ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1290 ยอมแพ้นายแล้ว
ตอนที่ 1290 ยอมแพ้นายแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นอกจากเต็นท์แล้ว พี่ช่วยไปสั่งตัดแจ็กเก็ตกันลมและรองเท้าเดินป่าให้คนละหนึ่งชุดสิครับ”
“แจ็กเก็ตอะไรนะ ? ”
หลินเจียจวินไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน จึงถามด้วยความประหลาดใจ “นายจะเอาแจ๊กเก็ตแบบไหน ? ที่คล้ายกับเสื้อเกราะกันกระสุนหรือเปล่า ? ”
เมื่อได้ยินเสื้อแจ็กเก็ต เขาที่เกิดและโตมาในกองทัพจึงคิดได้แต่เรื่องการต่อสู้และโจมตีเท่านั้น
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะขบขันอยู่ในใจ เขาพูดว่า “พี่กำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระอะไร มันไม่ใช่แบบที่พี่จินตนาการไว้แน่นอน”
“แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ ? ” หลินเจียจวินถาม
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมไม่สามารถบอกพี่ได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผมเขียนรายละเอียดเสร็จแล้ว ให้พี่เอาไปให้ดีไซน์เนอร์ดู แล้วพี่จะรู้หลังจากที่พวกเขาตัดมันขึ้นมา”
เมื่อหลินเจียจวินได้ยินที่เขาพูด เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยุดถามในตอนนี้และถามว่า “ฉันควรสั่งทำกี่ชุด ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เอามาอย่างละร้อยชุด”
และเขายังเน้นเป็นพิเศษ “อ้อ อีกอย่าง พี่มีไซส์ของพ่อแม่ ภรรยา และลูกสาวของผมแล้ว สำหรับแม่และน้องพี่ พี่ก็สั่งตัดตามขนาดของพวกเขาเลย ส่วนชุดของคนอื่นไม่ต้องแม่นยำมาก ขอแค่มีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จำนวนเท่า ๆ กันก็พอ”
หลินเจียจวินพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ตัดให้แค่คนละสามชุด แต่นายก็ยังจะสั่งตัดตามไซส์พวกเขา ฉันล่ะนับถือนายจริง ๆ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรามีโรงงานผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นของตัวเองแล้ว เพื่อให้ภรรยาและลูก ๆ ของผมได้สวมใส่ได้พอดีตัวและสบายยิ่งขึ้น การสั่งตัดก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วนี่ครับ”
“เอาล่ะ โอเค ! ” หลินเจียจวินพูดว่า “ฉันรู้แล้วว่านายเป็นคนที่ใส่ใจครอบครัวมาเป็นอันดับแรก ! ”
คิดแล้ว เขาก็รู้สึกไม่สบายใจและพูดว่า “ต้องสั่งตัดให้แม่และน้องสาวฉันเหมือนกัน นายรีบส่งไซส์พวกเขามาให้ฉันด่วนเลย ! ”
“ครอบครัวของพี่ พี่ก็สั่งทำให้พวกเขาสิ ! ”
“แล้วทำไมไม่สั่งไปพร้อมกันไปเลยล่ะ ! ” หลินเจียจวินเถียง
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะยิ้ม และพูดว่า “เอาล่ะ ของป้ารองและพี่เจียหงก็ทำตามแบบที่ผมส่งไปเหมือนกัน โอเคนะครับ ! ”
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ! ” หลินเจียจวินทำเสียงไม่พอใจ และพูดว่า “และเสื้อผ้าทั้งหมดนี้ นายก็ต้องเป็นคนจ่ายมันทั้งหมด ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ได้ครับ ผมจะจ่ายเอง พอใจหรือยัง ! ”
จากนั้น หลินเจียจวินก็พอใจและพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้านายอยากให้ฉันทำอะไรอีกก็รีบบอกฉันมาเลยนะ ! เพราะนายเป็นคนจ่ายเงิน ดังนั้นฉันก็แค่ทำตามที่นายขอ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ที่เหลือเป็นเพียงอุปกรณ์เอาตัวรอดในป่า พี่เคยอยู่ในกองทัพไม่ใช่เหรอ ? หาไฟฉายกำลังสูง ตะเกียง ชุดกาต้มน้ำ และอุปกรณ์ที่พกพาสะดวกอื่น ๆ เอามาด้วย ! ”
“ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ! ” หลินเจียจวินพูดอย่างชอบใจ “เรื่องการเอาชีวิตรอดในป่า ฉันย่อมรู้ดีกว่านายอยู่แล้วว่าจะต้องพกอุปกรณ์อะไรไปบ้าง”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกผ่อนคลายและพูดว่า “เอาล่ะ พี่คงรู้แล้ว”
ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และเสริมว่า “ใช่สิ พี่ช่วยไปหาโรงงานทำไม้เท้าเดินป่าจากวัสดุน้ำหนักเบาให้ผมด้วยนะ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “เอาของพวกนี้ไปทำไม ? แค่ตัดไม้จากภูเขาแถวนั้นก็ได้แล้วนี่ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยความโกรธว่า “ผมบอกให้พี่ใช้วัสดุน้ำหนักเบา ไม้มันหนักจะตายไป แม่พี่ก็อายุเยอะแล้ว พวกเธอจะยกไม้หนักพวกนั้นได้อย่างไร ? ”
“เอาล่ะ นายชนะแล้ว ! ” หลินเจียจวินพึมพำออกมา เพราะไม่อยากมาเถียงกับเจียงเสี่ยวไป๋ในเรื่องนี้
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ทุกอย่างจะต้องเตรียมให้พร้อมล่วงหน้า พี่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เดี๋ยวผมออกเอง และไม่ต้องรีบมา รอของทุกอย่างเสร็จก่อน เพราะถ้าพี่ยังไม่มา เราก็จะไม่ออกเดินทาง”
“เข้าใจแล้ว ! ” หลินเจียจวินตอบกลับ
หลังจากฝากฝังเรื่องอุปกรณ์เดินป่าเสร็จแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็วางสายโทรศัพท์ไป
ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นหน้าที่ของหลินเจียจวินที่ต้องจัดเตรียม สิ่งที่เขาต้องเตรียมไม่มีอะไรมากส่วนใหญ่จะเป็นอาหาร
ท้ายที่สุดแล้ว การไปปีนเขาในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ไปเพื่อสัมผัสการเอาชีวิตรอดในป่าโดยเฉพาะ แต่ต้องการไปเอาความสนุกสนาน และเปิดเส้นทางท่องเที่ยว หาสถานที่ที่จะพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในอนาคต
ดังนั้นจะต้องเตรียมอาหารให้เพียงพอ และมีอาหารอร่อยให้ทุกคนได้ทาน
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา
แต่อาหารจะต้องเตรียมหนึ่งวันก่อนออกเดินทางเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรในตอนนี้
เขาจุดบุหรี่ หลังจากสูบบุหรี่เสร็จก็ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวจะกลับบ้าน
ทันทีที่เขาเปิดประตูออก และเห็นหลี่ชิงอียกมือขึ้นพอดี เห็นได้ชัดว่าเธอเตรียมที่จะเคาะประตู
“ผู้ช่วยเจียง ! ”
หลี่ชิงอีคงไม่คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะเปิดประตูในเวลานี้ ดังนั้นเธอจึงอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เจียงเสี่ยวไป๋ถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า ? ”
หลี่ชิงอีกล่าวว่า “เมื่อกี้คุณคงคุยโทรศัพท์อยู่ สายจึงไม่ว่าง รองอธิบดีสำนักความมั่นคงสาธารณะโทรมาหาคุณ แต่คุณไม่รับ เขาจึงโทรมาหาฉันค่ะ”
“อ้อ ฉันรู้แล้ว ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เดี๋ยวฉันจะโทรกลับไปหาเขาเอง ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็หันกลับมาและกลับไปที่โต๊ะทำงาน
เมื่อพูดถึงเหรินฉางเซี่ย พวกเขาสองคนไม่ได้เจอกันมานานแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจากเขา ?
