ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1214 บทสนทนาของสองเลขา
ตอนที่ 1214 บทสนทนาของสองเลขา
“คุณป้า แม้ว่าวันนี้คุณจะเป็นคนแรกที่ชำระค่าบัตรวีไอพีในวันนี้ แต่บริษัทของเราได้เปิดตัวกิจกรรมการซื้อบัตรวีไอพีในจำนวนจำกัดมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างอาคารชิงโจวเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นหมายเลขนี้จึงเป็นหมายเลขต่อเนื่องของหมายเลขซีเรียลก่อนหน้าค่ะ”
หม่าเสี่ยวถงอธิบายอย่างอดทน
ในระหว่างงานขายเมื่อปีที่แล้ว เจียงเจียกรุ๊ปขายบัตรวีไอพีได้ 100 ใบ
ต่อมาผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารระดับกลางภายในของบริษัทก็ได้ซื้อบัตรวีไอพีเพิ่มอีก
ในความเป็นจริง ปัจจุบันเจียงเจียกรุ๊ปจำหน่ายบัตรวีไอพีไปแล้วประมาณ 150 ใบ
แต่เจียงเสี่ยวไป๋ได้มาบอกพวกเธอก่อนออกเดินทางว่า เขาขอจองบัตรวีไอพีที่ขายในรอบนี้สิบใบแรก
เผื่อว่ามีคนใกล้ชิดของเขาเกิดสนใจในภายหลัง
การควบคุมสต็อกที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม เดิมเป็นการดำเนินการตามปกติสำหรับคนรุ่นหลัง
ดังนั้น หลินเจียอินจึงตัดสินใจว่าหมายเลข VIP ที่เปิดตัวในวันนี้จะเริ่มจากหมายเลข 207
ประการแรก วิธีนี้ก็สามารถควบคุมบ้านได้ประมาณห้าสิบหลัง ประการที่สองหากเริ่มจากจำนวนเต็มก็ดูจะไม่น่าเชื่อถือเกินไป เธอจึงเลือกหมายเลข 207
แน่นอนว่าแม้แต่พนักงานขายอย่างหม่าเสี่ยวถงก็ไม่รู้เรื่องนี้
มีเพียงผู้จัดการฝ่ายขายอย่างหลี่ซิ่วซิ่วเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
หม่าเสี่ยวถงเองก็มีหน้าที่แค่อธิบายให้ลูกค้าฟัง
“อ้อ ! ” ป้าตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยหน้าตาบูดบึ้ง “เราไม่รู้ว่าเมื่อก่อนมีการขายบัตร ! แบบนี้การมารอคิวของฉันตั้งแต่เมื่อคืนนี้จะไม่เสียเปล่าเอาเหรอ ? ”
หม่าเสี่ยวถงยิ้มและพูดว่า “คุณป้า คุณจะรอโดยเปล่าประโยชน์ได้อย่างไร ดูผู้คนที่เข้าคิวอยู่ข้างนอกสิ แม้จะมีไม่ถึงหนึ่งพันคน แต่ก็ปาไปแล้วแปดร้อยคน นอกจากนี้หมายเลข 207 ก็ถือเป็นคิวที่ไม่เยอะ คุณป้าจะได้ซื้อบ้านแบบที่ตัวเองต้องการแน่นอนค่ะ”
ป้าตาเป็นประกาย “ใช่แล้ว ! ถ้าเมื่อวานไม่มาต่อคิวตั้งแต่บ่าย ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะต้องได้คิวหมายเลขที่เท่าไหร่”
ได้ยินแบบนั้น หม่าเสี่ยวถงก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากได้รับรองลูกค้ารายนี้ไป
อย่างไรก็ตาม คำพูดถัดไปของป้าก็เกือบจะทำให้เธอเซ
“สาวน้อย เธอชื่อหม่าเสี่ยวถงใช่ไหม ! ฉันจำชื่อของเธอได้ ! เธอทำงานไปก่อนเถอะ เมื่อเลิกงาน ฉันจะมารับเธอและพาเธอไปทานอาหารเย็นที่บ้าน ตกลงไหม ? ”
หม่าเสี่ยวถงปวดหัวตุ้บ ๆ
สิ่งนี้หมายความว่า ?
