ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1301 นำหน้า
ตอนที่ 1301 นำหน้า
“อร่อยมาก ! ”
“ใส่วุ้นเส้นเพิ่มไปด้วย ! ”
“ใส่ใบกะหล่ำปลีลงไปด้วย ! ”
“เมื่อก่อนฉันคิดว่าหมูพะโล้ก็อร่อยนะ แต่ไม่คิดว่าจะอร่อยขนาดนี้ ! ”
“หม่าว่านหลี่ เพิ่งใส่กะหล่ำปลีลงในหม้อเพิ่ม รอให้มันสุกสักพักก่อน แล้วค่อยตักกินก็แล้วกัน”
“ผู้อำนวยการเฟ่ย แค่ใส่กะหล่ำปลีลงไปลวกแปปเดียวก็พอ ถ้าต้มไว้นานมันจะไม่อร่อยนะ ! ”
“แต่ฉันชอบกินที่มันเปื่อย ๆ ! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ลวกแค่แปปเดียวก็รอไม่ไหวแล้ว แต่ผู้อำนวยการเฟ่ยอยากกินกะหล่ำปลีต้มที่เปื่อย ๆ ฉันเกรงว่าวันนี้คงไม่ได้กินหรอก…! ”
“ยอมใจพวกคุณเลยจริง ๆ ! ”
“วุ้นเส้นนั้นลวกแปปเดียวก็สามารถคีบมันขึ้นมากินได้แล้วไม่ใช่เหรอ ? ”
“……”
ทุกคนยืนอยู่รอบกองไฟเพื่อกินอาหาร เมื่ออาหารในชามหมด พวกเขาก็ไปที่หม้อแขวนเอาตะเกียบคีบอาหารในหม้อกินสองสามครั้ง พร้อมกับดื่มไปพร้อม ๆ กัน
หากไม่นับสถิติ คุณก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนเหล่านี้กินกันเก่งแค่ไหน
ครั้งนี้มีคนมาด้วยกันทั้งหมด 18 คน ทั้งชาย หญิง คนแก่และเด็ก เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋หุงข้าว เขาหุงข้าวไปสิบกว่าชั่ง ใช้หมูสามชั้นและซี่โครงซึ่งหนักรวมกันมากกว่าห้ากิโลกรัม กระหล่ำปลีห้าหัว วุ้นเส้นสองกิโลกรัมครึ่ง เมื่อรวมเนื้อสัตว์และผักเข้าด้วยกันแล้ว ทำให้ปริมาณวัตถุดิบทำอาหารมีมากถึงสิบกิโลกรัม
และยังมีอาหารสุกพร้อมอุ่นที่เตรียมมาด้วยอีกส่วนหนึ่ง อย่างพวกเมนูพะโล้ต่าง ๆ ตอนนี้ทั้งข้าวที่หุง อาหารที่ทำใหม่ ๆ ทุกอย่างที่ทำกันในวันนี้ พวกเขากินหมดแทบไม่มีเหลือเลย
อืม อย่าว่าแต่อาหารเลย แม้แต่น้ำซุปก็ไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียว
ทุกคนต่างอิ่มท้องกันถ้วนหน้า
หลังกินอาหาร หม้อและกระทะก็ถูกนำไปที่ลำธารเพื่อล้างทำความสะอาด ส่วนพะโล้ที่เหลือเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็ได้เก็บไว้กินต่อ จากนั้นทุกคนก็มารวมตัวกันรอบกองไฟเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นและพูดคุยกัน
หม่าว่านหลี่เรอออกมาเสียงดัง และพูดว่า “วันนี้ฉันเป็นตัวถ่วงของทุกคนและรั้งท้ายทุกคนเลย ยกโทษให้ฉันด้วย ! ”
หลี่หมิงซานยิ้มและพูดว่า “ผู้อำนวยการหม่า ที่จริงแล้วคุณไม่ได้รั้งท้ายเลย คุณไม่ต้องโทษตัวเองขนาดนั้น”
หม่าว่านหลี่พูดเสียงแผ่วว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ ฉันเป็นตัวถ่วง รั้งทุกคนเอาไว้ ฉันก็ต้องพูดออกมาตามความจริง กล้าทำก็ต้องกล้ายอมรับ”
“ไม่ ไม่ ไม่ ! ” หลี่หมิงซานโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ผู้อำนวยการหม่า แม้ว่าตอนที่ปีนเขา คุณจะเดินรั้งท้ายทุกคนก็จริง แต่ตอนที่กินข้าว คุณนำหน้าทุกคนไปก่อนเลย กลายเป็นพวกเราที่รั้งท้ายเสียมากกกว่า ! ”
“ขณะที่คุณกินไปแล้วสองจาน พวกเรายังกินได้แค่จานเดียว ผู้อำนวยการหม่า คุณไม่ได้รั้งท้ายเลย ! ”
ทันทีที่เขาพูดแบบนี้ ทุกคนก็หัวเราะออกมา
“รองนายกเทศมนตรีหลี่ช่วยพูดปลอบใจผู้อำนวยการหม่าได้ดีมาก ! ”
“ใช่แล้ว ผู้อำนวยการหม่า ไม่เพียงแต่คุณจะไม่รั้งท้ายเท่านั้น แต่ยังนำหน้าเราไปไกลอีกด้วย ! ”
“ใช่ นำไปไกลเลยแหละ ! ”
“ใช่…นำหน้าพวกเราหลายจานเลย ! ”
“ใช่ นำไปไกลเลย ! ”
”……”
ใบหน้าของหม่าว่านหลี่เปลี่ยนเป็นสีแดงในขณะที่ทุกคนหัวเราะ แต่ทุกคนก็มองไม่เห็น เนื่องจากว่าอยู่ในความมืด และเมื่อแสงจากเปลวไฟกระทบกับใบหน้า หน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนกันหมด
นอกจากนี้ คนไหนที่เป็นคนผิวเข้มก็ยิ่งจะดูยากเข้าไปอีก ?
