ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1298 เพิ่งมาถึงหุบ
ตอนที่ 1298 เพิ่งมาถึงหุบ
หลังจากพักได้ประมาณสิบนาที เจียงเสี่ยวไป๋ก็เรียกพวกเขาและออกเดินทางอีกครั้ง
ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ เส้นทางก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นทุกที ทุกคนเดินอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่าถ้าเผลอ ก็อาจจะกลิ้งตกหน้าผาตายจริง ๆ จนแม้แต่ศพก็อาจจะหาไม่เจอ
หลังจากเดินต่อไปได้อีกครึ่งชั่วโมง หม่าว่านหลี่ที่อยู่ข้างหลังก็ตะโกนออกมาว่าเขาอยากแวะพักอีกครั้ง
แต่คราวนี้เขาไม่ใช่คนเดียว แม้แต่หลินเจียหงก็บอกว่าเธอต้องการพักเช่นกัน
นอกจากนี้หลี่หมิงซาน, มู่เสี่ยวหวาน และหลินเจียอินก็ดูเหนื่อยเล็กน้อยจากการเดินทางในครั้งนี้
ว่ากันว่าการขึ้นภูเขานั้นง่ายกว่าการลงภูเขามาก เพราะมันเป็นเรื่องยากมาก ที่จะเดินบนเส้นทางที่ลาดชันแบบนี้ตลอดทางเป็นเวลาหลายชั่วโมง
เจียงเสี่ยวไป๋ให้ทุกคนได้พักผ่อนอีกสิบนาที ก่อนที่จะออกเดินทางอีกครั้ง
ตลอดทางมีทั้งขึ้นและลงเขา เป็นเส้นทางซิกแซก ที่เดินมาสามชั่วโมงกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงเชิงเขาเสียที ดีที่ข้างหน้าเป็นทางเดินกว้าง มันทำให้ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะพวกเขาจะได้ไม่ต้องกังวลอีก
แต่สิ่งที่ทำให้หม่าว่านหลี่และคนอื่นประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ พวกเขาได้พบบ้านเรือนของชาวบ้านที่มาตั้งถิ่นฐานเล็ก ๆ อยู่ตรงนี้ มีการปลูกข้าวโพดและพืชผลอื่น ๆ ในพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ
หม่าว่านหลี่พูดออกมาอย่างอ่อนแรงว่า “มันยากมากที่จะอยู่บนนี้ และคงลำบากที่ต้องออกไปจับจ่ายใช้สอยตลาดข้างนอก ! ”
หลี่หมิงซานกล่าวว่า “ใช่ ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ยากจนและห่างไกล”
คนอื่นต่างก็ก็ถอนหายใจเช่นกัน
ชาวนาในท้องถิ่นรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเห็นกลุ่มคนดังกล่าวเดินเข้ามา บางคนที่อยากรู้อยากเห็นก็พูดทักทายพวกเขา “พวกคุณจะไปไหนกันเหรอ ? แล้วเข้ามาทำอะไรที่นี่ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ตอบว่า “พวกเรากำลังจะไปปีนเขาที่ฝั่งตรงข้ามนะครับ”
ชายคนนั้นพูดว่า “ตอนนี้คงข้ามไม่ได้แล้ว ที่นั่นเคยมีสะพานไม้ข้ามไป แต่ตอนนี้มันพังแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่คิดว่าจะมีสะพานที่นี่มาก่อน เขาจึงถามว่า “แล้วถ้าไม่มีสะพาน พวกคุณข้ามกันไปได้อย่างไรล่ะครับ ? ”
ชายคนนั้นพูดว่า “ไม่มีใครไปทำอะไรที่นั่นหรอก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “แล้วถ้าคนที่นั่นต้องการมาล่ะครับ ? ”
ชายคนนั้นพูดว่า “ก็ต้องเดินอ้อมเป็นระยะทางกว่าสิบลี้ ที่นั่นมีสะพานโซ่ หากพวกเขาต้องการข้ามมาที่นี่ ก็ทำได้เพียงเดินอ้อมเท่านั้น”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็แนะนำว่า “ฉันแนะนำว่าอย่าไปเลยดีกว่า ! พวกคุณไปไม่ได้หรอก ! ”
