ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1353 จดจำความขมขื่นและความหอมหวาน
ตอนที่ 1353 จดจำความขมขื่นและความหอมหวาน
กระทั่งเวลานี้ หลินเจียอินถึงได้มีเวลาคุยกับเจียงเสี่ยวไป๋เพียงลำพัง
หลินเจียอินกล่าวว่า “ช่วงนี้มีเรื่องต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นที่บริษัท หลี่ชิงอีบอกคุณเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นหรือยัง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “เธอบอกผมแล้ว ! ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “เสี่ยวโจบอกให้ฉันรู้มาแล้วเช่นกัน ครั้งนี้เราออกไปข้างนอกเป็นเวลานาน กลับมาคุณคงงานยุ่งแน่นอน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หยอกล้อเด็กสองคนและพูดว่า “ไม่เป็นไร ผมไม่จำเป็นต้องวิ่งไปรอบ ๆ เพื่อทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แค่รับรู้มันก็พอ”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง เขาก็พูดว่า “เพียงแต่ผมคงต้องไปที่ถู่เฉิง เพราะถึงอย่างไรคุณเฉียวก็อยู่ที่นั่น”
หลินเจียอินกล่าวว่า “คุณเฉียวคงจะรอแทบไม่ไหวแล้วมั้ง”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมวางแผนที่จะหารือกับนายกเทศมนตรีถังเพื่อดูว่าสามารถจัดตารางงานให้ลุงใหญ่ไปที่ถู่เฉิงในครั้งนี้ได้ไหม ถ้าได้ มันจะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางของผมลงด้วย”
หลินเจียอินกล่าวว่า “คุณบอกว่าลุงใหญ่มีเวลามาแค่สองวันเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ไปถู่เฉิงคงไม่ทันในสองวันแน่ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “หลังจากที่เราส่งแผนการเดินทางแล้ว ลุงรองจะตรวจสอบอีกที หากเขาตกลงก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
หลินเจียอินพยักหน้า และกล่าวว่า “คงจะดีถ้ามันเป็นแบบนั้น แต่คุณไม่สามารถบังคับพวกเขาได้ ท้ายที่สุดตารางงานของลุงใหญ่ก็สำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมรู้ ! ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน พวกเขาก็เล่นกับเด็กน้อยสองคนไปด้วย ทั้งหยอกล้อ ทั้งวิ่งไล่ ช่วงเวลาแบบนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
จนกระทั่งเจียงไห่หยางมาเรียกให้ไปทานอาหารเย็น ทั้งสองจึงอุ้มเจ้าตัวน้อยกลับไปที่ห้องด้านหน้า
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าบ้าน เฉินหยุนและหวังเสวี่ยฮัวกำลังจะมารับเด็ก ๆ แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดว่า “ไม่เป็นไร ฉันจะพาพวกเขาทานอาหารเย็นด้วย”
ตอนนี้เด็ก ๆ อายุเกินหนึ่งขวบแล้ว ไม่จำเป็นต้องกินแต่นมเพียงอย่างเดียว แต่สามารถกินข้าวและอาหารบดชิ้นเล็ก ๆ ได้แล้ว
หลินเจียอินยังกล่าวอีกว่า “พวกเขาสามารถกินข้าวได้แล้ว”
เฉินหยุนและหวังเสวี่ยฮัวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องออกไป
วันนี้มีตีนหมูพะโล้ ต้มปลาพร้อมผักดอง หมูพะโล้ ไก่ผัดขิง และอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย
เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ถอนหายใจออกมาเมื่อได้กินอาหารที่บ้าน
“อาหารที่บ้านก็ยังอร่อยเหมือนเดิม ! ”
“แค่ข้าวก็หอมมากแล้ว ! ”