ดังนั้นเขาจึงยกโทรศัพท์ขึ้นมาและกดโทรออก
สายเชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว และทั้งสองก็เริ่มพูดคุยกัน
จากนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงรู้ว่า เรื่องที่เหรินฉางเซี่ยโทรมาถามเขาก็คือเรื่องที่หลี่หมิงซานโทรมาบอกเขา
จากนั้นเขาจึงรู้ว่าหลี่หมิงซานได้โทรไปขอให้เหรินฉางเซี่ยจัดเตรียมกำลังตำรวจให้มาช่วยคุ้มกันขึ้นไปบนภูเขา
เดิมทีเขาอยากจะปฏิเสธ แต่หลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้ว คงจะดีถ้ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายไปช่วยรักษาความปลอดภัย และจะได้ให้พวกเขาช่วยขนของไปด้วย
เมื่อคิดได้อย่างนี้ เขาจึงไม่ได้พูดอะไร สำหรับสถานที่ที่เขาไป เขาไม่ได้เปิดเผยให้เหรินฉางเซี่ยทราบ
หลังจากวางสายแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็กลับบ้าน
ตอนที่จางเสี่ยวชุ่นกำลังจะกลับไป เจียงเสี่ยวไป๋ก็บอกให้จางเสี่ยวชุ่นไม่ต้องมารับเขาไปทำงานในช่วงสองสามวันนี้ หากเขาอยากให้มารับ เขาจะโทรบอกเอง
นี่เท่ากับเป็นการให้วันหยุดเขาสองสามวัน
เพราะในอีกสองวันข้างหน้า เจียงเสี่ยวไป๋จะอยู่ที่บ้าน ใช้เวลากับครอบครัวและญาติ ๆ ของเขา
ในวันเทศกาลเชงเม้ง ฝนเริ่มตกปรอย ๆ ลงมาแล้ว
หลังจากทำความสะอาดสุสาน และสักการะหลุมศพเสร็จแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็เล่นหมากรุกกับเจียงชาน
เมื่อเธอโตขึ้น ทักษะการเล่นหมากรุกของเจียงชานก็พัฒนาขึ้น และเธอก็เล่นได้ดีพอ ๆ กับเขา
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ถือว่าฝีมือพัฒนามาก ในอนาคตพ่อคงเอาชนะหนูไม่ได้แล้ว ! ”
เจียงชานพูดโดยไม่คิดจะถ่อมตัวว่า “หนูก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน หนูจะเอาชนะพ่อให้ได้ภายในห้าปีข้างหน้านี้อย่างแน่นอน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อารมณ์ดีมาก “นี่หนูได้วางแผนไว้หมดแล้วใช่ไหม ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “หนูก็พูดไปแบบนั้นเอง หนูไม่สามารถรับปากได้ว่าจะสามารถเอาชนะพ่อได้ตลอดไป ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมาเสียงดัง ตอนแรกก็คิดว่าลูกสาวของเขาเป็นเด็กมีเป้าหมาย แต่กลับกลายเป็นว่าเธอแค่พูดโม้ไปแบบนั้น
โอ้ ลูกสาวของฉันโตขึ้นและเริ่มที่จะขี้โม้แล้ว !
เจียงชานกล่าวเสริมว่า “แต่ช่วงนี้หนูไม่ค่อยได้เล่นหมากรุก เพราะกำลังหัดเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋เองก็พอจะเล่นไพ่นกกระจอกเป็น
แต่ก็ไม่ได้เก่งเท่าหมากรุก เขาจึงพูดว่า “เอาล่ะ พ่อก็พอเล่นเป็นอยู่บ้าง เดี๋ยวเล่นหมากรุกเสร็จ เรามาเล่นไพ่นกกระจอกกัน ! ”
เจียงชานพูดว่า “ตอนที่หนูเล่นไพ่นกกระจอกที่โรงเรียน ไม่มีใครเอาชนะหนูได้ นอกจากครู ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เดี่ยวก่อน ลูกยังยึดติดกับการแพ้ชนะอยู่อีกเหรอ ตอนที่เล่นหมากรุก พ่อบอกว่าต้องศึกษาเกมด้วยตัวเอง ไม่ต้องกังวลกับการแพ้หรือชนะ”
“นอกจากนี้ ชิงโจวยังเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ และในโรงเรียนของลูกมีนักเรียนแค่กี่คนเอง ? ”
“อย่าเอาคนกลุ่มน้อยที่ลูกสามารถเอาชนะได้มาเป็นตัวกำหนด นั่นจะทำให้โลกของลูกแคบลง”
เจียงชานฟังและพยักหน้า “ค่ะพ่อ หนูรู้ บางทีหนูอาจจะไร้สาระนิดหน่อย ! หนูจะไตร่ตรองตัวเองในอนาคตอย่างแน่นอน”