าที่สำคัญในเจียงเจียกรุ๊ปอีกด้วย
แม้ว่าหยางซิ่วเหมย ภรรยาของเจียงเสี่ยวจี๋จะไม่ได้รับผิดชอบแผนกใดแผนกหนึ่งเหมือนกับหลัวเจาตี้และหลี่หงอิง แต่เธอก็ยังเป็นถึงรองผู้อำนวยการสำนักงานใหญ่ของบริษัท และเป็นผู้ช่วยมือขวาของเปากันฉวน เธอต้องดูแลงานหลายอย่าง ซึ่งช่วยเหลือเจียงเสี่ยวไป๋ได้ไม่น้อย
แต่ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับภรรยาของพวกเขา สามพี่น้อง เจียงเสี่ยวเฟิง เจียวเสี่ยวจี๋ และเจียงเสี่ยวโจวนั้นไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่
เจียงเสี่ยวโจวยิ้มและพูดว่า “ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยที่เรามีอาชีพมีหน้ามีตาไม่เท่าภรรยาของเรา หากใช้คำพูดของเสี่ยวไป๋ เบื้องหลังผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จทุกคน จะมีผู้ชายคนหนึ่งที่ทุ่มเทหนุนหลังพวกเธออยู่เสมอ”
เจียงเสี่ยวเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “งั้นก็หมายความว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็คือพวกเราสินะ”
พวกเขาทั้งสามอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
สะใภ้สามคน ได้แก่หลัวเจาตี้ หยางซิ่วเหมย และหลี่หงอิงก็ได้รวมตัวนั่งพูดคุยกันด้วยเช่นกัน
แม้ว่าสะใภ้ทั้งสามจะดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ในเจียงเจียกรุ๊ปก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเธอที่จะนัดรวมตัวกันแบบนี้
กว่าจะได้รวมตัวกันอีกทีก็ช่วงตรุษจีน ฉะนั้นพวกเธอต้องรักษาช่วงเวลาดี ๆ นี้เอาไว้
และสำหรับเด็ก ๆ แล้ว เจียงเสี่ยวเหลยได้กลายเป็นศูนย์กลางของพวกเขาไปโดยธรรมชาติ
เจียงเสี่ยวเหลยพูดว่า “รู้ไหมว่าเราสามารถดูไซอิ๋วได้ในวันพรุ่งนี้นะ”
เจียงซงจึงกล่าวว่า “รู้แล้วครับ เห็นในทีวี”
เจียงเสียนพูดต่ออีกว่า “ใช่ ประกาศมานานแล้ว พรุ่งนี้ตอนเวลา 20.00 น. จะฉายอย่างเป็นทางการแล้ว”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกคนคงจะได้เห็นตัวอย่างทางทีวีมาแล้ว แต่ฉันได้เห็นซุนหงอคงตัวจริงมาแล้ว”
เจียงเสียนได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะ “พี่ไม่ต้องมาโม้เลย ! ”
“ทำไมถึงคิดว่าฉันโม้ล่ะ ถ้าไม่เชื่อฉัน ลองไปถามเสี่ยวหยูดูสิว่าฉันได้เห็นซุนหงอคง ตอนที่ฉันไปดูคอนเสิร์ตในเจียงเฉิงใช่ไหม ! ”
เจียงเสี่ยวหยูพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา “นั่นไม่ใช่ซุนหงอคงตัวจริง แต่เป็นนักแสดงที่สวมชุดซุนหงอคงต่างหาก”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดว่า “แล้วนั่นไม่ใช่ซุนหงอคงหรอกหรอ ! ”
เจียงเสี่ยวหยู่ยิ้มและไม่ได้เถียงกับเขาต่อ “แล้วแต่พี่จะคิดเถอะ”
พูดแล้ว เธอก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
เจียงเสี่ยวเหลยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ เขาเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “นิยายพวกนั้นมีอะไรน่าสนุกกัน ทำไมไม่อ่านดราก้อนบอลล่ะ ! ”
เจียงเสี่ยวหยูที่ได้ยินแบบนั้นจึงพูดหน้านิ่งว่า “พี่ไม่เข้าใจหรอก ! ”
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ
เจียงเสี่ยวเหลยจึงเรียกเจียงเสียน เจียงอิง และเด็กคนอื่น “เราออกไปเล่นกันเถอะ ปล่อยให้เธออ่านนิยายของเธอไป”
เด็ก ๆ ที่ชอบเล่นจึงวิ่งตามเขาออกไป
เจียงเสี่ยวหยูไม่สนใจอะไร เธอยังคงนั่งอ่านหนังสือต่อไป
ไม่นานก็เที่ยงวัน
หลังจากที่ทานอาหารกลางวันที่บ้านของเจียงไห่โปแล้ว หลัวเจาตี้ หลี่หงอิง และหยางซิ่วเหมยก็กลับมาไปที่บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋เพื่อเตรียมอาหารเย็นด้วยเหมือนกัน
ช่วงตรุษจีน หน้าที่ของแต่ละคนก็จะประมาณนี้เสมอ
โชคดีที่เป็นเพียงมื้ออาหารของครอบครัวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคนทำอาหารก็จะไม่มีเวลาพักผ่อน
คนอื่นเองก็ยังคงพักอยู่ที่บ้านของเจียงไห่โปด้วยเช่นกัน
เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็ต้องไหว้บรรพบุรุษแล้ว
ซึ่งบ้านของเจียงไห่โปอยู่ใกล้กับสุสานมากที่สุด
จะได้ไม่ต้องไปบ้านของเจียงไห่หยาง แล้ววิ่งกลับมาในภายหลัง
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมื้อกลางวันจึงถูกเปลี่ยนไปเป็นที่บ้านของเจียงไห่โปแทน เพราะหากตามลำดับอาวุโสแล้ว พวกเขาต้องไปทานมื้อกลางวันที่บ้านของเจียงไห่หยาง
หลังมื้ออาหาร สามพี่น้องเจียงไห่เทียนก็หยุดเล่นไพ่
เจียงไห่เทียนสูบบุหรี่ แล้วกล่าวว่า “น้องรอง น้องสาม นี่ก็ผ่านมา 2 เดือนแล้วที่เราสร้างสุสานใหม่ให้พ่อกับแม่ ฉันเลยตั้งใจว่าในวันครบรอบวันเกิดของแม่ เราจะตั้งป้ายสุสานของพวกเขาทั้งสองกัน”
เจียงไห่หยางพยักหน้า “ฉันไม่มีข้อโต้แย้ง”
เจียงไห่โปกล่าวว่า “นั่นคือวันที่ 21 เมษายน และยังเหลือเวลาอีกสี่เดือน”
เจียงไห่เทียนกล่าวว่า “อืม ยังมีเวลา รอให้ฉลองตรุษจีนผ่านไปก่อน แล้วเราค่อยหาคนมาช่วยตกแต่งสุสานของพ่อกับแม่ ตัดต้นไม้รอบ ๆ ไม่ให้ดูรก จากนั้นก็สร้างกำแพงล้อมขึ้นมา ปรับพื้นให้ราบเสมอกัน แล้วค่อยสร้างแท่นบูชาหน้าหลุมศพ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “จะหาใครมาทำอีก ก็พวกเราสามพี่น้องนี่แหละ”