เมื่อหม่าหว่านหลี่และคนอื่นได้ยินแบบนี้ พวกเขาก็ดีใจมาก รีบมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความกระตือรือร้น หวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจและกลับบ้านก็ยังไม่สาย
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ เรามาที่นี่เพื่อสำรวจเส้นทางอยู่แล้ว แค่เดินลงไปที่หุบเขาด้านล่างแล้วปีนขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องมีสะพานก็ได้”
เมื่อชายคนนั้นได้ยินแบบนี้ เขาก็พูดว่า “คุณคิดว่ามันสนุกหรือไง ? วันนี้มันก็สายมากแล้ว แม้ว่าคุณจะข้ามตรงนี้ไปได้ คุณก็ปีนขึ้นไปบนเขาลูกนั้นไม่ทันอยู่ดี”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ คืนนี้เราตั้งใจว่าจะตั้งแคมป์ที่ตีนเขาอยู่แล้ว”
ชายคนนั้นไม่รู้ว่าการตั้งแคมป์คืออะไร จึงถามไปว่า “คุณเอาอะไรติดไม้ติดมือมากินด้วยไหม ฉันมีมันฝรั่งอยู่ที่บ้าน เอาไปอบในกองไฟไว้กินร้อน ๆ ตอนกลางคืนก็ยังดี”
เดิมที เจียงเสี่ยวไป๋ต้องการปฏิเสธ
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ได้เตรียมวัตถุดิบในการทำอาหารมามากมายในครั้งนี้ แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของชายคนนี้ ทั้งที่พวกเขาเป็นคนต่างถิ่นและแปลกหน้าต่อกัน แต่ก็ยังจะแบ่งของกินมาให้ ช่างเป็นคนที่มีน้ำใจจริง ๆ !
ดังสุภาษิตที่ว่า: ผู้คนเคารพฉันเท้าเดียว แต่ฉันจะเคารพผู้อื่นสองเท้า
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ดีครับ งั้นผมจะขอซื้อก็แล้วกัน ! ”
ชายคนนั้นพูดว่า “มันไม่ได้มีราคาอะไร ไม่จำเป็น ฉันจะเอามาให้คุณฟรี ๆ เลย”
แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยังยืนกราน เขาเอามันฝรั่งและมันเทศสีแดงหลายกิโลกรัมมาจากบ้านของชายคนนั้น แต่ก็ให้เงินสองร้อยหยวนแก่ชายคนนั้นเหมือนกัน
นี่อาจเป็นมันฝรั่งที่แพงที่สุดที่เขาเคยซื้อ แต่เขาก็เต็มใจซื้อด้วยความสุข
นอกจากนี้เขายังถือโอกาสพูดกับเจียงชานว่า “แม้แต่เงินมหาศาลก็ไม่สามารถซื้อความบริสุทธิ์ใจของคนได้”
เจียงชานยิ้มและพูดว่า “พ่อจะบอกว่าพ่อได้มอบกุหลาบให้คนอื่น แต่กลิ่นหอมของมันยังหลงเหลืออยู่ในมือของพ่องั้นเหรอคะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีความสุข และพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช้ได้เลยนะ เรียนจบแล้ว ลูกคงจะเขียนวรรณกรรมได้แล้วล่ะ ! ”
สองพ่อลูกคุยและหัวเราะกันสักพัก แล้วเดินไปต่อ
ในที่สุด กลุ่มคนก็มาถึงก้นหุบตอนที่ฟ้าเริ่มมืด
ที่นี่เป็นหุบเขา ที่ครึ่งหนึ่งเป็นกรวด และอีกครึ่งหนึ่งมีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน เสียงของแมลงและนกดังก้องอยู่ในหูของพวกเขาตลอดเวลา
เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าในเวลานี้ก็รู้สึกว่าท้องฟ้ามืดลงกว่าเดิม มองเห็นเพียงแสงสีทองสลัวที่พาดผ่านขอบฟ้าไป
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูสภาพแวดล้อม แล้วพูดว่า “เราจะตั้งแคมป์กันที่นี่คืนนี้”
