ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1208 กลายเป็นแพะอีกครั้ง
ตอนที่ 1208 กลายเป็นแพะอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เราจะทำอาคารเสริมของอาคารชิงโจวเป็นตลาดเสื้อผ้า และตอนนี้อาคารเสริมพร้อมสำหรับการตกแต่งแล้ว”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ถ้านายไม่บอกฉัน ฉันก็เกือบลืมไปแล้ว ! งั้นก็ตามนี้ ฉันจะไปบอกต่งผิงชวนพรุ่งนี้ และขอให้ส่งหลิวเซียงไปที่ชิงโจว”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า
จากนั้นหลินเจียจวินก็พูดต่อไป
การลงทุนรอบที่สาม คือลงทุนสร้างบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันซิ่ง
บริษัทนี้เน้นซื้อที่ดินและบ้านทั่วประเทศเป็นหลัก เพื่อนำมาสร้างหรือปรับปรุงเป็นโรงภาพยนตร์และเปิดร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนม
ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เจียงเสี่ยวไป๋ได้ลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์แห่งใหม่ที่ผสมผสานห้องวิดีโอเข้าไป โรงภาพยนตร์รูปแบบนี้จะได้รับความนิยมมากที่สุดในปี 1990 จากนั้นก็จะมีการสร้างโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กในยุคสมัยต่อไป
ปัจจุบันบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันซิ่งได้ซื้อหรือเช่าที่ในสามร้อยกว่าเมืองทั่วประเทศ สร้างโรงภาพยนตร์รูปแบบใหม่มากกว่ายี่สิบแห่ง และปรับปรุงโรงภาพยนตร์เก่ามากกว่าสี่สิบแห่ง
ด้วยเหตุนี้ เจียงเสี่ยวไป๋จึงได้ลงทุนรอบที่สี่ โดยการก่อตั้งบริษัทหัวอี้บราเดอร์มีเดียขึ้นมา ซึ่งด้านหนึ่งดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์ และอีกด้านหนึ่งได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์
ในปี 1985 ที่เกาะฮ่องกงอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้เฟื่องฟูขึ้นมา ในขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ในประเทศยังเพิ่งเริ่มต้นขึ้น เขาจึงขอให้หลินเจียจวินไปบอกให้ต่งผิงชวนหาสองพี่น้องหวังต้าจวินและหวังต้าเล่อให้มารับผิดชอบงานนี้
ชาติก่อนสองพี่น้องคู่นี้เริ่มต้นธุรกิจในปี 1994 และต่อมาก็กลายเป็นบอสใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้
แม้ว่าในชีวิตนี้ ทุกอย่างจะเร็วกว่ากำหนดไปถึงเก้าปี แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็เชื่อว่าพวกเขาจะมีกำลังและความสามารถมากกว่าชาติที่แล้ว เพราะพวกเขายังเป็นชายหนุ่มไฟแรง และเขายังสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ให้กับคนรุ่นต่อไปได้เร็วขึ้น ซึ่งนี่จะเป็นการไปเร่งสถานการณ์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ให้พัฒนาเร็วขึ้นไปอีกด้วย
หลังจากที่หลินเจียจวินเล่าสถานการณ์ให้เขาฟังจนจบ เขาก็พูดต่ออีกว่า “เสี่ยวไป๋ การพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิงในปัจจุบันค่อนข้างช้า ส่วนใหญ่เป็นเพราะเรายังไม่ได้เซ็นสัญญากับศิลปินที่โด่งดังเลย”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “อย่าใจร้อนไป เดี๋ยวพวกเขาก็จะดังขึ้นมาทีหลังเอง ! ”
ถ้าถามว่าอะไรจะได้รับความนิยมที่สุดในยุคต่อมา ก็ต้องเป็นศิลปินดาราแน่นอน
ในความทรงจำของเจียงเสี่ยวไป๋ แม้เขาจะไม่รู้จักคนดังทุกคน แต่เขาก็จำคนดังได้เป็นร้อยคน
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาก็แค่ส่งเด็กที่มีในสังกัดออกไปสร้างผลงาน แค่นี้ก็จะทำให้พวกเขากลายเป็นดาราที่โด่งดังแล้ว
นอกจากนี้ เขายังสามารถจัดรายการแสดงความสามารถเพื่อค้นหาหนุ่มสาวที่มีความสามารถโดดเด่นมาเป็นศิลปินในสังกัดตัวเองได้ด้วย
อย่างเช่นรายการ ‘Super Girl’, ‘I Am a Singer’, ‘The Voice’ ในยุคสมัยต่อมาเป็นต้น
แต่ตอนนี้เขาแค่มีแค่แนวคิด เพราะทรัพยากรที่มีในปัจุบันยังไม่เพียงพอ
หลินเจียจวินกล่าวว่า “และตอนนี้อีกหลายโครงการกำลังเฟื่องฟู เรากำลังจะทำเงินได้มากมาย แต่การลงทุนในวงการบันเทิงกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดเลย ดังนั้นฉันจึงกังวล ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ผมจะบอกวิธีที่ดีให้พี่เอง”
เมื่อหลินเจียจวินได้ยินแบบนี้ เขาก็สนใจขึ้นมาทันทีและพูดว่า “แล้ววิธีของนายคืออะไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “พี่ก็แค่ส่งคนไปที่อำเภอฉางเหอในชิงโจว ทิวทัศน์ที่นั่นสวยงามและสามารถสร้างฐานถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้”
ในยุคต่อมา ฐานถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศคือเหิงเตี้ยน
แต่ต้องขอโทษด้วย เพราะครั้งนี้เจียงเสี่ยวไป๋พร้อมที่จะเป็นผู้นำแล้ว
การมีฐานถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์เช่นนี้ เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่โลกแห่งความบันเทิงในประเทศ ในอนาคตภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำทั่วประเทศจะมาถ่ายทำที่นี่ ผู้กำกับ ดารา และทีมงานก็จะต้องมาที่นี่โดยไม่ต้องเชิญ
ชิงโจวเป็นเมืองที่มีแปดเทศมณฑล ได้แก่ เมืองชิงโจว เทศมณฑลเจี้ยนหยาง เทศมณฑลเป่ยเหลียง เทศมณฑลไคไหล เทศมณฑลต้าเฟิง เทศมณฑลฉางเหอ เทศมณฑลหยุนตู และเทศมณฑลปาหวัง
การจะพัฒนาเมืองชิงโจวขึ้นมา ก็ต้องพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงได้เริ่มวางแผนที่จะพัฒนาพื้นที่เหล่านี้แล้ว
เหตุผลที่เขาเลือกสร้างฐานถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์ในเทศมณฑลฉางเหอ ก็เนื่องมาจากเทศมณฑลฉางเหอติดกับเมืองชิงโจว อยู่ห่างกันเพียง 30 กิโลเมตรเท่านั้น และจะต้องผ่านชิงซานเพื่อไปที่เทศมณฑลฉางเหอ
ตามหลักแล้ว เก๋งจีนที่อยู่ใกล้น้ำย่อมคว้าจันทร์ได้ก่อน !
เมื่อหลินเจียจวินได้ยินว่าเป็นชิงโจวอีกครั้ง เขาก็ปวดหัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เขาขี้เกียจที่จะโต้เถียงกับเจียงเสี่ยวไป๋ อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเจ้านายใหญ่อยู่แล้ว เขามีหน้าที่ทำทุกอย่างที่อีกฝ่ายสั่งมา
ขณะที่ทั้งสองคุยกัน เวลาก็ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว และพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างนอกมืดแล้ว
“กริ๊ง……”
โทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น และทันทีที่หลินเจียจวินรับสาย มู่เสี่ยวหวานก็พูดว่า “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมยังไม่รีบกลับมา ? ”
หลินเจียจวินดูเวลาและเห็นว่าเป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว
เขาจึงถามอย่างกระตือรือร้นไปว่า “แม่ พ่อกลับมาแล้วเหรอ ? ”
มู่เสี่ยวหวานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคือง “ถ้าพ่อของแกไม่กลับมา ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยวไป๋มาที่นี่ ! ”
“ครับแม่ เราจะกลับไปแล้ว ! ”
เขาได้แต่สบถในใจ ก่อนจะรีบวางสายแล้วรีบออกไปพร้อมกับเจียงเสี่ยวไป๋ ทั้งสองขับรถตรงไปที่เจียงชางอย่างรวดเร็ว
“ถ้ากลับไปถึงบ้าน ให้นายบอกพวกเขาว่านายเหนื่อย จึงกลับไปพักผ่อน แต่เผลอหลับไปนะ ! ” หลินเจียจวินพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋หลังจากขึ้นรถ
