ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1322 ความโชคร้ายที่น่าเบื่อหน่าย
ตอนที่ 1322 ความโชคร้ายที่น่าเบื่อหน่าย
สิบนาทีต่อมา เหรินฉางเซี่ย, หวังกั๋วปิง และหลี่เซียนจวินก็กลับมา
“ดูสิทุกคน สัตว์ที่ฉันยิงได้คือหมูป่า ! ”
“หมูป่าตัวนี้อ้วนมาก ! ”
“ใช่ ฉันเกรงว่ามันคงจะหนักร้อยกว่าชั่งเลย ! ”
“โอ้ คงจะดีถ้าฉันล่ามันได้เร็วกว่านี้ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะได้กินมัน”
“ใช่แล้ว แพะที่ย่างก่อนหน้านี้ใช้เวลาหลายชั่วโมงเลย ถ้าย่างหมูตัวนี้ กว่าจะสุกอีกทีคงรุ่งเช้า”
“น่าเสียดายที่ไม่ทันกินคืนนี้ ! ”
“……”
เมื่อหลี่หมิงซาน, เหอซาน, เฟ่ยถูจือ และคนอื่นเห็นหมูป่าถูกนำกลับมา พวกเขาต่างรู้สึกเสียดายหลังจากประหลาดใจได้เพียงครู่หนึ่ง
เจียงเสี่ยวไป๋ฟังแล้วจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อย่างไรก็ตาม จะมีการเฝ้ายามในตอนกลางคืนอยู่แล้ว ระหว่างนี้ก็ถอนขน เอาเครื่องในออก ล้างทำความสะอาด หมักไว้ และย่างมันบนกองไฟ พรุ่งนี้เช้าทุกคนก็สามารถกินหมูป่าย่างได้แล้ว”
เมื่อเขาพูดแบบนี้ ทุกคนก็มีความสุขขึ้นมาทันที
“นี่เป็นความคิดที่ดี ! ”
“ใช่ นั่นเป็นความคิดที่ดี ! ”
“ทำไมฉันถึงคิดไม่ออกกันนะ ! ”
“ผู้ช่วยเจียง งั้นต้องเป็นคุณแล้วล่ะ ! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยมเลย ถ้าลงมือทำตามที่เสี่ยวไป๋บอก พรุ่งนี้เช้าเราจะมีอาหารอร่อยกินกัน ! ”
“ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรล่ะ รีบไปฆ่าหมูสิ ! ”
“ใช่ ใช่ รีบเลย ๆ ! ”
“……”
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของฝูงชน หวังกั๋วปิงและหลี่เซียนจวินก็ได้อุ้มหมูป่าไปที่คูน้ำ พวกเขาจัดการช่วยกันถอนขนและผ่าท้องเอาเครื่องในออก
หลังจากนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็เริ่มเอาเครื่องปรุงมาหมักหมูป่า
โชคดีที่คราวนี้เขานำเครื่องปรุงมามากพอ ไม่เช่นนั้นคงจะต้องย่างมันเปล่า ๆ แบบนี้
เมื่อหมักหมูป่าเสร็จ ก็เอาไปพักไว้
ก่อนที่ทุกคนจะเข้านอน พวกเขาได้วางมันไว้บนราวเหนือกองไฟ และคนที่มีหน้าที่เฝ้ายามคืนนี้จะต้องย่างมัน
คืนนี้เป็นคราวของหม่าว่านหลี่และเฟ่ยถูจือที่ต้องเฝ้ายาม ทั้งสองคนย่างหมูป่าอยู่ข้างกองไฟขณะพูดคุยกันไปด้วย
หม่ว่านหลี่กล่าวว่า “เหล่าเฟ่ย คุณคิดว่าเราสองคนโชคร้ายไหม”
เฟ่ยถูจือกล่าวว่า “ทุกคนจะต้องสลับกันมาเฝ้ายามแบบนี้กันหมด ทำไมถึงคิดว่าตัวเองโชคร้ายล่ะ ? ”
หม่าว่านหลี่กล่าวว่า “ตอนที่คนอื่นเฝ้ายาม พวกเขาแค่นั่งผิงไฟและดื่มเหล้ากันไปเท่านั้น แต่เมื่อถึงตาเรา เราต้องย่างหมูป่า มันลำบากมากที่ต้องกลับไปกลับมาแบบนี้ หมูก็หนัก ! ”
หลังจากได้ยินสิ่งที่เขาพูด เฟ่ยถูจือก็พูดว่า “ฟังที่คุณพูดออกมา ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายแล้ว”
หม่าว่านหลี่พูดว่า “หรือมันไม่จริง ? หลังจากเดินมาทั้งวัน ฉันก็อยากจะนอนเฉย ๆ ทำไมฉันยังต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย ฉันทนไม่ไหวจริง ๆ ”
