ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1327 ขอซื้อชามข้าวใบนี้
ตอนที่ 1327 ขอซื้อชามข้าวใบนี้
หลังจากถูกหลี่หมิงซานเรียกแล้วเรียกอีก ในที่สุดป้าเจิ้งและครอบครัวของเธอก็ยอมมากินอาหารเย็นด้วยกัน
ดูเหมือนว่าคนในตระกูลเจิ้งไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานแล้ว
ทุกคนกินกันอย่างมีความสุขและกล่าวชมออกมาว่าอาหารมื้อนี้อร่อยแค่ไหน
เนื่องจากชามที่บ้านตระกูลเจิ้งไม่เพียงพอ ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋และคนอื่นจึงต้องไปเอาชามของตัวเองมา ส่วนคนตระกูลเจิ้งก็ใช้ชามของตัวเอง
หลี่หมิงซานเห็นว่าหญิงชรากำลังใช้ชามกระเบื้องสีเข้ม จึงพูดว่า “ป้าเจิ้ง ทำไมป้าไม่เปลี่ยนมาใช้ชามกระเบื้องสีขาวล่ะ ผมเห็นว่าชามของป้ามันดำแล้ว”
ป้าเจิ้งยิ้มและพูดว่า “ไอ้หนูซาน แม้ว่าชามของฉันจะเป็นสีดำ แต่ก็ใช้งานง่าย ขนาดกำลังดี และล้างได้ง่ายกว่าชามกระเบื้องสีขาวที่ใช้กันในปัจจุบัน”
ลูกชายของหญิงชรายิ้มแล้วพูดว่า “หมิงซาน คุณจะรู้อะไร แม่ของฉันเก็บชามแบบนี้ไว้ใช้เองทั้งหมด เธอไม่อนุญาตให้ใครใช้เลย และจะเอาออกมาเมื่อกินอาหารเท่านั้น”
ลูกสะใภ้ยังพูดอีกว่า “ใช่แล้ว เธอไม่อยากให้ฉันล้างจานนี้ให้ด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าฉันจะทำชามของเธอแตก”
หลานชายคนโตยังกล่าวอีกว่า “ผมก็อยากลองใช้ชามของย่าดูสักครั้ง แต่ย่าไม่เคยให้ผมใช้เลย”
หลี่หมิงซานที่ได้ฟังก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ทุกคนต่างก็มีของรักของตัวเอง ป้าเจิ้งเก็บรักษาชามของเธออย่างดีก็แสดงว่าชามนั้นต้องมีความสำคัญต่อเธอมาก”
หลังจากพูดจบแล้ว เขาก็ถามหญิงชราว่า “ป้า ฉันพูดถูกหรือเปล่า ? ”
หญิงชราพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณพูดถูก ฉันชอบชามสีดำใบนี้มาก ! ”
ทุกคนมองดูชามสีดำในมือของหญิงชรา มันมีสีเข้ม และมีสีเหลืองแทรกเล็กน้อย รูปร่างดูแปลกเหมือนกับหมวก ซึ่งดูไม่ค่อยจะมีมาตรฐานเท่าไหร่
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นดังนั้นก็หรี่ตาลง แล้วถามว่า “คุณป้า คุณป้าเอาชามนี้ติดตัวมากี่ปีแล้วเหรอครับ ? ”
ป้าเจิ้งเหมือนจะหลงอยู่ในความทรงจำครู่หนึ่ง และพูดว่า “ชามใบนี้อยู่กับฉันมาอายุมากกว่าลูกชายของฉันเสียอีก”
“ฉันเคยหนีสงครามและย้ายมาตั้งรกรากที่นี่”
“ภูเขาที่นี่ใหญ่จนคนญี่ปุ่นเข้ามาไม่ได้”
“ตอนหนีก็อาศัยชามใบนี้ขอทานมาตลอดทาง เป็นสิ่งเดียวที่นำติดตัวมาจากบ้านเกิด ฉันจึงหวงแหนมันมาก”
เป็นแบบนี้นี่เอง
ทุกคนเข้าใจความรู้สึกของหญิงชราที่มีต่อชามสีดำนี้ทันที
เจียงเสี่ยวไป๋ถามต่อ “คุณป้ายังจำบ้านเกิดของตัวเองได้ไหมครับว่าอยู่ที่ไหน ? ”
หญิงชราพูดว่า “จำได้สิ ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ”
“บ้านเกิดของฉันอยู่ที่มณฑลฝูเจี้ยน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “ตอนนี้เราก็อยู่อย่างสงบสุขมาหลายปีแล้ว คุณป้าไม่เคยคิดที่จะกลับไปบ้านเกิดบ้างเลยเหรอครับ ? ”
หญิงชราถอนหายใจ “ตอนที่ฉันหนีจากความอดอยาก เกือบทุกคนในหมู่บ้านก็ได้อพยพออกมากันหมด คนในครอบครัวของฉันก็ออกมาพร้อมกันด้วย แต่พวกเขาเสียชีวิตระหว่างทางทั้งหมด”
“ครอบครัวของฉันตายไปหมดแล้ว ฉันเองก็กลัวที่จะอยู่คนเดียว ฉันจึงได้หนีออกมาให้ไกล กว่าจะรู้ตัว ฉันก็มาอยู่ที่ภูเขาลูกใหญ่นี้เป็นเวลาหลายปีแล้ว”
ทุกคนที่ได้ยินเรื่องเล่าของหญิงชราต่างก็พากันสะอึกไปตาม ๆ กัน
ในยุคของสงครามนั้น หลายครอบครัวต้องแตกแยกและพลัดพรากกันไป หลายครอบครัวก็ต้องเจอกับความสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้คนจำนวนมากต้องถูกฝังอยู่ในต่างแดน…
เจียงเสี่ยวไป๋ก็ถอนหายใจออกมาด้วยอารมณ์ที่หดหู่ แล้วพูดกับหญิงชราว่า “คุณป้า ชามนี้ของคุณมีความหมายมากจนผมอยากจะซื้อมัน คุณป้าจะขายไหม ? ”
หลินเจียอินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ได้พูดว่า “ชามใบนี้เป็นของชิ้นเดียวที่ติดตัวเธอมาจากบ้านเกิด คุณยังจะซื้อมันไปจากเธออีกเหรอ ? ”
หลี่หมิงซานยังกล่าวอีกว่า “ใช่ ประธานหลินพูดถูก ทำไมคุณถึงสนใจชามที่ป้าเจิ้งหวงแหนนักหวงแหนหนาชามนี้ด้วย ? ”
หม่าหวันหลี่พูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้ช่วยเจียง คุณถูกชามเก่า ๆ ของหญิงชราดึงดูด จนอยากมีงานอดิเรกเป็นนักสะสมของเก่าเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…”
เหอซาน, เฟ่ยถูจือ, หลินเจียหง และคนอื่นมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความประหลาดใจ พวกเขาสงสัยว่าทำไมเขาถึงขอซื้อชามใบนี้ของหญิงชรา
จิตใจของหลินเจียจวินสั่นไหว เขารู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะไม่ขอซื้อชามนี้จากหญิงชราอย่างแน่นอนหากว่าไม่มีเหตุผลอะไรอื่น
เว้นเสียแต่ว่า……
ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ชามในมือของหญิงชรา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มองไม่ออก เขาไม่เห็นความพิเศษอะไรจากชามนี้เลย ?
เขาไม่พูดอะไร ได้แต่มองมันอย่างเงียบ ๆ
ทว่าเจียงไห่หยางแตกต่างออกไป หลังจากฟังคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋แล้ว เขาก็พูดด้วยความโกรธ “แกเป็นเด็กประสาอะไร ไม่ได้ยินหญิงชราบอกหรือไงว่าเธอให้ความสำคัญและหวงแหนชามนี้มาก แกยังจะขอซื้อไปอีก จะเอาไปทำไม ? ”
ลูกชายของหญิงชรายิ้มแล้วพูดว่า “เถ้าแก่เจียง แม่ของฉันคงจะขายชามนี้ให้คุณไม่ได้หรอก ! ”
แต่หญิงชรากลับพูดว่า “ใครบอกว่าฉันจะไม่ขายมัน ? ”
เธอมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “พวกเขาบอกว่าคุณเป็นนักธุรกิจ ถ้าอย่างนั้นคุณจะซื้อชามดำใบนี้ของฉันในราคาเท่าไหร่ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาแบบนี้เป็นไง ผมจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของคุณป้า เป็นบ้านสองชั้นตามโครงการพื้นที่ชนบทใหม่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครันและมีเฟอร์นิเจอร์ให้”
“นอกจากนี้ ผมยังจะให้เงินคุณป้าอีกหนึ่งหมื่นหยวน ข้าวหนึ่งพันชั่ง และเนื้อ 500 กิโลกรัมแลกกับชามใบนี้”
“เป็นอย่างไรบ้างครับ ? ”
ฮะ ?
