ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1329 ถูกมัดมือชกอีกแล้ว
ตอนที่ 1329 ถูกมัดมือชกอีกแล้ว
มีเหตุผลอื่นอีกเหรอ ?
หลี่หมิงซาน, เหอซาน, หลินเจียจวิน, เจียงไห่หยาง และคนอื่นต่างมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความประหลาดใจ
หลินเจียจวินจึงถามออกมาโดยตรง “มีเหตุผลอะไรอีก ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมได้วางแผนที่จะลงทุนพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวในวิหารใหญ่”
หลี่หมิงซานและคนอื่นต่างพยักหน้า นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่การซื้อชามสีดำนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้กันล่ะ ?
หลินเจียจวินกล่าวว่า “เราทุกคนรู้เรื่องนี้แล้ว นายจะต่อความยาวสาวความยืดทำไม บอกเหตุผลเรามาตามตรงเถอะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและกล่าวว่า “เหตุผลก็คือผมยังคงพิจารณาถึงภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจวอยู่”
หลี่หมิงซานตกตะลึง ให้เจียงเสี่ยวไป๋บอกเหตุผลที่ซื้อของโบราณชิ้นนี้มา ทำไมถึงได้โยงไปถึงภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจวล่ะ ?
เขาจึงถามด้วยความสับสนว่า “ผู้ช่วยเจียง มันเกี่ยวข้องกับเทศบาลเมืองชิงโจวกัน ? ”
เมื่อพูดถึงภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจว ก็ไม่ต่างอะไรกับพูดถึงเทศบาลเมือง
หลี่หมิงซานรู้สึกใจคอไม่ดี ดูเหมือนว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะขุดหลุมขนาดใหญ่อีกหลุมหนึ่งและจะมัดเทศบาลเมืองชิงโจวไว้กับรถม้าและดึงพวกเขาลงไปในหลุมด้วยกัน
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อจุดชมวิวแคนยอนวิหารใหญ่พัฒนาขึ้น นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและแม้แต่จากทั่วโลกก็จะมาเยี่ยมชมมัน”
จากนั้น เขาก็ชี้ไปยังถนนที่ทรุดโทรมของหมู่บ้าน รวมไปถึงบ้านหลังเก่าทรุดโทรมพวกนี้ แล้วอธิบายพูดต่อ “ลองคิดดูสิ นักท่องเที่ยวจะคิดอย่างไรกับชิงโจวหากพวกเขาเห็นถนนและบ้านเรือนแบบนั้น พวกคุณดูสิ ? ”
“มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจวได้อย่างไรล่ะครับ ? ”
ทุกคนมองดูบ้านเก่าบนถนนแล้วพยักหน้า
“ผู้ช่วยเจียงพูดถูก บ้านแบบนี้ทำลายภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจวของเราจริง ๆ ! ”
“ใช่ เราจะปล่อยให้นักท่องเที่ยวเห็นสภาพบ้านเรือนแบบนี้ไม่ได้ ! ”
“หากแคนยอนวิหารใหญ่ได้รับการพัฒนา บ้านเรือนทุกหลังในบริเวณใกล้เคียงควรจะสร้างตามมาตรฐานของโครงการชนบทใหม่”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น”
“……”
เมื่อฟังการสนทนาของทุกคน หม่าว่านหลี่ก็มองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และพูดว่า “ตอนนี้หมู่บ้านวิหารใหญ่ยากจนมาก โครงการชนบทใหม่ก็ยังไม่มีการดำเนินการ ผู้ช่วยเจียง การที่คุณจะสร้างบ้านหลังหนึ่งให้กับป้าเจิ้งก่อน ก็เพื่อจะสร้างบ้านตัวอย่างขึ้นมาใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้อำนวยการหม่า คุณพูดถูก ! นั่นคือสิ่งที่ผมหมายถึง”
หัวใจของหลี่หมิงซานเต้นรัว เขาเดาถูกที่เจียงเสี่ยวไป๋ต้องการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ เพียงแต่ที่ผ่านมา เขาไม่รู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะสนใจที่อยู่อาศัยรอบ ๆ สถานที่ท่องเที่ยวด้วย
ซึ่งจากตัวเมืองถึงวิหารใหญ่เป็นระยะทางสามสิบถึงสี่สิบกิโลเมตร หากต้องการสร้างที่อยู่อาศัยตลอดสองข้างทางให้เป็นไปตามมาตรฐานหมู่บ้านชนบทใหม่ แบบนั้นต้องใช้งบประมาณเท่าไรกัน ?
