ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1305 เจอชาวบ้าน
ตอนที่ 1305 เจอชาวบ้าน
ว่ากันว่าการขึ้นภูเขานั้นง่ายกว่าการลงเขา แต่นั่นเป็นเพียงแค่หลักการเท่านั้น
ออกกำลังกายมาเป็นเวลานาน การจะขึ้นหรือลงภูเขา ต่างก็เป็นเรื่องยากไม่ต่างกัน
หลังจากกินอาหารเช้าและเก็บขยะจากแคมป์เมื่อคืนเสร็จแล้ว ทั้งคณะก็แต่งตัวและเริ่มเดินขึ้นภูเขากันต่อ
การปีนเขาในครั้งนี้ไม่มีทางขึ้นเลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลินเจียจวินและเจียงเสี่ยวไป๋ที่เป็นคนเปิดทางให้ แม้ว่าพวกเขาจะค่อย ๆ เดินขึ้นไปอย่างช้า ๆ และดูเหมือนไม่น่าจะเหนื่อย แต่ทุกคนก็แบกสัมภาระไว้บนหลัง การแบกของที่หนักยังถ่วงพวกเขาไว้มาก
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเมื่อวาน
เมื่อวานเป็นการเดินป่าครั้งแรกของหลายคน ไม่ว่าสภาพร่างกายของพวกเขาจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยก็ยังไม่มีใครเจ็บกล้ามเนื้อ แต่วันนี้มันแตกต่างออกไป คนส่วนใหญ่มีอาการเจ็บหลังและขาเนื่องจากการเดินป่าเมื่อวานนี้
“ไม่ไหวแล้ว ฉันต้องพักสักหน่อย ! ”
“ขาฉันเจ็บมาก เจ็บจนแทบขยับไม่ได้ ! ”
“ทำไมวันนี้กระเป๋าดูหนักกว่าเมื่อวาน”
“ให้ตายเถอะ มันไม่มีทางเดินขึ้นไปด้วยซ้ำ มือของฉันถูกหญ้าบาดไปหลายครั้งแล้ว ! ”
“ฉันก็ถูกยุงกัดไปแล้วหลายที่ จนตอนนี้คันไปหมดแล้ว”
“ฉันหายใจแทบไม่ทัน ! ”
“……”
เมื่อเห็นหม่าว่านหลี่ หลี่หมิงซาน และคนอื่นต่างก็บ่นกันออกมาแบบนี้ เจียงเสี่ยวไป๋เองก็จนปัญญาเหมือนกัน
เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดกับหลินเจียจวินว่า “พี่จวิน ผมจะพาหวังกั๋วปิงไปตัดหญ้าเปิดทางข้างหน้าก่อน พี่พาคนอื่นไปพักผ่อนเถอะครับ แล้วค่อยเดินกันต่อ”
หลินเจียจวินคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วตอบตกลง “ถ้าอย่างนั้นนายก็ระวังตัวด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า และเรียกให้หวังกั๋วปิงมาช่วยเขาตัดหญ้า จากนั้นทั้งสองคนก็ยังคงเคลียร์ทางข้างหน้าต่อไป
จากนั้น พวกเขาก็เดินไปพักผ่อนไปแบบนี้ จนมาถึงจุดที่มีถนนในที่สุด
แต่สถานที่แห่งนี้ยังอยู่เพียงครึ่งทางของภูเขาลูกนี้เท่านั้น และยังไม่พบบ้านเรือนสักหลัง
โชคดีที่เตรียมน้ำมาเพียงพอ จึงไม่ขาดแคลน
เดินไปได้สักพัก เจียงเสี่ยวไป๋ก็พบแหล่งน้ำ เขาจึงบอกให้ทุกคนพักผ่อน จากนั้นก็ก่อกองไฟ และตั้งหม้อเพื่อทำอาหารกินกัน
สำหรับมื้อกลางวัน แทนที่จะทำเมนูเหมือนเมื่อคืน แต่เจียงเสี่ยวไป๋ทำแค่อาหารที่มีเนื้อสองจาน อาหารที่มีผักสองจาน อาหารแค่สี่อย่างและซุปอีกหนึ่งอย่าง มันค่อนข้างเรียบง่าย แต่ปริมาณที่ทำก็เพียงพอต่อทุกคน
ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็สนุกสนานกับการกินอาหารมื้อนี้
การปีนเขาใช้พลังงานเยอะจริง ๆ ดังนั้นทุกคนจึงกินมากกว่าปกติ
นอกจากนี้ การที่ทุกคนได้กินอาหารร่วมกันนอกบ้านแบบนี้ ดูเหมือนจะทำให้ความอยากอาหารมีมากขึ้นกว่าปกติ ราวกับว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกอิ่มสักที
นี่เป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก อธิบายไม่ถูกว่าทำไม แต่มันก็เป็นเช่นนั้น
