ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1285 ช่วยลาครูให้หนูด้วย
ตอนที่ 1285 ช่วยลาครูให้หนูด้วย
ด้วยคำสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเจียงเสี่ยวไป๋ ช่างหลี่ก็ได้ตอบตกลงในที่สุด “ตกลง ฉันจะเชื่อคุณ ! ”
เมื่อเห็นว่าเขาตกลง เจียงเสี่ยวไป๋ก็ดีใจเช่นกัน และบอกข้อกำหนดพร้อมทั้งแนวทางปฏิบัติบางอย่างหลังจากเข้ามาอยู่ในถนนการค้าเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแก่เขาทันที
เช่น แนะนำให้ช่างหลี่เลิกตัดเย็บเสื้อผ้าจากผ้าสำเร็จรูป และหันมาเน้นการตัดเย็บเสื้อผ้าของชนกลุ่มน้อยในท้องถิ่น โดยเริ่มจากการทอผ้าลายซีหลันข่าปู้แบบดั้งเดิม โดยศึกษาลวดลาย สี และเทคนิคการทอผ้า เพื่อรักษารายละเอียดของเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเป็นผู้สืบทอดและผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมเสื้อผ้านี้
และเพื่อให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จ เขายังแนะนำให้ช่างหลี่ไปเยี่ยมเยียนขอคำแนะนำจากช่างทอผ้าพื้นบ้านให้มากขึ้น
หลังจากได้ยินแบบนี้ ช่างหลี่ก็พูดด้วยความประหลาดใจ “เถ้าแก่เจียง ฉันเปิดร้านตัดเสื้อของฉันแบบนี้มานานแล้ว ฉันต้องทำสิ่งเหล่านี้ที่คุณบอกมาด้วยเหรอ ? ”
จากนั้น เขาก็พูดอย่างเป็นกังวลว่า “ตอนนี้มีคนไม่กี่คนแล้วที่ยังสวมชุดพื้นเมืองแบบนั้น ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม และพูดว่า “ช่างหลี่ เพียงเพราะไม่มีใครใส่มันในตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครใส่มันในอนาคตนะครับ”
ช่างหลี่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย ชุดพื้นเมืองลายซีหลันข่าปู้พวกนั้นถือเป็นเครื่องแต่งกายของชาวถู่เจีย หรือเป็นเครื่องแต่งกายพื้นบ้านที่ผู้คนไม่นิยมสวมใส่มานานแล้ว และในอนาคตก็จะยิ่งไม่เป็นที่นิยมขึ้นไปอีก
แต่เนื่องจากเจียงเสี่ยวไป๋พูดเช่นนี้ เขาจึงพูดได้เพียงว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉัน…จะลองดู ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ช่างหลี่ นี่ไม่ใช่เรื่องของความพยายาม หากคน ๆ หนึ่งต้องการทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ เขาจะต้องตัดสินใจและยืนหยัดด้วยความอุตสาหะอย่างยิ่ง เมื่อนั้นเขาจึงจะประสบความสำเร็จได้”
หลังจากพูดจบ เขาก็เหลือบมองช่างหลี่และพูดอย่างจริงใจ “สำหรับช่างตัดเย็บเสื้อผ้าเก่าแก่ที่ผมเลือกให้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ถนนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม คุณไม่ใช่คนเดียวที่ผมเล็งเห็น เพราะยังมีคนอื่นที่มีฝีมือระดับเดียวกันกับคุณ”
“หากใครที่ทำตามข้อกำหนดไม่ได้ ผมก็จะไม่เอามาอยู่ที่ถนนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ช่างหลี่ก็ตระหนักได้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋คงไม่ได้แค่ล้อเล่น แต่เขาตั้งใจที่จะทำอะไรบางอย่างจริง ๆ
หลังจากครุ่นคิดมากมายในใจ เขาก็ตัดสินใจเสี่ยงโชคและพูดว่า “เอาล่ะ ขอบคุณมากเถ้าแก่เจียงที่ให้โอกาสฉัน ฉันจะทำมันให้ดีที่สุด ให้สมกับที่คุณให้โอกาสอย่างแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าด้วยความพอใจ และพูดกับช่างหลี่ว่า “เสื้อผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้อาจจะยังไม่เป็นที่สนใจในตอนนี้ แต่เมื่อตลาดการท่องเที่ยวของชิงโจวดีขึ้นในอนาคต เสื้อผ้าเหล้านี้จะเป็นที่ต้องการในตลาดมาก และตลาดของมันก็จะใหญ่ขึ้น……”