หลี่หมิงชานไม่กล้าแม้แต่จะคิด
เขารีบพูดออกมาทันทีว่า “ผู้ช่วยเจียง หากต้องทำแบบนี้ เช่นนั้นแคนยอนวิหารใหญ่คงยังไม่พร้อมที่จะได้รับการพัฒนาในตอนนี้แล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ที่ได้ยินแบบนั้นก็ถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมล่ะครับ ? ”
หลี่หมิงชานกล่าวว่า “ระยะทางสิบกิโลเมตรจากเมืองมาถึงหมู่บ้านตุนซีนั้นไม่แย่เลย ผู้คนที่นั่นค่อนข้างร่ำรวย มีบ้านในโครงการชนบทใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นทีละหลัง”
“แต่สภาพพื้นฐานของประชากรในรัศมียี่สิบถึงสามสิบกิโลเมตรจากตุนซีถึงวิหารใหญ่นั้นค่อนข้างยากจน หากพวกเขาต้องใช้เงินของตัวเองมาสร้างบ้านตามโครงการชนบทใหม่ ก็จะต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะเป็นไปได้”
“โดยเฉพาะบริเวณวิหารใหญ่ ชาวบ้านที่นี่ยากจนมาก คงจะใช้เวลานานกว่านั้น”
“แม้ว่าคุณจะใช้เวลาสามปีในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว แต่ผู้คนที่นี่ก็จะไม่มีเงินที่จะสร้างบ้านตามโครงการชนบทใหม่หรอก”
“ถึงตอนนั้นถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวจำนวนมาก ภาพลักษณ์ของชิงโจวก็คงจะถูกทำลายลงจริง ๆ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ คุณบอกว่ายังมีเวลาอยู่ไม่ใช่หรอครับ ? เทศบาลเมืองยังมีเวลาแก้ไขปัญหานี้นะครับ ! ”
“แก้ไขงั้นเหรอ ? ” หลี่หมิงซานพูดด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “จะแก้ไขมันได้อย่างไร ? จะให้เราเป็นคนออกเงินทั้งหมดเลยงั้นเหรอ ! ”
“เทศบาลของเราจะเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน ? ”
ไม่ใช่แค่หลักสิบหรือหลักร้อยครัวเรือน แต่ในพื้นที่นี้มีหลายพันครัวเรือน เทศบาลเมืองจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างบ้านใหม่ให้กับประชากรในพื้นที่ทั้งหมด
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “นั่นไม่สำคัญ ที่จริงแล้วเราไม่ได้จะปรับปรุงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวได้เห็น แต่มันควรจะเป็นแบบนั้นตั้งแต่เรกอยู่แล้ว ! ”
“จะทำแบบนั้นได้อย่างไร” หลี่หมิงซานกล่าว “จุดชมวิวนั้นไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม หากต้องการเปิดก็ต้องรอจนกว่าบ้านทั้งสองฝั่งของถนนจะได้รับการปรับปรุงใหม่”
มันเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจว ดังนั้นเทศบาลเมืองชิงโจวจึงไม่เต็มใจที่จะให้นักท่องเที่ยวได้มาเห็นฉากที่ทรุดโทรมของหมู่บ้านวิหารใหญ่ในตอนนี้ เพื่อให้ภาพลักษณ์เสียได้ !