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง ! ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “นายหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง ? มันก็แน่อยู่แล้ว เพราะนายขอให้ฉันคุยเรื่องงาน จนมันเลยเวลามาขนาดนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ใช่ครับ ๆ เพราะผมมาที่นี่เพื่อคุยกับพี่”
หลินเจียจวินจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองก็ขับรถมาถึงบ้าน
“ลุงรอง ! ป้ารอง ! ”
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมกลับไปพักผ่อน แต่เผลอหลับไป จึงทำให้มื้ออาหารล่าช้า ! ”
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไปเดินผ่านประตูเข้าไป เขาเห็นว่าอาหารถูกวางอยู่บนโต๊ะแล้ว และยังไม่มีใครเริ่มกิน เขาจึงรีบกล่าวทักทายหลินต้ากั๋วและมู่เสี่ยวหวาน ก่อนจะพูดขอโทษออกมา
หลินต้ากั๋วโบกมือ “เรามากินข้าวก่อนเถอะ ! ”
เมื่อเขาพูดแบบนั้น หลินเจียปิง , จางอ้ายผิง, หลินเจียหง และคนอื่นก็เดินมาที่โต๊ะอาหาร
ทุกคนรีบกินข้าว หลินต้ากั๋วไม่ได้ถามอะไรเจียงเสี่ยวไป๋เลย พวกเขาพูดกันสั้น ๆ และกินอาหารเสร็จอย่างรวดเร็ว
พอกินเสร็จ หลินต้ากั๋วก็เดินไปที่ห้องทำงานของเขา เจียงเสี่ยวไป๋จึงเดินตามไปอย่างรู้งาน
หลังจากที่ทั้งสองนั่งลง หลินต้ากั๋วก็ยื่นบุหรี่ให้เจียงเสี่ยวไป๋ หลังจากที่ทั้งสองจุดบุหรี่แล้ว หลินต้ากั๋วก็พูดว่า “ฉันได้ยินมาว่างานแสดงบูธเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ได้ผลตอบรับไม่เลวเลยใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ก็ไม่เลวครับ บรรลุยอดที่ตั้งไว้แล้ว”
หลินต้ากั๋วเหลือบมองเขาแล้วพูดว่า “ที่จริงแล้ว นายก็สามารถมาจัดงานแสดงบูธเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์นี้ในเจียงเฉิงได้อีกนะ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมยังไม่เคยจัดกิจกรรมอะไรในเทียนจิงมาก่อน คราวนี้จึงอยากทดสอบน่านน้ำก็เท่านั้น”
หลินต้ากั๋วกล่าวว่า “ปีหน้า นายสามารถมาจัดงานนี้ที่เจียงเฉิงได้ รัฐบาลเจียงเฉิงจะให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋แสดงสีหน้าเขินอายขึ้นมา และพูดขอโทษ “ลุงรอง ผมทำได้เพียงขอโทษลุงเท่านั้นสำหรับเรื่องนี้ ! ”
หลินต้ากั๋วตกใจและพูดว่า “แสดงว่ารอบหน้าจะจัดที่เทียนจิงอีกใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือแล้วพูดว่า “ไม่ครับ ปีหน้างานแสดงบูธเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์จะจัดขึ้นที่ชิงโจว ! ”
อ่า ?
คราวนี้หลินต้ากั๋วตกตะลึงและถามด้วยความตกใจ “นายอยากจัดนิทรรศการระดับชาติแบบนี้ที่ชิงโจวงั้นเหรอ ? การเดินทางไปชิงโจวไม่ได้สะดวกสบายเลยนะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “อาคารชิงโจวจะแล้วเสร็จในปีนี้ ปีหน้าผมจะเปิดศูนย์การประชุมและนิทรรศการที่โรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองชิงโจว นอกจากนี้ชิงโจวก็มีสนามบินแล้ว ถึงตอนนั้นคงไม่เป็นปัญหาในการจัดงานแสดงบูธเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์หรอกครับ ! ”
เมื่อหลินต้ากั๋วได้ยินสิ่งที่เขาพูด เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดว่า “เอาล่ะ ฉันหวังว่านายจะตกแต่งโรงแรมเสร็จในเร็ว ๆ นี้”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ตอนนี้ฉันแค่อยากรู้ว่านายค้นพบก๊าซธรรมชาติในถู่เฉิงได้อย่างไร ? ”