แต่เธอรู้ว่าป้าหัวแข็ง และหากเธอปฏิเสธโดยตรง เธอจะต้องถูกกดดันทุกวิถีทางอย่างแน่นอน เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดว่า “ได้ค่ะคุณป้า มารับฉันตอนเลิกงานก็ได้ค่ะ”
ป้าพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เอาล่ะ ไว้ฉันจะไปรับเธอหลังเลิกงานทันทีนะ ! ”
หม่าเสี่ยวถงพูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ค่ะคุณป้า แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเลิกงานกี่โมงนะคะ ดูสิ คนเยอะมาก ฉันไม่รู้ว่าฉันจะเสร็จเมื่อไหร่ ไม่อย่างนั้นคุณป้าก็ไม่จำเป็นต้องรอฉันโดยเฉพาะก็ได้ค่ะ ไว้วันหลังก็ได้”
ป้าคิดแล้วจึงพูดว่า “บ่าย ๆ ฉันจะกลับมาตรวจสอบสถานการณ์อีกทีก็แล้วกัน”
หม่าเสี่ยวถงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะเธอไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์นี้ ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเลิกงานตรงเวลาในตอนเย็นได้อย่างแน่นอน
สิ่งนี้ทำให้เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอพูดว่า “คุณป้า งั้นหนูออกไปส่งคุณป้าก่อนนะคะ จะได้รับลูกค้ารายต่อไป เพราะหากไม่สามารถบริการลูกค้าให้ดีได้ ฉันจะถูกหักเงินเดือนค่ะ ! ”
ป้าดูจะตกตะลึงเล็กน้อย และพูดอย่างรวดเร็วว่า “ถ้าอย่างนั้นงั้นฉันจะไม่รบกวนแล้ว ทำงานของเธอไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็กลับไปพร้อมกับรอยยิ้มชื่นมื่น
ในที่สุดหม่าเสี่ยวถงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และรีบไปรับลูกค้ารายต่อไป
ห้องโถงแผนกขายทั้งหมดยุ่งมาก มีเพียงหลินเจียอิน, หลี่ชิงอี และโจวเสี่ยวโจเท่านั้นที่ค่อนข้างว่าง ไม่มีอะไรทำ
พวกเธอทั้งสามอยู่บนชั้นสอง พิงราวบันไดและมองดูแผนกขายทั้งหมด หลี่ชิงอีและโจวเสี่ยวโจคุยกันอย่างมีความสุขว่า
“ท่านประธาน ฉันไม่คิดเลยว่าบัตรวีไอพีจะขายได้ดีขนาดนี้ ! ”
“ใช่ นี่ไม่ใช่การซื้อแล้ว แต่มันคือการปล้น ! ”
“ขายบ้านสมัยนี้ง่ายกว่าขายกะหล่ำปลีในตลาดเสียอีก ! ”
“……”
หลินเจียอินยิ้มบางหลังจากได้ยินแบบนี้ เธอรู้สึกประทับใจอย่างมากกับเทคนิคการขายของเจียงเสี่ยวไป๋
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า “ตอนนี้ราคาบ้านยังไม่ออกมา ไม่ว่าจะขายบัตรวีไอพีไปกี่ใบก็เป็นเพียงการขายน้ำเท่านั้น ยังไม่มีเนื้อ บ้านจะขายดีหรือไม่ก็ไม่รู้จนกว่าจะประกาศราคาบ้านออกมา”
ปัจจุบัน มีเพียงสี่คนเท่านั้น คือหลินเจียอิน, เจียงเสี่ยวไป๋, เฉินอันผิง และเมิ่งเสี่ยวเป่ยที่รู้เรทราคาที่อยู่อาศัยชั้นบน รวมถึงเลขาผู้บริหารระดับสูงสองคนคือหลี่ชิงอีและโจวเสี่ยวโจ
โจวเสี่ยวโจกล่าวว่า “ท่านประธาน ฉันคิดว่าแม้ว่าราคาบ้านจะสูงขึ้น แต่บ้านของเราก็จะต้องได้รับความนิยมอย่างมากแน่นอน”
หลี่ชิงอีพยักหน้าและยอมรับว่า “ใช่ บ้านของเราดีและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบนั้น ใครล่ะจะไม่ต้องการมัน ? ”
หลินเจียอินยิ้มแล้วพูดว่า “แล้วพวกเธอล่ะ จะซื้อไหม ? ”
โจวเสี่ยวโจกล่าวว่า “ฉันอยากจะซื้อนะคะ แต่ฉันเพิ่งเริ่มทำงานและยังมีเงินเก็บไม่มากนัก”
