ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1168 อย่ามาอ้างว่าเป็นคนชิงโจว
ตอนที่ 1168 อย่ามาอ้างว่าเป็นคนชิงโจว
หลินต้าจ้าวและหลินต้ากั๋วมองหน้ากัน
ในอนาคต พวกเขารู้ดีกว่าใครว่าประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษามากแค่ไหน และจะก่อสร้างโรงเรียนอีกกี่แห่ง
ทั้งสองคนคิดว่าต่อให้เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้สร้างสถาบันการศึกษา เขาก็ยังสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาการผลิต การขายเครื่องมือการเรียนการสอนและอุปกรณ์ทดลอง รวมไปถึงการผลิตสื่อการเรียนรู้ อุปกรณ์ทางวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น กีฬา สินค้าและชุดนักเรียน…
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่สามารถที่จะสร้างธุรกิจได้หมด
หลินต้าจ้าวเหลือบมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋อย่างลึกซึ้ง แล้วพูดว่า “ต้องบอกว่าวิสัยทัศน์ของนายนั้นกว้างมาก แถมนายก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาของประเทศของเรามากจริง ๆ ”
“แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดี นายเองก็น่าจะยังไม่เคยได้ยินข้อมูลแบบนี้จากวงในมาก่อน แล้วรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ผมเห็นบทความในสำนักข่าวรายวันชิงโจวที่ประกาศว่าตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป วันที่ 10 กันยายนของทุกปีจะถูกกำหนดให้เป็นวันครู ! ”
“แค่นั้นเหรอ ? ” หลินต้าจ้าวพูดอย่างไม่เชื่อ
“แค่นี้แหละครับ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าตอบรับ
หลินต้าจ้าวและหลินต้ากั๋วมองหน้ากันอีกครั้ง และทั้งคู่ก็เห็นความตกใจในดวงตาของกันและกัน
ไม่ผิด เพราะเรื่องนี้มันน่าตกใจมากจริง ๆ
แค่กำหนดวันหยุดประจำชาติอีกวัน ก็มองเห็นทิศทางของนโยบายอย่างชัดเจนแบบนี้ได้อย่างไร !
เจียงเสี่ยวไป๋หยุดให้ความสนใจกับประเด็นนี้ และพูดต่ออีกว่า “ผมจึงได้หารือกับนายกเทศมนตรีถังจิงเทียนเพื่อพัฒนาอำเภอชิงซานทางตอนใต้ของเมืองชิงโจวทั้งหมดให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับอุตสาหกรรมการศึกษาแล้ว”
“นอกเหนือจากการสร้างมหาวิทยาลัย โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ แล้ว ยังจะมีการสร้างสถาบันวิจัย และโรงงานผลิตอุปกรณ์การสอนและอุปกรณ์ทดลองที่จะต้องมาคอยสนับสนุนโรงเรียน สถาบันรวบรวมหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ สำนักพิมพ์ โรงงานผลิตอุปกรณ์ทางวัฒนธรรม สินค้ากีฬา และโรงงานผลิตอื่น ๆ ”
หลังจากที่พูดจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นและมองไปที่ชายชราทั้งสองคนแล้วพูดว่า “คุณลุง แต่ในตอนนี้ยังไม่มีสถาบันวิจัยและพัฒนาเฉพาะด้านสำหรับอุปกรณ์การสอนและอุปกรณ์ทดลองในประเทศเลย และยังไม่มีผู้ผลิตอุปกรณ์การสอนและอุปกรณ์ทดลองต่าง ๆ เฉพาะทาง ไหนจะรวมไปถึงสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือเรียนและสื่อการเรียนที่ยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่ยังไม่รวมไปถึงอุปกรณ์ทางวัฒนธรรมและสินค้ากีฬาอีกนะครับ”
“พวกคุณลุงคิดว่าหากผมลงทุนไปหลายหมื่นล้านเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้ ผลกำไรในอนาคตของมันจะเพียงพอให้ผมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้หรือเปล่าครับ ? ”
