ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1291 ลูกสาวของฉันจำเป็นต้องใช้เงิน
ตอนที่ 1291 ลูกสาวของฉันจำเป็นต้องใช้เงิน
วันรุ่งขึ้นคือเทศกาลเชงเม้ง ปีนี้สุสานของปู่ย่าเจียงเสี่ยวไป๋ได้มีการสร้างขึ้นใหม่ โดยเจียงไห่เทียน เจียงไห่หยาง และเจียงไห่โป พวกเขาสามพี่น้องช่วยกันสร้างให้กับพ่อแม่ของพวกเขา
ในตอนเช้า เจียงเสี่ยวไป๋และครอบครัวของเขาก็ได้ไปที่บ้านของเจียงไห่เทียน
มีเพียงมู่เสี่ยวหวานและหลินเจียหงที่ไม่ได้ไปด้วย
ทั้งที่ความจริง หลินเจียหงเองก็อยากไป แต่มู่เสี่ยวหวานรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม
ท้ายที่สุดแล้วครอบครัวของเจียงไห่เทียนก็ไม่ได้เชิญเธอไปเป็นกรณีพิเศษ หากเธอไป เนื่องจากสถานะที่แตกต่างกันของเธอ มันจะทำให้ครอบครัวของเจียงไห่เทียนรู้สึกเกร็งและหมดสนุกเอาเปล่า ๆ
ถ้าเธอไม่ไป หลินเจียหงก็ต้องอยู่ที่บ้านกับเธอ
เมื่อวานฝนตกทั้งวัน แต่วันนี้ฟ้ากลับสดใส
ในวันที่อากาศไม่ร้อน ในหมู่บ้านชนบทแบบนี้ แม้จะไม่มีอะไรทำ แต่สองแม่ลูกก็รู้สึกสบายใจที่ได้เดินเล่นริมแม่น้ำ
มู่เสี่ยวหวานถามว่า “ลูกบอกว่าโทรหาพี่จวินแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเขายังไม่มาอีก ? ”
หลินเจียหงกล่าวว่า “หนูโทรหาเขาแล้ว แต่เมื่อวานเห็นว่าเขายังไม่มา หนูจึงโทรไปถามเขาอีกครั้ง เขาบอกว่าจะมาในอีกสองสามวันค่ะ”
มู่เสี่ยวหวานยิ้มและกล่าวว่า “ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขาทำธุรกิจกับเจียงเสี่ยวไป๋ ทำให้เขามีเรื่องที่ต้องทำมากมาย เป็นเรื่องปกติที่จะมีงานยุ่ง”
หลินเจียหงกล่าวว่า “แม่ อย่าหลงกลเจียงเสี่ยวไป๋และพี่สาม หนูเห็นแล้วว่าพวกเขาไม่ได้มีงานยุ่งอะไรเลย”
มู่เสี่ยวหวานกล่าวว่า “ด้วยอาชีพนักธุรกิจ ต้องมีหลายอย่างที่ต้องดูแล จะไม่ยุ่งได้อย่างไร ? ”
หลินเจียหงกล่าวว่า “แม่ ทั้งหมดมันเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น พวกเขามีผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ในบริษัทที่คอยทำงานแทนพวกเขาอยู่มากมาย มีคนไม่มากหรอกที่จะอยากทำงานเองทั้งหมด หนูคิดว่าพี่สามน่าจะกำลังสนุกอยู่ในเจียงเฉิง ไม่งั้นเขาคงมาที่นี่นานแล้ว”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็พูดด้วยความโกรธ “หนูไม่สนใจอยู่แล้ว ในเมื่อวันนี้ยังติดธุระเรื่องที่ต้องสักการะหลุมศพปู่ย่าของเจียงเสี่ยวไป๋ พอเสร็จ พรุ่งนี้หนูจะขอให้เขาพาเราไปปีนเขาเลย ! ”
มู่เสี่ยวหวานพูดว่า “ลูกคนนี้ ทำไมถึงใจร้อนขนาดนี้ เสี่ยวไป๋บอกว่าจะพาเราไป ดังนั้นก็แค่ทำตามที่เขาวางแผนไว้ก็พอ ! ”
……
การสร้างสุสานใหม่และสักการะหลุมศพบรรพบุรุษในพื้นที่ชนบทมีข้อควรปฎิบัติมากมาย เจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่ และในชาติก่อนเขาก็ออกจากเจียงวานไปตั้งแต่ที่ภรรยาและลูกสาวตาย เขาไปอยู่ที่อื่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จนกลายเป็นเศรษฐี และก็ไม่ได้กลับมาที่เจียงวานอีกเลย
ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจกฎเกณฑ์มากมายเหล่านั้น
เขาอาจจะถูกเรียกว่าหลานชายที่ไม่กตัญญูต่อบรรพบุรุษ เมื่อพูดถึงการสร้างสุสานใหม่ให้กับปู่ย่าของเขา เขาไม่ได้ทำอะไรเลย มีเพียงเจียงไห่เทียน, เจียงไห่หยาง และเจียงไห่โป รวมทั้งชาวบ้านที่มาช่วยเท่านั้น เขามีหน้าที่แค่ไปสักการะหน้าสุสาน
แน่นอนว่าในฐานะตัวแทนของตระกูลเจียงรุ่นที่สอง เจียงไห่เทียนยังคงปลูกฝังเจียงเสี่ยวไป๋อย่างมีสติ โดยหวังว่าเขาจะปฏิบัติตามประเพณีที่บรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ ดังนั้นตลอดกระบวนการ เขาจึงได้อธิบายให้เจียงเสี่ยวไป๋ฟังอย่างละเอียด ทั้งกฎเกณฑ์และธรรมเนียมที่ต้องใส่ใจเป็นต้น
หลังจากเสร็จพิธีแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น
แม้ว่าคำพูดบางคำจะดูไม่น่าฟัง แต่ความจริงก็เป็นอย่างที่เจียงไห่เทียนพูด แม้วันนี้ลุง พ่อของเขาและอาสามจะเป็นคนสร้างสุสานให้ปู่กับย่า แต่ในอนาคต เขาและพี่น้องของก็จะได้สร้างสุสานให้พวกลุงต่อ !
สิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ของผู้คนได้ง่ายที่สุดก็คือการสูญเสียที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อมองดูสุสานหินที่สูงตระหง่านตรงหน้า เจียงเสี่ยวไป๋ก็ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าต้นไม้ต้องการอยู่นิ่ง แต่ลมกลับพัดกิ่งก้านและใบไม้ ยามเมื่อลูก ๆ ต้องการเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่พ่อแม่ก็ได้จากไปแล้ว….
มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เมื่อคิดได้อย่างนี้ เขาก็อยากจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุดในเวลาที่จำกัด
หลังจากสักการะสุสานเสร็จแล้ว ครอบครัวของเจียงไห่เทียนก็จัดงานเลี้ยง ทุกคนที่ไปช่วยงานถูกเชิญให้มาทานอาหารที่บ้าน จากนั้นแต่ละคนจะได้รับบุหรี่คนละหนึ่งซอง และอั่งเปาคนละ 12 หยวน
ในอดีต เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้อั่งเปาคนละ 12 หยวนแบบนี้ ประการแรก แต่ละบ้านไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น การที่คนหลายสิบคนมาช่วยงานก็จะต้องเสียเงินหลายร้อยหยวน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถจ่ายเงินมากขนาดนั้นได้
ประการที่สอง คนที่มาช่วยคงไม่มีใครกล้ารับเงินมากขนาดนี้
แต่ตอนนี้ทุกคนที่มาช่วยงานต่างก็ยอมรับเงินด้วยรอยยิ้ม
ไม่ว่าในกรณีใด ตอนนี้ทุกครัวเรือนในเจียงวานต่างก็มีเงินเก็บกันมากกว่าหนึ่งหมื่นหยวน ไม่มีใครขาดแคลนเงิน 12 หยวนนี้ เมื่อรู้ว่าเป็นความปรารถนาของเจ้าบ้านที่จะให้ พวกเขาจึงยอมรับมาแต่โดยดี
แม้แต่เจียงเสี่ยวไป๋ที่มาช่วย ก็ได้รับเงิน 12 หยวนเหมือนกัน แต่เจียงชานที่มาด้วยกลับขอเงินนี้ไป
เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยความประหลาดใจ “ลูกจะเอาเงินนี้ไปทำอะไร ? ”
เจียงชานพูดว่า “หนูจะเก็บเอาไว้ไปโรงเรียน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋แกล้งแซวเธอว่า “อยู่ในโรงเรียนก็ยังต้องใช้เงินเหรอ ? ”
เจียงซานกล่าวว่า “จะไม่ใช้ได้อย่างไร ? หนูสามารถเอาเงินไปซื้อของที่โรงอาหารได้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “โรงอาหารของโรงเรียนมีแต่ร้านสะดวกซื้อของบริษัทเราไม่ใช่เหรอ ? ”
“อยากกินอะไรก็ไปเอาได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงิน ! ”
“บอกพ่อมาตามตรง ว่าลูกต้องการเอาเงินไปทำอะไร ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “เดินไปเอาของมาเฉย ๆ มันไม่สนุกเลยค่ะ หนูชอบความรู้สึกของการได้จ่ายเงินหลังจากที่เลือกของด้วยตัวเอง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กุมขมับของเขา ที่แท้ลูกสาวของเขาชอบใช้เงินนี่้เอง !