หลังจากกินอาหารกลางวันและพักผ่อนกันอีกสักพัก ทั้งคณะก็เก็บสัมภาระและออกเดินทางอีกครั้ง
ตอนนี้มีทางให้เดินแล้ว จึงไม่ต้องเสียเวลากับการถางหญ้าเปิดถนน แต่ความเร็วในการเดินก็ไม่ได้เร็วมากนัก
สาเหตุหลักคือร่างกายของคนส่วนใหญ่ไม่เอื้ออำนวย พอเดินไปได้สักพัก ก็มีคนขอให้หยุดพัก
พวกเขาเดินแบบนี้ต่อไป จนในที่สุดพวกเขาก็เจอบ้านสองสามหลังตอนประมาณบ่ายสามโมง
ชาวบ้านต่างประหลาดใจเมื่อเห็นเจียงเสี่ยวไป๋และพรรคพวกของเขา
“พวกคุณมาจากที่ไหน ? ”
“กำลังจะไปที่ไหนกัน ? ”
หญิงวัยกลางคนถามขณะยืนอยู่บนลานดินในสวนหน้าบ้าน พร้อมกับถือที่ตักขยะ
“สวัสดี พี่สาว ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวสวัสดีและตอบว่า “พวกเรามาจากชิงโจว ผมได้ยินมาว่าทิวทัศน์ที่นี่ดีมาก จึงเดินทางมาดู”
หญิงวัยกลางคนกล่าวว่า “มีทิวทัศน์สวยงามอะไรกัน ที่นี่ก็มีแต่ภูเขาหิน ? ”
“ไม่มีที่แบบนั้นหรอก คุณมาที่นี่ได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เราค่อย ๆ เดินป่าและปีนเขามาจากด้านล่าง ! ”
หญิงวัยกลางคนกล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนเมืองอย่างพวกคุณ อยากเข้ามาดื่มน้ำดื่มท่าก่อนไหม ? ”
“ขอบคุณมากครับ ! แต่พวกเรามีน้ำแล้ว ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ขอบคุณเธอ และพูดว่า “เราเอาติดตัวมาเยอะเลย ! ”
หญิงวัยกลางคนพูดว่า “ตอนนี้ก็เกือบจะสามหรือสี่โมงแล้ว กลับลงไปคงไม่ทันแล้ว แถวนี้ไม่มีที่พัก ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจก็มานอนที่นี่ได้ ? แต่ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ บ้านของเราไม่ได้กว้างขวางนัก เตียงก็ไม่มีหรอก นอกจากนอนที่พื้นไปก่อน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวขอบคุณ “ขอบคุณมากพี่สาว แต่เราไม่รบกวนหรอกครับ เรามีเต็นท์ติดตัวมาด้วย เดี๋ยวตั้งแคมป์นอนกันในป่าได้ เรายังนำหม้อและกระทะมาด้วย สามารถทำอาหารเองได้ครับ”
“โอ้ ! ” หญิงวัยกลางคนกล่าวว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่ฉันเห็นควันลอยออกมาจากภูเขาก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นควันไฟของพวกคุณสินะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ครับ ! ”
หญิงวัยกลางคนพยักหน้าและพูดว่า “ดูเหมือนว่าพวกคุณจะเตรียมพร้อมกันมาอย่างดี แต่ฉันขอบอกก่อนว่า ถ้าพวกคุณจะนอนในป่าที่นี่คืนนี้ คุณต้องใส่ใจกับความปลอดภัยให้มาก ๆ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ถามด้วยความประหลาดใจ “มีอะไรงั้นเหรอครับ ? ”
หญิงวัยกลางคนกล่าวว่า “ป่าแถวนี้กว้างใหญ่ มีหมูป่าเยอะมาก และยังมีเสือดาวและเสือโคร่งด้วย พวกมันมักออกมาหากินในเวลากลางคืน”
เฟ่ยถูจือตกใจและรีบถามขึ้นมาทันที “ที่นี่มีเสือด้วยเหรอ ? ”
หญิงวัยกลางคนพูดว่า “ทำไมจะไม่มีล่ะ ? ตาเฒ่าหู ลุงสามของฉันนี่แหละ จับได้หนึ่งตัวเมื่อเดือนที่แล้ว เขายังแบ่งเนื้อเสือดาวมาให้ครอบครัวของเราอยู่เลย ส่วนหนังเสือดาวยังอยู่ที่บ้านของเขา ! ”
มีเสือดาวจริงด้วย !