ในชีวิตก่อนและชีวิตนี้ ในยุคสมัยต่อมา ชิงโจวจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว และมีร้านขายเสื้อผ้าหลายแห่งที่จำหน่ายชุดชาติพันธุ์พื้นเมืองและทำเงินได้มากมาย
ในชีวิตนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ได้เข้ามาส่งเสริมมรดกพื้นบ้านของเมืองชิงโจวมากขึ้นไปอีก เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาในยุคสมัยต่อมาและผู้คนมีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ข้าวของเครื่องใช้ของชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะกลายเป็นจุดเด่นในเวลานั้น เครื่องแต่งกายประจำชาติดั้งเดิมที่ไม่มีใครสนใจในตอนนี้จะได้รับความนิยมในอนาคต
เขาไม่สามารถบอกสิ่งเหล่านี้แก่ช่างหลี่ได้ เขาทำได้เพียงพูดถึงความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีเท่านั้น และหวังว่าช่างหลี่จะมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลพอ
แน่นอนว่าดังที่เขากล่าวไว้ ช่างหลี่ไม่ใช่คนเดียวที่เขามองว่าเป็นช่างตัดเสื้อผ้ารุ่นเก่า เพราะยังมีอีกหลายคนที่เขาเล็งเห็น เขาให้โอกาสช่างหลี่แล้ว แต่หากช่างหลี่ไม่คว้าไว้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้
หลังจากเสร็จสิ้นการสนทนาหลังอาหารเย็น เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้ให้จางเสี่ยวชุ่นไปส่งช่างหลี่กลับเข้าเมือง
หลังจากที่ช่างหลี่จากไปแล้ว หวังซิ่วจวี๋ก็พูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “จริงสิ ป้าสะใภ้รองของเจียอินโทรมาตอนเที่ยงว่าจะมาที่เจียงวานพรุ่งนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะตบหัวของเขาหลังจากได้ยินเรื่องนี้ เขายุ่งมากในช่วงเวลานี้จนเขาลืมมู่เสี่ยวหวานไปเลย
ที่แท้หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋ส่งเฉียวเจิ้งเหลียงที่ถู่เฉิงในวันนั้น มู่เสี่ยวหวานและหลินเจียหงก็ไปที่เจี้ยนหยาง
ท้ายที่สุดแล้วเจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ และหลังจากที่เธอแต่งงานกับหลินต้ากั๋ว เธอก็ไม่เคยไปที่เจี้ยนหยางเลยสักครั้ง เนื่องจากที่นั่นเป็นบ้านเกิดของหลินต้ากั๋ว เธอจึงตั้งใจจะไปอยู่ที่เจี้ยนหยางสักสองสามวัน
แต่เมื่อเธอได้ยินว่าเจียงเสี่ยวไป๋กลับมาที่ชิงโจวแล้ว เธอจึงโทรมาที่บ้านของเขาและบอกว่าจะมาที่เจียงวานในวันพรุ่งนี้
เจียงเสี่ยวไป๋ถามว่า “ป้ารองต้องการให้ผมส่งคนขับรถไปรับเธอไหมครับ ? ”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “ไม่จำเป็น พ่อตาของลูกจะให้คนขับรถของเขามาส่งเธอเอง”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า
ครั้งที่แล้วเขาบอกว่าจะพาเธอไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวของชิงโจว
แต่ก่อนหน้านี้เขามัวยุ่งอยู่กับเรื่องก๊าซธรรมชาติ จึงไม่มีเวลาพาเธอไป
ตอนนี้เขามีเวลาแล้ว จึงพูดว่า “แม่ เมื่อป้ารองมา ผมจะพาพ่อกับแม่ออกไปเที่ยวด้วยกันสักสองสามวัน”
หวังซิ่วจวี๋ถามด้วยความประหลาดใจ “เราจะไปเที่ยวที่ไหนกัน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ในชิงโจวนี่แหละครับ ผมรู้ว่ามีสถานที่หลายแห่งที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม ไปเดินป่า เที่ยวชมความงามของธรรมชาติ และผ่อนคลาย”
เมื่อหวังซิ่วจวี๋ได้ยินว่าจะไปเดินป่า เที่ยวชมดูธรรมชาติ เธอก็หมดความสนใจขึ้นมาทันทีและพูดอย่างเฉยเมยว่า “การเดินป่ามีอะไรดีขนาดนั้น พ่อกับแม่เดินป่ามาตลอดชีวิต มันเหนื่อยและน่าเบื่อ แม่คงไม่ไปด้วยหรอก ! ”
ดังคำกล่าวที่ว่า คนป่าคนดอยมักจะมองไม่เห็นความสวยงามของภูเขา
หลังจากที่ใช้ชีวิตกับภูเขามาทั้งชีวิต แม้ว่าทิวทัศน์จะสวยงามแค่ไหน แต่เพราะความเคยชิน จึงมองไม่เห็นความสวยงามนั้น
เจียงไห่หยางยังกล่าวอีกว่า “ถ้าแกอยากพาป้ารองของแกไปเที่ยวที่แบบนั้นก็ไปเถอะ ฉันเองก็ไม่ไปเหมือนกัน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “แล้วการอยู่บ้านตลอดเวลาไม่น่าเบื่อเหรอครับ การออกไปข้างนอกอย่างน้อยก็ได้เปิดหูเปิดตาบ้าง เราไปปิกนิกหรือตั้งแคมป์ก็ได้”
“ตั้งแคมป์คืออะไร ? ” เจียงไห่หยางถามด้วยความประหลาดใจ
เจียงเสี่ยวไป๋อธิบายว่า “คือการไปตั้งเต็นท์นอนบนภูเขา ! ”
เจียงไห่หยางขมวดคิ้วเมื่อได้ยินแบบนี้ “อยู่บ้านดี ๆ ไม่ชอบ อยากไปนอนกลางป่ากลางเขา ลำบากจะตายไป ยุงก็เยอะ กลับมาคงจะมีแต่รอยยุงกัดเต็มไปหมดแหละ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมจะเตรียมเต็นท์ไปด้วย ! ”
เจียงไห่หยางโบกมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ลืมไปเถอะ ฉันไม่ชอบ พวกแกไปสนุกกันเถอะ ฉันอยากอยู่บ้านอย่างสบายใจมากกว่า”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะกุมขมับของเขาอย่างหมดหนทาง
ผู้คนในชนบทนั้นไม่ได้แสวงหาการท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ต่างจากคนรวยในยุคสมัยต่อมาที่แสวงหาการท่องเที่ยวผจญภัยกับธรรมชาติ
เขาพูดว่า “พ่อครับ แม่ครับ ลองดูสักครั้งก็ได้ คนเราจะต้องเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ฉันไม่อยากจะลอง ฉันคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
“ฉันก็ไม่มีเวลาเหมือนกัน ! ”
“ในอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสักการะหลุมศพปู่และย่าของแกแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋จำเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว เขาจึงพูดว่า “พ่อ ผมไม่ได้บอกว่าจะไปพรุ่งนี้ เราจะไปหลังจากสักการะหลุมศพปู่และย่าเสร็จแล้ว ! ”
และเหตุผลอีกอย่างคือนี่ยังเป็นเพียงปี 1985 เท่านั้น ยังไม่มีการผลิตเต็นท์ตั้งแคมป์ออกมาจำหน่าย และไม่มีอุปกรณ์ตั้งแคมป์ใด ๆ ด้วย
หากเขาต้องการมีช่วงเวลาดี ๆ นอกบ้าน เขาก็ต้องเตรียมอุปกรณ์เหล่านั้นและมันก็ต้องใช้เวลาพอสมควร
“ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยคุยกันเถอะ ! ”
เจียงไห่หยางคิดอยู่พักหนึ่ง และตัดจบไป
มีเพียงเจียงชานเท่านั้นที่พูดด้วยความตื่นเต้น “พ่อ ถ้าไปตั้งแคมป์ พาหนูไปด้วยนะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “กว่าเราจะได้ไปเที่ยว หนูก็เปิดเรียนแล้ว ! ”
เจียงชานพูดออกมาด้วยสีหน้าหดหู่ “งั้นช่วยลาครูให้หนูด้วยสิ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาล่ะ พ่อจะไปลาครูให้ลูกเอง”
ผลการเรียนของลูกสาวไม่แย่เลย ในเมื่อเธออยากไป ก็ควรพาเธอไปที่นั่นด้วย
“ขอบคุณค่ะ ! ” เจียงชานพูดออกมาด้วยความดีใจ
หวังซิ่วจวี๋มองดูพวกเขาแล้วส่ายหัว ก่อนจะพึมพำออกมา “ยอมขาดเรียนเพื่อที่จะไปเที่ยวป่า ไม่รู้ว่าสองพ่อลูกนี่คิดอะไรกันอยู่ ! ”