“เท่าไหร่…คุณจะบอกว่าเท่าไหร่นะ ? ”
ลูกชายของหญิงชรายืนขึ้นและมองมาที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความเหลือเชื่อ
ลูกสะใภ้ก็รู้สึกตื่นเต้นไม่ต่างกัน “เถ้าแก่เจียงคุณ… คุณพูดจริงเหรอ ?… จริงหรือเปล่า ? ”
หลี่หมิงซาน, เหอซาน, เฟ่ยถูจือ, หม่าหวันหลี่ และคนอื่นก็มองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความตกใจเหมือนกัน
มันก็แค่ชามเก่า ๆ ไม่ใช่เหรอ ?
คุ้มไหมที่ต้องแลกกับการสร้างบ้าน ให้เงิน ให้ข้าว และเนื้อสัตว์มากมายขนาดนี้ ?
หลินเจียจวินอดไม่ได้ที่จะดึงเสื้อของเจียงเสี่ยวไป๋และกระซิบว่า “ทำไมนายถึงใจใหญ่ขนาดนี้ ? แม้ว่าจะเป็นการบรรเทาความยากจน แต่นายก็ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขามากมายขนาดนี้ก็ได้ ! ”
มีคนยากจนเยอะมากที่นี่ หากคุณช่วยแค่ครอบครัวนี้ แต่ไม่ช่วยครอบครัวอื่น ก็อาจจะเกิดคำครหาขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถช่วยเหลือทุกครอบครัวที่ยากจนแบบนี้ได้อย่างทั่วถึง !
แม้แต่เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ก็รู้สึกว่าคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋นั้นค่อนข้างจะอุกอาจเกินไป
แต่มันก็เป็นเงินของลูกชายพวกเขา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะพูดอะไรออกมาได้
ตราบใดที่คุณไม่หลอกหญิงชรา ก็ไม่เป็นอะไร
แต่ทันใดนั้น ดวงตาของหลินเจียจวินก็เปล่งประกายในขณะที่เขามองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ และคิดในใจว่าถ้าผู้ชายคนนี้ยอมจ่ายเงินมากขนาดนี้ ก็แสดงว่าชามสีดำใบนี้จะต้องเป็นสมบัติที่ล้ำค่าแน่นอน
เพื่อตอบคำถามของลูกสะใภ้ของหญิงชรา เจียงเสี่ยวไป๋จึงพยักหน้าช้า ๆ “พี่สะใภ้ ที่ผมพูดไปเป็นความจริง ! ”
เขามองไปที่หญิงชราแล้วพูดว่า “ตราบใดที่คุณป้าตกลงจะขาย มันก็จะเป็นราคาที่ผมเพิ่งเสนอไป ! ”
หลานชายสองคนของหญิงชราก็ตื่นเต้นเช่นกัน
“ย่า ขายมันเถอะครับ ! ”
“ย่า ถ้าเถ้าแก่เจียงเสนอเงินให้มากมายขนาดนี้ ก็ขายมันไปเถอะ ! ”
“ใช่แล้วย่า รีบขายมันซะ ! ”
“……”
หญิงชรามองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ แล้วพูดว่า “เถ้าแก่เจียง คุณประมูลเก่งมาก ! ”
ถ้าเจียงเสี่ยวไป๋พูดแต่เรื่องเงิน เธออาจจะไม่รู้สึกหวั่นไหว
แต่สิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋พูดคือการสร้างบ้าน และจะสร้างขึ้นตามมาตรฐานของโครงการชนบทใหม่คือบ้านสองชั้นพร้อมลาน นอกจากนี้ ยังได้รับเงิน ข้าว และเนื้อสัตว์ ข้อเสนอนี้เธอรู้สึกประทับใจมาก
มันเป็นแค่ชามสีดำใบเก่า ๆ ทำไมถึงได้เสนอเงินให้เธอเยอะขนาดนี้ ?
เธอเองก็ไม่เข้าใจ
“ย่า ขายมันเถอะครับ ! ”
“ครับแม่ ขายมันเถอะ ! ”
“ดูสิว่าตอนนี้เรากำลังใช้ชีวิตแบบไหน ! ”
ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชายของหญิงชราต่างก็เร่งเร้า