ทันทีที่เขาพูดจบ หม่าว่านหลี่ก็นั่งลง พลางตีขาของตัวเอง เขาหอบหายใจแรงและพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ในที่สุดเราก็มาถึงสักที ! ”
หลี่หมิงซานไม่ได้ดีไปกว่าเขามากนัก เขานั่งลงบนโขดหิน โยนกระเป๋าเป้สะพายหลังไปด้านข้าง แล้วพูดว่า “โชคดีที่เราพักที่นี่ ขืนเดินต่อไปอีก ฉันต้องตายแน่ ๆ ! ”
มู่เสี่ยวหวาน, หลินเจียหง, หลินเจียอิน และคู่รักเจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ที่ดูจะเหนื่อยเล็กน้อยต่างก็โล่งใจไม่ต่างกัน พวกเขาวางเป้สะพายหลังลงทีละคน แล้วนั่งลงบนพื้นเพื่อนวดขาตัวเอง
เจียงไห่หยางพูดด้วยความโกรธว่า “แกไม่มีอะไรทำหรือไง ถึงได้เลือกมาในสถานที่แบบนี้ ! ”
หลินเจียหงรู้สึกว่าน่องของเธอตึงมาก และในขณะนวดไปด้วย เธอก็พูดว่า “ฉันคิดว่าฉันกำลังจะได้ปีนเขาเสียอีก แต่ยังเดินมาได้แค่หุบเหวเท่านั้น ถ้ารู้งี้ฉันคงไม่มาที่นี่ด้วยหรอก”
ไม่มีอะไรให้ดู แถมยังเหนื่อยมาก
เธอเสียใจที่มาและรู้สึกว่าเธอถูกเจียงเสี่ยวไป๋หลอก
คนอื่นอีกหลายคน เช่น เหรินฉางเซี่ย ตำรวจหนุ่มอีกสองคนอย่างหวังกั๋วปิงและหลี่เซียนจวิน และแพทย์หนุ่มจางฉางเซียนที่ร่วมทีมมาด้วย แม้ว่าพวกเขาจะไม่บ่นว่าเหนื่อย แต่พวกเขาก็รีบวางสัมภาระลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตอนนี้พวกเขาเหนื่อยมาก
เจียงเสี่ยวไป๋ถอดกระเป๋าเป้สะพายหลังของเขาออก แล้วพูดว่า “พักผ่อนให้เต็มที่ ผมให้เวลาห้านาที จากนั้นทุกคนต้องช่วยกัน ไม่อย่างนั้นจะมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย”
“อ้าว ยังต้องทำงานอีกเหรอ”
“พักอีกสักหน่อยไม่ได้เหรอ ? ”
“คุณกำลังจะทำอะไรอีก ? ”
“กลัวทำไมความมืด ไฟฉายก็เตรียมมาไม่ใช่เหรอ ? ”
“……”
หม่าว่านหลี่และคนอื่นคร่ำครวญ
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สนใจพวกเขา และพูดกับเหรินฉางเซี่ยว่า “ผู้อำนวยการเหริน คุณช่วยพาเจ้าหน้าที่หวังและเจ้าหน้าที่หลี่ไปหาฟืนมาให้เพียงพอที่จะก่อไฟทั้งคืนด้วยครับ”
เหรินฉางเซี่ยตอบตกลงและลุกขึ้นยืน ก่อนจะเรียกหวังกั๋วปิงและหลี่เซียนจวินให้หยิบมีดพกออกจากกระเป๋าเป้สะพายหลังของเขา แล้วไปหาฟืนในบริเวณใกล้เคียง
เจียงเสี่ยวไป๋พูดกับหลินเจียจวินต่อ “พี่จวิน พี่ช่วยสอนพวกเขาตั้งเต็นท์เถอะครับ ไม่งั้นฟ้าคงจะมืดก่อนพอดี ! ”
“ไม่มีปัญหา ! ”
หลินเจียจวินตอบตกลง
เขามีประสบการณ์ในการตั้งเต็นท์มาก่อน ดังนั้นเขาจึงหันไปพูดกับหลี่หมิงซาน, หม่าว่านหลี่, เฟ่ยถูจือ และคนอื่นที่ยังนั่งอยู่บนพื้น “ทุกคนยืนขึ้นและมาที่นี่ก่อน ผมจะสอนเพียงครั้งเดียว ถ้าใครไม่ฟัง คืนนี้กางเต็นท์ไม่ได้ก็นอนให้ยุงกัดแบบนี้แหละ”
ถ้าคนอื่นพูดแบบนี้ หลี่หมิงซานก็คงจะหงุดหงิดไม่น้อย
แต่นี่คือใคร เขาคือหลินเจียจวิน ?
เขาคือลูกชายของหลินต้ากั๋ว
ดังนั้นหลี่หมิงซานจึงเรียกให้เหอซาน, หม่าว่านหลี่ และเฟ่ยถูจือลุกขึ้นยืนและรีบเดินไปดู
คนอื่นอย่างมู่เสี่ยวหวาน, หลินเจียหง, หลินเจียอิน, เหลิ่งเวย, จางเสี่ยวชุ่น และจางฉางเซียนก็รวมตัวกันรอบ ๆ