หม่าว่านหลี่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับหลี่หมิงซานโดยตรง จึงหันไปพูดกับเฟ่ยถูจือซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา “ผู้อำนวยการเฟย คนอื่นจะหัวเราะเยาะฉันก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมคุณต้องหัวเราะเยาะฉันด้วย”
“ฉันกินเร็วก็จริง แต่คุณกินมากกว่าฉันซะอีก ! ”
“ฉันว่าคุณไม่ควรชื่อว่าเฟ่ยถูจือ คุณน่าจะชื่อว่าเฟ่ยเหลียงฉือมากกว่า ! (费粮食 แปลว่า เปลืองอาหาร) ”
เฟ่ยถูจือกินมากก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพราะเดินทางมาเป็นเวลานาน เขาจึงหิวมาก
มื้อนี้เรียกได้ว่าเป็นมื้อที่กินมากที่สุดในชีวิตเลยของเขาเลยก็ว่าได้
หลังจากฟังคำพูดของหม่าว่านหลี่แล้ว เฟ่ยถูจือก็พูดด้วยรอยยิ้ม “มีให้กินดื่มก็ต้องกินดื่มให้เต็มที่ ถ้าไม่ให้กินและดื่ม แล้วจะให้ทำอะไรอีก ? ”
“หรือว่ามันไม่จริง ? ”
ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เพิ่งมีเงินอุดหนุนงานรื่นเริงมาให้กับภาครัฐทั่วประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบนี้จึงไม่ชัดเจนนัก
แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา จากการผงาดขึ้นของเจียงเจียกรุ๊ป เมืองนี้ได้สร้างถนนใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมผักนอกฤดูอย่างแข็งขัน และส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้ที่ดี ทำให้เศรษฐกิจของชิงโจวมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเทศบาลเมืองชิงโจวในปัจจุบันก็มีเงินหมุนเวียนมากมาย ไม่เพียงแต่รับประกันเงินเดือนของข้าราชการเท่านั้น แต่ยังมีโบนัสต่าง ๆ อีกด้วย
แน่นอนว่าเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานแห่งชาติ เทศบาลเมืองชิงโจวจึงได้มีเงินอุดหนุนการจัดงานรื่นเริงของภาครัฐทุกส่วน
บุคคลระดับผู้อำนวยการ อย่างเช่น หม่าว่านหลี่, เฟ่ยถูจือ และเหอซานจึงได้เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับเป็นประจำ จึงมีประสบการณ์การดื่มมาแล้วหลายครั้ง
หลังจากฟังคำพูดของเฟ่ยถูจือ ก็ไม่มีใครรู้สึกละอายใจกับมัน แต่กลับรู้สึกภูมิใจกับมันแทน
เหอซานยิ้มและพูดว่า “เมื่อเร็ว ๆ นี้ฉันได้ยินเรื่องตลกมา เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ทุกคนฟัง ! ”
เมื่อเขาพูดถึงเรื่องตลก ทุกคนก็เริ่มสนใจและมองมาที่เขา
เหอซานกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องตลกเกี่ยวกับการดื่ม มันพูดถึงความสำคัญของการดื่ม”
เฟ่ยถูจือกล่าวว่า “ผู้อำนวยการเหอ หยุดพูดไร้สาระและเริ่มเล่าเรื่องตลกของคุณออกมาได้แล้ว ! ”
แค่ก แค่ก…
เหอซานกระแอมในลำคอ และพูดว่า “คนที่สามารถดื่มได้หนึ่งถึงสองเหลียงควรได้รับการฝึกฝน ! คนที่สามารถดื่มได้สามเหลียงถึงครึ่งจินถือเป็นคนที่พอวางใจได้ คนที่สามารถดื่มครึ่งจินถึงแปดเหลียงได้ควรเอาเป็นแบบอย่าง ข้าราชการที่ดื่มได้แปดเหลียงถึงหนึ่งจินถือเป็นเพียงข้าราชการทั่วไป ส่วนข้าราชการที่ดื่มได้หนึ่งจินขึ้นไปคือข้าราชการที่มีความสามารถแข็งแกร่ง……”