เฟ่ยถูจือกล่าวว่า “คุณต้องอดทน แม้ว่าคุณจะหมดความอดทนแล้วก็ตาม เพราะถ้าเราไม่พลิกหมูป่าตัวนี้ ฉันเกรงว่ามันจะไหม้น่ะสิ”
ตอนที่ย่างหมูป่า น้ำมันจะหยดออกมามากกว่าการย่างแพะเป็นเท่าตัว
หม่าว่านหลี่ยังคงบ่นไม่หยุด แต่เขาก็ช่วยเฟ่ยถูจือย่างหมูป่าต่อไปอย่างเชื่อฟัง
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ และเมื่อทั้งสองคนเริ่มหมดแรง ก็ถึงเวลาเปลี่ยนกะเฝ้ายามพอดี
ในเวลานี้ ด้านนอกของหมูป่าถูกย่างจนเป็นสีทองเล็กน้อย มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยออกมา
ทันทีที่หม่าว่านหลี่และเฟ่ยถูจือนอนลง กลิ่นของหมูป่าย่างก็ทะลุเข้ามาในจมูกของพวกเขา ทำให้พวกเขานอนไม่หลับเป็นเวลานาน
จางเสี่ยวชุ่นและจางฉางเซียนกลับต่างออกไป พวกเขาเพิ่งตื่นขึ้นมา เมื่อได้กลิ่นหอมของหมูป่าย่าง มันก็ทำให้พวกเขารู้สึกหิวอีกครั้ง
“หมอจาง คุณหิวไหม ? ” จางเสี่ยวชุ่นถาม
จางฉางเซียนกล่าวว่า “ท้องไม่หิว แต่ปากหิวมาก ! ”
จางเสี่ยวชุ่นกล่าวว่า “ฉันก็เหมือนกัน เมื่อมองดูหมูป่าย่างมัน ๆ ฉันแทบรอไม่ไหวที่จะหั่นออกมากินก่อน”
จางฉางเซียนกล่าวว่า “เฮ้อ เมื่อถึงตาเราเฝ้ายามตอนกลางคืน ก็โชคร้ายที่ต้องมายืนมองอาหารอร่อยที่ยังกินไม่ได้”
จางเสี่ยวชุ่นเห็นด้วยและรู้สึกไม่ต่างกันเลย
เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นของหมูป่าย่างก็แรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทั้งสองก็ต้องมายืนพลิกมันไปมาอยู่อย่างนี้ อย่าให้พูดถึงเลยว่ามันทรมานขนาดไหน
หลี่หมิงซาน, เฟ่ยถูจือ และคนอื่นก็ดูเหมือนจะหิวไม่ต่างกัน ขณะนอนหลับ พวกเขาก็ฝันว่ากำลังกินอาหารอร่อย เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พวกเขาก็พบว่าถุงนอนของพวกเขาต่างก็เปียกปอนไปด้วยน้ำลาย
กระทั่งเวลา 08.00 น. ทุกคนที่ตื่นนอนแล้วได้มารวมตัวกันรอบ ๆ หมูป่าที่ถูกย่างจนเป็นสีเหลืองทอง เมื่อกลิ่นหอมของมันลอยมาเข้าจมูก พวกเขาก็ได้แต่กลืนน้ำลาย
“มันสุกแล้วสินะ ! ”
“น่าจะสุกแล้วนะ ! ”
“ย่างมาตั้งเจ็ดถึงแปดชั่วโมง สุกแล้วแน่นอน ! ”
“พร้อมกินแล้ว ! ”
“ยังมีคนที่ยังไม่ตื่น ! ”
“ใครยังไม่ตื่น รีบตื่นซะ ! ”
“ใช่แล้ว พระอาทิตย์กำลังจะส่องก้นของคุณอยู่แล้ว ทำไมคุณไม่ลุกขึ้นมา ! ”
“……”
จากนั้น หลี่หมิงซานก็เริ่มนับจำนวนคน
ใครที่ยังไม่ตื่น ก็ต้องถูกพวกเขาปลุกให้ตื่นลุกขึ้นมาจนได้
หลังจากที่ตื่นกันครบทุกคน อาหารเช้าอันแสนวิเศษอย่างหมูป่าย่างก็ถึงเวลาทานในที่สุด
เนื่องจากการย่างอย่างช้า ๆ เป็นเวลาเจ็ดหรือแปดชั่วโมง หมูป่าจึงถูกย่างจนกรอบมีสีทอง ทั้งยังมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์คละคลุ้งอยู่ในปาก
หมูป่าตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก ถึงแม้จะถูกย่าง แต่ก็มีน้ำหนักอย่างน้อยเจ็ดสิบหรือแปดสิบชั่ง ในขณะที่คณะเดินป่าของเจียงเสี่ยวไป๋มีเพียง 18 คนเท่านั้น พวกเขาจึงไม่สามารถกินหมดได้ในมื้อเดียว
ในที่สุด ทุกคนก็รู้สึกอิ่มอร่อยสบายท้องกับอาหารมื้อนี้
ส่วนที่เหลือก็ต้องเก็บไป !