เขายิ้มและพูดว่า “ถ้าลูกชอบความรู้สึกของการได้ใช้จ่ายเงิน งั้นพ่อจะซื้อกระเป๋าเงินให้ลูก และใส่เงินไปให้ ลูกจะได้ซื้ออะไรก็ได้ที่ต้องการ ! ”
“ไม่ ไม่ ไม่ ! ” เจียงชานโบกมือซ้ำแล้วซ้ำอีก “หนูไม่ได้ต้องการเงินมากขนาดนั้น ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไป และถามว่า “ก็หนูบอกว่าชอบความรู้สึกในการใช้จ่ายเงินไม่ใช่เหรอ ? พ่อจะให้เงินหนู แล้วทำไมหนูถึงไม่ต้องการมันอีกล่ะ ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “หนูไม่ชอบเอาของโดยไม่ต้องจ่ายเงิน และก็ไม่ชอบให้มีเงินเยอะ เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับการไปโรงอาหารแล้วหยิบเอาอะไรก็ได้ที่ต้องการ หนูต้องการเงินไม่มากไม่น้อย ที่ต้องคิดให้รอบคอบก่อนจับจ่ายซื้อของ”
“ก็เหมือนกับเงินค่าขนมของเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่นั่นแหละค่ะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หมดคำจะพูด “กับอีแค่เรื่องใช้จ่ายเงิน ลูกยังใส่ความรู้สึกไปมากมายขนาดนี้ พ่อยอมใจลูกจริง ๆ ! ”
เจียงซานกล่าวว่า “โอ้ ไม่ต้องห่วงหนูหรอก เงิน 12 หยวนนี้เพียงพอที่จะใช้จ่ายเป็นเวลาหนึ่งเดือนเลยค่ะ ! ”
“โอเค โอเค ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอาให้เธอไป
หลังจากทานอาหารเย็นที่บ้านของเจียงไห่เทียนเสร็จ ทั้งครอบครัวก็กลับบ้าน ยกเว้น เจียงไห่หยางที่ยังเล่นไพ่อยู่
ทันทีที่พวกเขาเดินเข้าประตูมา หลินเจียหงก็แทบรอไม่ไหวที่จะถามว่า “นายตั้งสุสานและสักการะหลุมศพปู่ย่าเสร็จแล้วหรือยัง ? ”
“ใช่ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “เสร็จแล้ว ! ”
หลินเจียหงยิ้มและพูดว่า “งั้นออกเดินทางกันวันพรุ่งนี้เลยดีไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ยังหรอก เราต้องรอจนกว่าพี่สามของพี่มาก่อน”
หลินเจียหงพูดอย่างกังวลว่า “ฉันถามเขาไปแล้ว เขาบอกว่าจะมาในอีกไม่กี่วันนี้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็รอเขาอีกสักสองสามวัน”
หลินเจียหงพูดด้วยความโกรธว่า “ทำไมต้องรอเขาด้วย ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ที่เขา เราจึงไม่สามารถออกเดินทางได้จนกว่าอุปกรณ์จะมาถึง”
หลินเจียหงยอมแพ้หลังจากได้ยินที่เขาพูด
เวลาผ่านไปอีกสองวัน ในที่สุดหลินเจียจวินก็โทรมาและบอกว่าเขาจะมาชิงโจวในวันพรุ่งนี้
หลินเจียหงรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อเธอได้ยินข่าวนี้
จากนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไปเริ่มเตรียมส่วนผสม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องปรุง น้ำมันและข้าว ตลอดจนเนื้อสัตว์และผักบางชนิด
แต่ก็ไม่ได้เตรียมไปมากเกินไป เพราะอาจจะเสียได้ง่าย
เตรียมไปแค่ให้พอกินหนึ่งถึงสองวันเท่านั้น หากยังไม่พอ ก็สามารถส่งคนออกมาซื้อมันเข้าไป หรือล่าสัตว์และเก็บผักป่าแถวนั้นกินประทังได้
ในเดือนเมษายน จะมีผักป่าขึ้นมากมายตามภูเขา
หลังจากเตรียมส่วนผสมอะไรเสร็จสิ้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้โทรหาหลี่หมิงซานเพื่อแจ้งให้เขาทราบว่าจะออกเดินทางกันในตอนเที่ยงของวันพรุ่งนี้