หลินต้ากั๋วกล่าวว่า “ต้องพออยู่แล้ว ! ”
หลินต้าจ้าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ไอเดียของนายนั้นดีมาก ทำไมนายไม่มาที่เทียนจิงล่ะ ? ฉันสามารถจัดสรรที่ดินให้นายได้นะ นายสามารถทำในสิ่งที่นายคิดในเทียนจิงได้เลย”
หลินต้ากั๋วตกใจและพูดออกมาทันทีว่า “แล้วทำไมถึงต้องไปทำที่เทียนจิงที่อยู่ไกลขนาดนี้ ? ไปที่เจียงเฉิงเถอะ ฉันจะหาที่ดินให้เท่าที่นายต้องการเลย ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็มองดูพี่ชายอย่างไม่พอใจ
เกือบปล่อยให้โครงการดี ๆ แบบนี้ถูกแย่งไปเสียแล้ว
เพราะคิดดูแล้วหากโครงการนี้ดำเนินการในเจียงเฉิง เจียงเฉิงก็มีโอกาสกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งชาติในอนาคต
เทียนจิงเป็นศูนย์กลางทางการเมืองไปแล้ว ส่วนเซี่ยงไฮ้ก็กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
ทั้งสองที่นี้ไม่สามารถมาแข่งกันได้
แต่ถ้าเจียงเฉิงกลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม มันก็จะกลายเป็นหนึ่งในสามเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนอย่างแน่นอน !
แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว
หลินต้าจ้าวเหลือบมองไปที่หลินต้ากั๋ว แล้วพูดว่า “เจ้ารอง นายจะมาแย่งโครงการนี้ไปทำไม ? นายเองก็ไม่ได้จะอยู่กับที่แค่มณฑลจีนตอนกลางเสียหน่อย นายต้องมองในมุมมองของปัญหาเผื่อคนทั้งประเทศสิ”
พูดแล้ว เขาก็ชี้ไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ “ถ้าเรานำโครงการนี้มาดำเนินการในเทียนจิง มันจะเป็นตัวเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดและมีการพัฒนาได้กว้างที่สุด”
หลินต้ากั๋วตอบว่า “เทียนจิงเป็นเมืองหลวงและมีข้อได้เปรียบตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของเทียนจิงจนกลายเป็นมหานครระดับนานาชาติได้หรอกนะ”
“แต่ที่เจียงเฉิงกลับต่างออกไป แม้ว่ามรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเจียงเฉิงจะไม่ได้น้อยหน้าที่อื่น และการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็อยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศเช่นกัน แต่มันก็ยังขาดความน่าสนใจไปหน่อย หากเรามีโครงการนี้ มันจะทำให้เจียงเฉิงสามารถกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งชาติได้อย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นเมืองอันดับต้น ๆ ของโลกหรือเมืองแห่งวัฒนธรรมได้”
“จะดีกว่าไหมที่ประเทศของเราจะมีเมืองแบบนี้อีกสักหนึ่งเมือง ? ”
หลินต้าจ้าวยิ้ม “ก็แล้วแต่นายอยู่แล้ว ฉันจะไม่เถียง”
ในความเห็นของเขา ไม่ว่าโครงการนี้จะอยู่ในเทียนจิงหรือเจียงเฉิงก็ตาม ที่จริงแล้วผลกระทบของมันไม่ได้เยอะขนาดนั้นเลย
เพียงแต่หากมันถูกตั้งขึ้นในชิงโจว มันจะดูได้ไม่คุ้มเสียมากกว่า
เขาไม่เข้าใจเลยว่าเด็กคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่
หลินต้ากั๋วอดไม่ได้ที่จะดีใจมากเมื่อเห็นพี่ชายของเขายอมจำนน เขาจึงหันไปหาเจียงเสี่ยวไป๋และพูดว่า “ตามนั้นแหละ ดำเนินการโครงการนี้ที่เจียงเฉิงเถอะ ฉันจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมืออย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “ลุงรอง ผมว่าอย่างไรก็ไม่ได้หรอกครับ ! ”
หลินต้ากั๋วตกตะลึงและถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมล่ะ ? นายยังติดปัญหาอะไรอีก ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ลุงรอง ผมได้ตกลงกับนายกเทศมนตรีถังจิงเทียนแล้ว จะให้ผมเปลี่ยนใจได้อย่างไร ? ”