ในขณะที่คู่สามีภรรยากำลังกินข้าว พวกเขาก็ไม่ลืมกระตุ้นให้หลินเจียอินและเจียงเสี่ยวไป๋กินให้เยอะขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังยุ่งอยู่ เพราะมัวแต่ป้อนข้าวให้กับเจ้าตัวน้อยทั้งสองที่ยังกินข้าวเองไม่ได้
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “เราเดินทางกันมาเหนื่อย ๆ และหิวกันมาก กินก่อนก็ได้ พอกินอิ่มแล้วค่อยป้อนให้พวกเขาต่อ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมจะป้อนข้าวให้เธอก่อน ! ”
เขาทักทายเจียงห่าวที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขา “มา ม๊ะ อ้าปากกินปลาคำนี้จากพ่อก่อน ! ”
เขาคีบเนื้อปลาที่ไม่มีก้างไว้บนตะเกียบ แล้วใส่เข้าไปในปากของเจียงห่าว
ซึ่งท่าทางของเขาก็เงอะงะราวกับกลัวว่าปลาจะหล่นลงพื้นก่อน
หวังซิ่วจวี๋มองไปด้านข้างแล้วส่ายหัว “ปากของห่าวห่าวยังไม่เปิด แต่ปากของลูกอ้าไปก่อนเจ้าตัวเล็กแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่รู้ว่าทำไมปฏิกิริยานี้ถึงเกิดขึ้น เมื่อเขาบอกให้ลูกสาวอ้าปาก เขาจะอ้าปากก่อนเสมอ
หลังจากที่ป้อนข้าวจนเต็มปาก ลิ้นของเจียงห่าวก็บิดตัวไปมาและดันเนื้อปลาออกมาอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋รีบหยิบตะเกียบแล้วดันเนื้อปลานั้นกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง
เมื่อหวังซิ่วจวี๋เห็น เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ลูกป้อนข้าวให้เธอไม่เป็นด้วยซ้ำ เอามานี่ แม่จะป้อนให้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม และกล่าวว่า “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ผมแค่อยากจะป้อนให้เธอแค่สองสามคำเท่านั้น ! ”
ในอีกด้านหนึ่ง หลินเจียอินมีทักษะในการป้อนอาหาร เจียงอันจึงได้กินข้าวอย่างสม่ำเสมอ
เจียงเสี่ยวไป๋ได้แต่มองดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยความอิจฉา
หลินเจียอินกลอกตามาที่เขา แล้วพูดว่า “ตอนที่ชานชานยังเด็ก ฉันเป็นคนเลี้ยงและป้อนข้าวให้เธอเอง”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจเมื่อได้ยินแบบนี้
เมื่อเจียงชานอายุมากกว่าหนึ่งขวบ เขามัวแต่ติดการพนัน ในช่วงเวลานั้นเขามักจะไม่กลับบ้าน แม้ว่าจะกลับมาที่บ้าน แต่ด้วยความที่ไม่ได้นอนมาหลายวัน เขาก็มัวแต่หลับโดยไม่สนใจอะไร
เจียงชานกลืนข้าวลงไป แล้วพูดว่า “ตอนที่หนูยังเป็นเด็ก หนูน่าจะเชื่อฟังมากกว่าอันอัน และไม่ดิ้นไปมาเวลากินข้าว ! ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “ตอนเด็ก ๆ ลูกได้กินแบบนี้ที่ไหนกัน ? แค่มีข้าวขาวให้กิน นั่นก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว ! ”
เจียงชานแลบลิ้นออกมา แล้วพูดว่า “ตอนเด็ก ๆ หนูต้องทนทุกข์ทรมานมากขนาดนี้เลยเหรอคะ ? ”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “ตอนหลานยังเด็ก ครอบครัวของเรายากจนมาก ในช่วงตรุษจีนยังไม่มีข้าวให้กินเลย ไม่ได้มีเนื้อสัตว์ให้กินทุกมื้อแบบนี้หรอก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกผิดอีกครั้งหลังจากได้ยินประโยคนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลูกสาวคนโตอย่างเจียงชาน เมื่อคิดถึงตอนนั้น ชีวิตวัยเด็กของเธอช่างยากลำบากจริง ๆ