เธอมองไปที่หลี่ชิงอีแล้วถามว่า “แล้วคุณล่ะ ? ”
หลี่ชิงอีกล่าวว่า “ฉันได้บอกหลี่ซิ่วซิ่วให้จองบัตรวีไอพีให้ฉันแล้ว”
ได้ยินแบบนั้น โจวเสี่ยวโจก็ตกใจและพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ ? ”
หลินเจียอินอดไม่ได้ที่จะยิ้มหลังจากได้ยินแบบนี้ หลี่ชิงอีอยู่กับเจียงเสี่ยวไป๋มาเป็นเวลานานจึงซึมซับพฤติกรรมของเจียงเสี่ยวไป๋ ขณะที่โจวเสี่ยวโจอยู่กับเธอ พฤติกรรมของลูกน้องก็มักจะซึมซับมาจากเจ้านาย
เธอยิ้มและพูดว่า “เสี่ยวโจว เธอยังต้องเรียนรู้จากชิงอีในแง่ของความยืดหยุ่นในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ”
โจวเสี่ยวโจหน้าแดง เธอเป็นเลขานุการของประธาน แต่ต้องเรียนรู้บางอย่างจากหลี่ชิงอี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง จึงรีบพูดว่า “ประธาน ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ! ”
หลินเจียอินพยักหน้าและพูดว่า “ถ้าเธออยากจะซื้อบ้าน ก็ค่อยบอกหลี่ซิ่วซิ่วในภายหลัง ขอให้เธอเอาบัตรวีไอพีหมายเลข 152 มาให้ ! ”
หลี่ชิงอีพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ก่อนหน้าเราขายไปถึงหมายเลข 150 จากนั้นหมายเลข 151 เป็นของฉัน ถ้าเธอเอา หมายเลข 152 ก็จะเป็นของเธอ”
“ขอบคุณมากนะคะ ท่านประธาน ! ” โจวเสี่ยวโจรีบขอบคุณแล้วพูดว่า “ถ้าราคาบ้านแพงเกินไป ตอนนั้นฉันคงไม่มีปัญญาจ่ายแน่นอน ! ”
หลินเจียอินพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ชิงอีกับเธอก็มาทำงานที่บริษัทพร้อมกัน เงินเดือนของพวกเธอก็เท่ากัน แต่เธอรู้ไหมว่าทำไมชิงอีถึงกล้าซื้อมัน ? ”
“ทำไมคะ ? ” โจวเสี่ยวโจมองไปที่หลี่ชิงอีด้วยความสับสนและถามขึ้นมา
หลินเจียอินยิ้มและพูดว่า “ชิงอี ลองเล่าให้เธอฟังสิ ! ”
“ได้ค่ะ ประธาน ! ” หลี่ชิงอีตอบรับ แล้วพูดกับโจวเสี่ยวโจว่า “ประการแรก บริษัทของเรามีเงินอุดหนุนที่อยู่อาศัย ประการที่สอง บริษัทจะเปิดตัวนโยบายการจำนองที่อยู่อาศัยขึ้นมาหลังจากที่ประกาศราคาบ้านออกมา ดังนั้นในการซื้อบ้าน เราไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาเต็ม แต่เราสามารถซื้อบ้านได้โดยการจ่ายขั้นต่ำที่ 30% ของราคาบ้าน”
ทางบริษัทกำลังจัดตั้งบริษัทสินเชื่อเพื่อให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ลูกค้าที่ยินดีจะซื้อบ้าน แต่ไม่สามารถจ่ายเงินทั้งหมดได้ แน่นอนว่าโจวเสี่ยวโจรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
แต่เธอไม่เคยคิดที่จะเอาบ้านไปจำนองกับบริษัทสินเชื่อ
ท้ายที่สุดแล้วในยุคนี้ ผู้คนยังค่อนข้างต่อต้านการกู้ยืม
เพราะรู้สึกว่าถ้ากู้เงินก็เท่ากับว่าตัวเองมีหนี้ แล้วแบบนี้จะกินจะนอนไม่อย่างสบายใจได้อย่างไร
“ฉันไม่เคยกู้เงินมาก่อน ! ” โจวเสี่ยวโจหน้าแดงและพูดออกมาเบา ๆ
หลี่ชิงอียิ้มและพูดว่า “ฉันก็ยังไม่เคยกู้ยืมเงินมาเหมือนกัน ! ”
โจวเสี่ยวโจกล่าวว่า “แล้วเธอยังกล้าที่จะกู้เงินอีกเหรอ ? ”
หลี่ชิงอีกล่าวว่า “แล้วทำไมถึงต้องไม่กล้าล่ะ ? ”
โจวเสี่ยวโจยังคงลังเล หลี่ชิงอีจึงกล่าวว่า “เสี่ยวโจว เธอรู้ไหมว่าบริษัทของเรายังกู้เงินมาเช่นกันนะ ? ”