หลินต้ากั๋วได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะ “เรื่องแค่นี้เอง ! นายไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เดี๋ยวฉันจะโทรคุยกับถังจิงเทียนให้เอง”
เจียงเสี่ยวไป๋ทำหน้าบูดบึ้งและพูดว่า “ลุงรอง ลุงไม่เข้าใจที่ผมกำลังจะสื่อเหรอ ? ”
หลินต้ากั๋วสะดุ้งไปอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าที่เขาอ้างว่าคุยกับถังจิงเทียนไว้แล้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น เป็นเจียงเสี่ยวไป๋เองมากกว่าที่อยากทำโครงการนี้ในชิงโจว
เขาเหลือบมองอย่างไม่พอใจและพูดว่า “นายเป็นคนฉลาดมาก แต่นายไม่เห็นข้อดีข้อเสียของเรื่องนี้เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋หายใจเข้าแล้วพูดว่า “ลุงรอง เวลาผมจะทำอะไร ผมจะไม่ได้สนใจเพียงแค่ข้อดีข้อเสียของมันเพียงเท่านั้น”
หลินต้ากั๋วอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว นับตั้งแต่ที่เขารู้จักกับเด็กคนนี้ เขาเป็นคนที่โลภมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้เขากลับบอกว่าเขามีเหตุผลที่มากกว่าข้อดีและข้อเสียต่าง ๆ งั้นหรือ ?
เชื่อก็บ้าแล้ว !
หลินต้ากั๋วเม้มริมฝีปาก แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นบอกมาสิว่าทำไมนายถึงจะตั้งโครงการนี้ที่ชิงโจวเท่านั้น ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “เพราะผมเป็นคนชิงโจว ! ”
หลินต้าจ้าวและหลินต้ากั๋วตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
เจียงเสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคน แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ไม่ใช่แค่ผม แต่ลุงใหญ่ ลุงรอง รวมไปถึงบรรพบุรุษของพวกลุงต่างก็มีพื้นเพมาจากคนชิงโจวทั้งนั้น”
เห็นได้ชัดว่าหลินต้าจ้าวและหลินต้ากั๋วไม่ได้คิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทำเอาพวกเขาถึงกับเงียบและคิดตาม
หลังจากนั้นไม่นาน หลินต้าจ้าวก็พูดว่า “ดังคำกล่าวที่ว่าใครบ้างที่บอกว่าบ้านเกิดตัวเองไม่ดี ? คนเรามักมีความรักและเทิดทูนบ้านเกิดตัวเองเป็นธรรมดา”
“ซึ่งที่นั่นเป็นที่ของผม เป็นบ้านเกิดของผม เหตุผลก็มีแค่นั้น”
“เสี่ยวไป๋ ฉันชื่นชมที่นายรักบ้านเกิดขนาดนี้ แต่ฉันอยากจะบอกว่าตอนที่นายยังเด็ก นายมาจากเจียงวานและพอโตหน่อย นายก็ไปอยู่ชิงซาน และพอเติบโตขึ้นหน่อย นายก็ออกจากชิงซานไปชิงโจว”
“แต่ในขณะเดียวกัน นายยังต้องเติบโตไปยิ่งกว่านั้น นายสามารถพูดได้ว่านายคือคนของภูมิภาคจีนตอนกลาง หรือพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นชาวจีน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ลุงใหญ่ สิ่งที่ลุงพูดก็สมเหตุสมผล แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังอยากจะนำโครงการนี้ไปไว้ที่ชิงโจวอยู่ดี”
เมื่อหลินต้ากั๋วได้ยินแบบนั้นก็โกรธมาก เขาพูดว่า “ทำไมนายถึงดื้อรั้นขนาดนี้ ? ”
“ลุงใหญ่ของนายก็พูดแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าหากพูดจากมุมเล็ก ๆ นายคือคนเจียงวาน”
“แล้วทำไมนายไม่ไปทำโครงการนี้ที่เจียงวานแทนเลยล่ะ ? ”
“เลิกอ้างว่าตัวเองเป็นคนชิงโจวได้แล้ว ! ”
มันจะไปมีค่าอะไรที่โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะไปอยู่ในชิงโจว !