เมื่อกินจนอิ่มเต็มที่แล้ว พวกเขาจึงเก็บกวาดที่ตั้งแค้มป์แล้วออกเดินทางต่อ ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงที่หมายหลังเที่ยงวัน
เมื่อมองแวบแรก ที่นี่ก็ดูไม่มีอะไรแปลกตา
หลี่หมิงซานและคนอื่นเริ่มสับสนเล็กน้อย
ภายใต้คำแนะนำของเจียงเสี่ยวไป๋ ทุกคนเห็นว่านี่เป็นรอยแยกแผ่นดินที่พบเห็นได้ยากมาก
ในเวลานี้ เจียงเสี่ยวไป๋และคนอื่นกำลังยืนอยู่บนรอยแยกแผ่นดิน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถชื่นชมความงามของมันได้ แต่พวกเขาก็สามารถมองเห็นโครงร่างของรอยแยกแผ่นดินได้บ้าง
ที่นี่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา รอบแยกแผ่นดินถูกล้อมรอบด้วยหน้าผาขนาดใหญ่ แคบด้านบนและกว้างด้านล่าง เป็นรูปทรงคล้าย ‘八’ แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ลึกแค่ไหน หากมองจากตรงนี้ มันดูเหมือนกับมังกรยักษ์ที่คดเคี้ยว และบิดตัวอยู่ในหุบเขา
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เที่ยงนี้เราจะลงไปที่รอยแยกแผ่นดินและพักกินข้าวที่นั่น”
หลี่หมิงซานและคนอื่นเห็นด้วยทันที
ไม่มีใครรู้ทางลงเขาที่นี่ ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงต้องเป็นผู้นำทาง
ระยะห่างจากพื้นดินเป็นเส้นตรงเพียง 180 เมตร แต่หน้าผานั้นสูงชันและหาเส้นทางได้ยาก ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงใช้ความพยายามอย่างมากในการเปิดเส้นทางที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ทั้งกลุ่มใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งกว่าจะมาถึงจุดต่ำสุดของรอยแยกบนพื้น
เมื่อเดินผ่านรอยแยกใต้ดิน ทุกคนก็พบว่ามีถ้ำอยู่ข้างใต้ หน้าผาทั้งสองด้านสูงชัน มีน้ำไหล และมีหินแปลกตามากมาย
รอยร้าวในพื้นดินนั้นลึกและยาวจนเห็นเป็นร่อง น้ำตกที่งดงามปรากฏขึ้นตรงหน้าคุณ น้ำที่สาดกระเซ็นก่อให้เกิดสายรุ้งสดใสภายใต้แสงแดด มันระยิบระยับดูสวยงามจนตาลายไปหมด
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋มาที่นี่อีกครั้ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ นี่คือรอยแยกหลุมสวรรค์ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “รอยแตกเป็นที่สวยที่สุดในโลก”
รอยแตกบนพื้นมีความยาวประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งเจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่คิดที่จะเดินไปดูทั้งหมด
หลังจากนำกลุ่มคนเดินมาไปได้สองสามกิโลเมตร พวกเขาก็พบที่ราบ เขาจึงพูดว่า “เราจะอยู่ที่นี่คืนนี้ และเราจะเริ่มเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้”