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เรื่องนี้จะไม่มีการเร่งรีบแน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม ผมต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาแกรนด์แคนยอน ในช่วงไม่กี่ปีนี้ เทศบาลเมืองก็ค่อย ๆ ศึกษาและค่อย ๆ พัฒนามันไป”
“เพราะถึงอย่างไรผมก็ไม่รีบอยู่แล้ว ! ”
“แต่บ้านป้าเจิ้ง ผมก็ยังต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ผมจะสร้างบ้านตามโครงการชนบทใหม่ให้เธอสองหลัง เพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นด้วยตาตนเองว่าบ้านในชนบทใหม่นั้นเป็นอย่างไร พวกเขาชอบมันไหม”
“ด้วยวิธีนี้ ทางเทศบาลของพวกคุณจะได้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไปง่ายขึ้น ! ”
หลังจากได้ยินที่เขาพูด หลี่หมิงซานก็ตอบกลับอย่างโมโห “ขอบคุณมาก ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ได้แต่ถอนหายใจ
แน่นอนว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีทางทำธุรกิจที่ขาดทุน
เขาต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้ตัวเอง แต่เขาก็ได้ทิ้งงานยากไว้ให้กับเทศบาลเมืองเหมือนกัน
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็สมเหตุสมผล
เพราะปัญหานี้คือสิ่งที่เทศบาลเมืองต้องแก้ไข มันไม่ใช่หน้าที่ของนักธุรกิจอย่างเขา เทศบาลเมืองจึงไม่สามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้
หม่าว่านหลี่, เหอซาน และเฟ่ยถูจือก็เข้าใจถึงความลำบากใจของหลี่หมิงซานเหมือนกัน
เฟ่ยถูจือจึงกล่าวว่า “รองนายกเทศมนตรีหลี่ เราต้องกลับไปหารือเรื่องนี้กับนายกเทศมนตรีถังก่อน แล้วค่อยมาสรุปผลกันอีกที”
เรื่องใหญ่เช่นนี้ไม่สามารถตัดสินใจได้เพียงลำพัง แม้แต่ถังจิงเทียนคนเดียวก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ และคาดว่าจะต้องใช้เวลานานในการประชุม
หลี่หมิงซานพยักหน้าและพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “คุณได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการเฟ่ยแล้วใช่ไหม ตอนนี้ฉันยังตัดสินใจอะไรไม่ได้ ฉันต้องไปรายงานเรื่องนี้กับนายกเทศมนตรีถังก่อน”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดกับมู่เสี่ยวหวานว่า “ป้ารองครับ หลังจากที่ป้ากลับไปที่เจียงเฉิงแล้ว ช่วยบอกเรื่องนี้กับลุงรองให้ผมด้วยนะครับ …”
หลี่หมิงซานไม่สนใจแล้วว่ามู่เสี่ยวหวานจะพูดอะไร
เขาแค่มองเจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความโกรธ เรื่องนี้จะต้องไปถึงหูของหลินต้ากั๋วจากปากของมู่เสี่ยวหวาน ดังนั้นเขาต้องทำมัน แม้ว่าเขาจะไม่อยากทำก็ตาม !
เฮ้อ เดิมทีคิดว่าสถานะทางการเงินของเทศบาลเมืองจะพลิกผันไปในทางที่ดี
แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกคนจะต้องรัดเข็มขัดอีกครั้งแล้ว !
ขณะที่พูดกัน พวกเขาก็เดินมาถึงรถแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ในเมื่อเรากินข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็ไปยังจุดต่อไปกันเถอะ”
หลี่หมิงชานขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาไม่แม้แต่จะถามว่าจะไปที่ไหน
เขามีลางสังหรณ์แล้วว่าหมู่บ้านวิหารใหญ่จะไม่ใช่ที่สุดท้ายที่จะต้องปรับปรุงบ้านเรือนให้กับประชาชน และเกรงว่ามันจะเกิดขึ้นกับทุกสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดที่เจียงเสี่ยวไป๋วางแผนจะพัฒนาหลังจากการตรวจสอบมัน
และพวกเขาก็จะถูกเจียงเสี่ยวไป๋มัดมือชกอีกครั้ง !