นั่นเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่หาได้ยากเลยนะ !
ถ้าเป็นในอีก 20 ปีข้างหน้า เหรินฉางเซี่ยคงจับกุมเฒ่าหูไปแล้วหลังจากที่ฟังเธอเล่า
แต่นี่เป็นเพียงปี 1985 เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหลี่หมิงซาน, เฟ่ยถูจือ หรือเหรินฉางเซี่ย เกือบทุกคนไม่มีแนวคิดในการปกป้องสัตว์หายาก และพวกเขาทั้งหมดก็เชื่อแค่ว่าสัตว์ป่ามีไว้ล่ามากินเท่านั้น
หลี่เซียนจวินพูดออกมาด้วยความตื่นเต้นว่า “ผู้ช่วยเจียง อาวุธเราก็มี ถ้าเราเจอเสือดาวคืนนี้ เราก็สามารถล่าไปทำเป็นอาหารได้ ! ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ก็หน้ามืดไปทันที ขณะที่เขากำลังจะบอกว่ามันเป็นสัตว์คุ้มครองและหายาก หวังกั๋วปิงก็พูดว่า “ใช่ ฉันยังไม่เคยกินเนื้อเสือดาวเลย ! ”
เขาดูมีความกระตือรือร้นที่จะลอง
แม้แต่เหรินฉางเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะเอามือจับเอวของเขา เพราะมีปืนอยู่ที่นั่น
หลี่หมิงซานกล่าวว่า “ฉันเคยได้ยินมาตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กว่าในป่ามีเสือ และตอนนั้นก็มีหมาจิ้งจอกเยอะมาก แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกมันยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า ? ”
หญิงวัยกลางคนกล่าวว่า “ตั้งแต่ปี 1976 สุนัขจิ้งจอกก็แทบไม่ออกมาให้เห็น แต่พ่อตาของฉันบอกว่าได้ฆ่าลูกจิ้งจอกไปตัวหนึ่ง และพวกเขาก็ไม่เห็นพวกมันอีกเลยตั้งแต่นั้นมา ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า”
เฟ่ยถูจือมองไปที่หญิงวัยกลางคนแล้วถามว่า “ที่นี่มีคนไม่มากใช่ไหม ? ”
หญิงวัยกลางคนกล่าวว่า “ในรัศมีหลายสิบลี้ไม่มีบ้านใครเลย นอกจากบ้านเจ็ดถึงแปดหลังแค่นี้ ต้องเดินลัดป่าไปต่อ ถึงจะเจอบ้านเรือนอีกที”
เฟ่ยถูจือพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกคุณไปหาฟืนกันแถวไหนเหรอ ไกลจากที่นี่ไหม ? ”
หญิงวัยกลางคนส่ายหัวแล้วพูดว่า “ภูเขาด้านหลังคือเนินหิน ผู้เฒ่าบอกว่ามีประตูผีและเมืองลึกลับอยู่ที่นั่น เมื่อหลงเข้าไปแล้ว ก็ยากที่จะออกมาได้”
“เมื่อก่อน มีชายคนหนึ่งไม่เชื่อและอยากลอง พอเขาเข้าไปก็ไม่กลับออกมาอีกเลยจนถึงตอนนี้”
“ซึ่งต่อมามีคนออกไปตามหาอีกสองคน นอกจากจะไม่พบแล้ว ทั้งสองก็ได้หายตัวไปด้วย”
“ตอนนี้เราไม่กล้าเข้าไปบริเวณนั้นเลย เนื่องจากมีฟืนมากมายอยู่แล้ว เราก็หาเฉพาะแถวนี้”
“มีเฉพาะลุงสามของฉันเท่านั้นที่ชอบออกไปล่าสัตว์ เขาก็จะออกไปไกลหน่อย”
หลังจากได้ยินแบบนี้ เฟ่ยถูจือก็กล่าวว่า “หากเป็นเเบบนั้น ระบบนิเวศในป่าแห่งนี้ก็ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และอาจมีเสืออยู่จริง ๆ ”