เจียงชานยิ้มและพูดว่า “แต่ในที่สุด เราก็มาถึงจุดสิ้นสุดของความยากลำบากแล้ว ตอนนี้หนูกำลังมีชีวิตที่หลายคนไม่สามารถเทียบได้”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “ถูกต้อง ชีวิตของหลานตอนนี้เพียบพร้อมทุกอย่าง ! ”
เจียงชานยิ้มและพูดว่า “คุณย่า ตอนนี้ชีวิตของคุณย่าก็มีความสุขมาก ในอนาคตคุณย่าก็จะไปเดินป่ากับพ่อบ่อย ๆ พอร่างกายแข็งแรง ก็จะมีอายุยืนยาว เมื่อหนูโตขึ้น หนูก็จะได้เลี้ยงดูคุณย่าต่อ ! ”
หวังซิ่วจวี๋ยิ้มจนปากจะฉีกถึงหู
เจียงไห่หยางทำหน้าบูดบึ้งและพูดว่า “หลานจะเลี้ยงแค่ย่าคนเดียวเหรอ แล้วปู่ล่ะ ! ”
เจียงชานกล่าวว่า “หนูจะกตัญญูต่อทุกคนค่ะ ! ”
เจียงไห่หยางยิ้มแล้วพูดพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ “แล้วหลานจะตอบแทนบุญคุณปู่อย่างไร ? ”
เจียงชานหยุดตะเกียบในมือของเธอลง เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “หนูจะขโมยเหล้าชั้นดีที่พ่อซ่อนไว้มาให้ปู่ดื่มค่ะ ! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…” เจียงไห่หยางหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “ไม่เป็นไร ๆ ! ”
เมื่อเห็นครอบครัวมีความสุข เจียงเสี่ยวไป๋ก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น และมุ่งมั่นที่จะปกป้องครอบครัวของเขา และมีเวลาให้พวกเขามากกว่านี้
หลินเจียอินป้อนข้างเจียงอัน และในไม่ช้าเจียงอันก็อิ่ม
เธอมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ซึ่งยังป้อนข้าวให้ห่าวห่าวอย่างงุ่มง่าม จึงพูดว่า “อันอันกินเสร็จแล้ว มาเปลี่ยนกัน คุณเอาอันอันไป แล้วฉันจะป้อนข้าวห่าวห่าวต่อ”
แม้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะไม่เต็มใจ แต่เพื่อให้ลูกสาวของเขาได้กินอิ่ม เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบตกลง จากนั้นก็อุ้มเจียงอันไป แล้วส่งเจียงห่าวให้กับหลินเจียอิน
ต้องบอกว่าหลินเจียอินป้อนข้าวได้ชำนาญกว่าเจียงเสี่ยวไป๋มาก หลังจากอุ้มเจียงห่าวมานั่งบนตักเธอ เจ้าตัวน้อยก็เริ่มกินไม่หยุด
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ต่อจากนี้ ผมจะต้องฝึกป้อนข้าวให้ลูกแล้วล่ะ ! ”
พ่อแม่มีเวลาป้อนข้าวลูกไม่มาก พอพวกเขาอายุได้สามสี่ขวบ พวกเขาก็ถือตะเกียบกินเองได้แล้ว
บางที ผู้ที่เป็นพ่อแม่จะรู้ว่าในช่วงอายุระหว่าง 1 ถึง 5 ขวบ จะเป็นช่วงที่ลูกต้องพึ่งพาพ่อแม่มากที่สุด
เมื่อพวกเขาโตขึ้นและมีความคิดเป็นของตัวเอง พวกเขาจะไม่ต้องพึ่งพาอาศัยพ่อกับแม่อีก
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูลูกชายของเขาในอ้อมแขนอย่างจดจ่อ และหยอกล้อไปด้วยในขณะที่เขาก็กินข้าวไปด้วย
เจียงชานกินเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้วพูดว่า “พ่อคะ พ่อมากินข้าวเถอะ หนูจะอุ้มน้องอันอันให้เอง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ทำไมลูกถึงไม่กินต่อล่ะ ! ”
เจียงชานพูดว่า “หนูอิ่มแล้วค่ะ ! ”
จากนั้น เธอก็อุ้มเจียงอันขึ้นมาจากตักของเจียงเสี่ยวไป๋และเดินออกไปที่ประตูพร้อมกับพูดว่า “พี่จะพาอันอันไปเล่นกับเจียงซือ ! ”
หวังซิ่วจวี๋ตะโกนตามหลังว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ระวังด้วย ! ”
“หนูรู้แล้วน่า ! ” เจียงชานพูดแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง