ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1241 ไม่ใช่แค่รู้จัก
ตอนที่ 1241 ไม่ใช่แค่รู้จัก
หลินเจียจวินพาเฉียวเจิ้งเหลียงและคณะไปที่ห้องรับรองของสนามบิน
หลังจากเดินผ่านประตูเข้าไป เฉียวเจิ้งเหลียงก็ตกใจที่เห็นผู้หญิงสามคนนั่งอยู่ข้างในนั้น
หนึ่งในนั้นเป็นคนที่เขารู้จัก
คนสามคนในห้องรับรองไม่ใช่ใครอื่นนอกจากมู่เสี่ยวหวาน, หลินเจียหง และจางอ้ายผิง
“พี่เฉียว ฉันไม่ได้เจอคุณมานานกว่าสิบปีแล้ว แต่สไตล์ของคุณยังคงเหมือนเดิม ! ”
ตอนที่เขากำลังตกตะลึง มู่เสี่ยวหวานก็เข้ามาหาเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“เสี่ยวมู่ ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่ ! ” เฉียวเจิ้งเหลียงพูดด้วยความตื่นเต้น
มู่เสี่ยวหวานพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันได้ยินมาว่าวันนี้คุณจะมา ฉันก็เลยอยู่รอคุณที่นี่ และจะขึ้นเครื่องไปที่ชิงโจวพร้อมกับคุณ ! ”
เฉียวเจิ้งเหลียงพูดอย่างรวดเร็ว “ฉันไม่คิดว่าคุณจะจริงจังขนาดนี้ ถึงกับอยู่รอฉันที่นี่ ฉันจะทำอย่างไรได้ ! ”
มู่เสี่ยวหวานยิ้ม แล้วพูดว่า “ต้ากั๋วเขาเป็นผู้นำ มีภาระหน้าที่ติดตัว ดังนั้นเขาจึงต้องไปก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงอยู่รอคุณอยู่ที่นี่แน่นอน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็ถอนหายใจออกมา “นึกถึงสมัยที่เราไปทำงานในชนบทด้วยกันตอนนั้น ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คนแล้ว เวลาเป็นเหมือนเครื่องจักรสังหาร ! ! ”
ร่องรอยของความโศกเศร้าปรากฏบนใบหน้าของเฉียวเจิ้งเหลียง เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ใช่ ตอนนั้นพวกเราไป 18 คน แต่ตอนนี้เหลือคนที่ยังอยู่เพียงห้าหรือหกคนเท่านั้น”
เขามองไปที่มู่เสี่ยวหวาน เขาเหลือบมองเธอแล้วพูดว่า “แต่คุณสองคนนั้นมีชีวิตที่ดีกว่าใคร ๆ ตอนนี้ลูก ๆ ของคุณโตกันหมดแล้ว”
มู่เสี่ยวหวานกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น คุณก็คงมีลูกหลายคนเหมือนกัน ! ”
ใบหน้าของเฉียวเจิ้งเหลียงดูตกอยู่ในความเศร้าอีกครั้ง มีความเศร้าเล็กน้อย แต่ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว และพูดว่า “ตอนนี้ฉันสบายดีแล้ว ! ”
มู่เสี่ยวหวานกล่าวว่า “ฉันได้ยินมาว่าคุณและพี่สะใภ้ให้เงินสนับสนุนบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าหลายแห่ง ต้องขอบคุณพวกคุณสำหรับตลอดหลายปีที่ผ่านมา ! ”
เฉียวเจิ้งเหลียงโบกมือ “เสี่ยวมู่ อย่าพูดเรื่องนี้เลย ! ”
เขาชี้ไปที่หลินเจียหงและจางอ้ายผิง แล้วพูดว่า “คนไหนคือลูกสาว คนไหนคือลูกสะใภ้ ? ”
เพราะเขารู้ว่าหลินต้ากั๋วและมู่เสี่ยวหวานมีลูกสาวเพียงคนเดียว
มู่เสี่ยวหวานพูดกับหลินเจียหงทันที “เจียหง สวัสดีลุงเฉียวสิ ! ”
หลินเจียหงทักทายด้วยท่าท่างเคารพทันที “สวัสดีค่ะลุงเฉียว ! ”
เฉียวเจิ้งเหลียงหัวเราะแล้วพูดว่า “หนูคือเสี่ยวหงสินะ ฉันเคยเห็นหนูตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว ผ่านไปหลายปี โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แล้วมีครอบครัวหรือยัง ? ”
หลินเจียหงพูดออกมาช้า ๆ “ลุงเฉียว ฉันยังไม่มีครอบครัวค่ะ ! ”
เฉียวเจิ้งเหลียงตกใจและพูดว่า “ฉันจำได้ว่าหนูดูเหมือนจะอายุสามสิบต้น ๆ แล้วนะ ทำไมยังไม่คิดจะสร้างครอบครัวอีกล่ะ ? ”
หลินเจียหงรู้สึกขมขื่น เธอไม่คาดคิดว่าผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงอย่างเฉียวเจิ้งเหลียงจะถามเรื่องแบบนี้กับเธอ เธอจึงผลักจางอ้ายผิงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วพูดว่า “ลุงเฉียว นี่คือพี่สะใภ้คนที่สองของฉันค่ะ”
จางอ้ายผิงเข้ามาขัดจังหวะในเวลานี้ และพูดออกมาว่า “สวัสดีค่ะลุงเฉียว ฉันชื่อจางอ้ายผิง ! ”
เคล็ดลับนี้ดีจริง ๆ หลังจากที่เฉียวเจิ้งเหลียงและจางอ้ายผิงคุยกัน ในที่สุดหลินเจียหงก็หลบเลี่ยงคำถามเรื่องการแต่งงานของเธอได้
หลินเจียจวินฟังการสนทนาระหว่างมู่เสี่ยวหวานและเฉียวเจิ้งเหลียง จากนั้นจึงตระหนักว่าเฉียวเจิ้งเหลียงไม่เพียงแต่รู้จักพ่อแม่ของเขาเท่านั้น แต่พวกเขายังเคยไปทำงานในชนบทด้วยกัน และมีมิตรภาพที่ค่อนข้างลึกซึ้งต่อกันอีกด้วย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลินต้ากั๋วไม่ยอมให้มู่เสี่ยวหวานและหลินเจียหงขึ้นเครื่องไปชิงโจวพร้อมกับเขา หลังจากที่รู้ว่าเฉียวเจิ้งเหลียงจะมาในช่วงบ่าย แต่ให้รอไปพร้อมเฉียวเจิ้งเหลียงแทน
หลังจากที่เฉียวเจิ้งเหลียงและมู่เสี่ยวหวานก็รำลึกถึงวันเก่า ๆ เสร็จแล้ว จางอ้ายผิงก็พาพวกเขาไปทานอาหาร
ต่งจิ้นก็ได้พูดกับหลินเจียจวินว่า “ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจว่าคุณติดต่อเจ้าหน้าที่อย่างไรให้ขนสัมภาระของเราไปอีกเที่ยวบินให้ ที่แท้เป็นเพราะว่าพี่สะใภ้ของคุณทำงานที่สนามบินนี่เอง ! ”
เซี่ยเจี้ยนจวินถอนหายใจ “ตอนนี้ฉันถึงเข้าใจคำว่าอำนาจคืออะไรแล้ว มีคนช่วยทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ในพริบตาจริง ๆ ! ”
ผู้อำนวยการหลิวกล่าวว่า “สังคมสมัยนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน ! ”
สมัยก่อน ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดโดยไม่มีการคำนึงถึงสถานะอะไรทั้งสิ้น
แต่สมัยนี้เวลาจะทำอะไรก็แค่ขอให้คนรู้จักเปิดประตูให้ ก็เข้ามาได้แล้ว มันทั้งสะดวกและรวดเร็ว
เช่นเดียวกับครั้งนี้ เฉียวเจิ้งเหลียงขอให้เขาติดตามไปที่ถู่เฉิง
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียวเจิ้งเหลียง เขาคงไม่ออกเดินทางมาด้วยตัวเอง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงบ่าย จางอ้ายผิงได้พาเฉียวเจิ้งเหลียงและพรรคพวกของเขาขึ้นเครื่องบินไปยังชิงโจวเป็นการส่วนตัว
เมื่อเวลาบ่ายสี่โมง เครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินชิงโจวตรงเวลา
เจียงเสี่ยวไป๋และจางเสี่ยวชุ่นกำลังรออยู่ที่ประตูทางออกของสนามบิน และในไม่ช้าพวกเขาก็เห็นหลินเจียจวินเดินออกมาอย่างช้า ๆ พร้อมกับเฉียวเจิ้งเหลียง
ตามมาด้วยชายวัยกลางคนและชายหนุ่มอีกสองคน
แม้ว่าจะไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน แต่ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาต้องเป็นผู้ช่วยสองคนของคุณเฉียว
นอกจากนี้ มู่เสี่ยวหวานและหลินเจียหงก็มาพร้อมกันด้วย
เจียงเสี่ยวไป๋รีบเข้าไปหาพวกเขา และยื่นมือออกไปจับมือของเฉียวเจิ้งเหลียงก่อน “คุณเฉียว วันนี้คุณคงเดินทางมาเหนื่อยมาก ! ”
หลังจากที่ทั้งสองจับมือกัน เฉียวเจิ้งเหลียงก็หันไปด้านข้างและแนะนำพวกเขาให้รู้จักกับเจียงเสี่ยวไป๋ “คุณ…เจียง นี่คือคนที่ฉันพูดกับคุณ ผู้อำนวยการหลิวของโรงงานอุปกรณ์”
“ผู้อำนวยการหลิว นี่คือเจียงเสี่ยวไป๋ผู้มีชื่อเสียงในชิงโจว คุณเจียงจะเป็นคนที่ซื้ออุปกรณ์ของคุณในครั้งนี้ ! ” เฉียวเจิ้งเหลียงยังแนะนำเจียงเสี่ยวไป๋ให้ผู้อำนวยการหลิวรู้จัก
“ผู้อำนวยการหลิว ยินดีต้อนรับสู่ชิงโจว ! วันนี้พวกคุณเดินทางมาเหนื่อยจริง ๆ ! ”
“คุณเจียง ยินดีที่ได้รู้จัก ! ”
หลังจากที่ทั้งสองทักทายกัน เฉียวเจิ้งเหลียงก็แนะนำผู้ช่วยสองคนของเขาเซี่ยเจี้ยนจวินและต่งจิ้นให้กับเจียงเสี่ยวไป๋ได้รู้จัก
เจียงเสี่ยวไป๋ก็กล่าวต้อนรับเช่นกัน
หลินเจียจวินพูดด้วยรอยยิ้ม “ในที่สุดฉันก็พาคุณเฉียวมาหานายแล้ว ตามที่สัญญาไว้ นายจะต้องเลี้ยงฉันคืนนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “ผมเตรียมเหล้าให้กับพี่ไว้แล้ว ! ”
หลินเจียจวินพูดอย่างมีความสุข “เอาล่ะ คืนนี้ฉันจะเมาให้เต็มที่”
จางเสี่ยวชุ่นที่ฟังอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะมองไปทางอื่น
รู้สึกได้เลยว่าคืนนี้หลินเจียจวินจะต้องเมาจนหัวราน้ำแน่นอน
เขายังกล้าบอกอีกว่าไม่เมาไม่กลับ แต่ถ้าเขารู้ว่าผู้ช่วยเจียงได้เตรียมเหล้าเทียนเซี่ยไป๋จำนวน 480 ขวด เขาจะไม่กล้าพูดแบบนี้ออกมาแน่นอน
“ผู้ช่วยเจียง ผมจะไปขนกระเป๋าเดินทางขึ้นรถให้”
เพื่อป้องกันไม่ให้หลินเจียจวินกล่าวโทษที่ตัวเองไม่เตือนเขาในภายหลัง จางเสี่ยวชุ่นจึงหาข้ออ้างและรีบออกไปรับกระเป๋าเดินทางของเฉียวเจิ้งเหลียงและคนอื่น พร้อมคนขับอีกคนจากฝ่ายขายของบริษัท
ในเวลานี้ เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้มีโอกาสทักทายมู่เสี่ยวหวาน
“ป้ารอง ต้องขอโทษด้วยที่ละเลยคุณ ! ”
มู่เสี่ยวหวานกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มันเป็นเรื่องปกติที่หลานจะต้องต้อนรับคุณเฉียวก่อน หลานไม่จำเป็นต้องสุภาพ เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดว่า “บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ที่เจียงเฉิงมานาน ป้าจึงรู้สึกว่าอากาศในเจียงเฉิงนั้นหม่นหมอง ตอนนี้เมื่อมาที่ชิงโจว ก็รู้สึกว่าอากาศที่นี่สดชื่นกว่ามาก”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม และพูดว่า “คุณภาพอากาศในชิงโจวดีมาก นี่คือแท่งออกซิเจนตามธรรมชาติ เมื่อป้ารองได้มีโอกาสมาที่นี่แล้ว ก็อยู่ที่นี่อีกสักสองสามวัน หลังจากที่เสร็จสิ้นงานเลี้ยงฉลองต้อนรับลุงรองและคุณเฉียวแล้ว ผมจะพาป้าไปเดินเล่นแถว ๆ ชนบท”
มู่เสี่ยวหวานพูดด้วยรอยยิ้ม “เยี่ยมมาก ป้าไม่ได้มาเที่ยวชนบทนานแล้ว ครั้งนี้จะไปที่ชนบทแล้วสูดกลิ่นหอมของดินและหญ้าให้เต็มปอด”
“เอาล่ะ เชิญป้ารองไปขึ้นรถก่อนครับ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูด แล้วเดินนำเฉียวเจิ้งเหลียง มู่เสี่ยวหวาน และคนอื่นไปที่ลานจอดรถ
เสี่ยวเจิ้งเหลียง, มู่เสี่ยวหวาน และผู้อำนวยการโรงงานหลิวขึ้นรถแลนด์โรเวอร์ของเจียงเสี่ยวไป๋ ในขณะที่หลินเจียจวินขึ้นรถของบริษัทพร้อมกับเซี่ยเจี้ยนจวินและต่งจิ้น
หลังจากขึ้นรถมาแล้ว เฉียวเจิ้งเหลียงก็พูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “คุณจัดตารางงานไว้อย่างไรบ้าง ? ”