ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1367 ตามลำดับตวามอาวุโส
ตอนที่ 1367 ตามลำดับตวามอาวุโส
“ตอนนั้นมันไม่เหมือนกับตอนนี้หรือเปล่า ? ”
เจียงไห่หยางเม้มริมฝีปาก เขาพยายามหลบเลี่ยงสายตาจากภรรยา
ในยุคนั้นผู้คนได้รับการส่งเสริมให้มีลูกเยอะ ซึ่งครอบครัวหนึ่งจะมีลูกอย่างน้อยสี่คน ห้าคน หกคนหรือมากกว่านั้น !
แต่ตอนนี้นโยบายมีการเปลี่ยนแปลง หลังจากที่มีการปรับนโยบายอนุญาตให้ประชาชนมีลูกได้เพียงสองคน เพราะไม่อยากกระตุ้นให้จีนมีอัตราการเกิดเพิ่มมากขึ้น
เขาผิดอะไร เขาแค่พูดเรื่องจริงออกมา ?
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “มันต่างกันอย่างไร ฉันคิดว่าการมีลูกหลานเยอะ ๆ ดูมีชีวิตชีวามากกว่าเสียอีก”
“นอกจากนี้ การมีลูกเพิ่มไม่ใช่เรื่องดีเหรอ ? ”
“ปรับก็ปรับไปสิ ทำอย่างกับว่าเราจะจ่ายค่าปรับไม่ไหวอย่างนั้นแหละ ! ”
เกือบทุกคนเงียบไปสักพักหลังจากที่ได้ยินแบบนี้
แม้แต่หลินเจียหงก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “คุณป้า มันไม่สำคัญว่าเราจะสามารถจ่ายค่าปรับได้ไหม แต่ตอนนี้เสี่ยวไป๋และเจียอินต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง หากพวกเขาละเมิดนโยบายการวางแผนครอบครัว มันจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน”
หลินเจียจวินพยักหน้าและกล่าวว่า “ใช่ครับคุณป้า ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะขึ้นอยู่กับเสี่ยวไป๋และเจียอินมากกว่า ป้าอย่าเรียกร้องเอาแต่ใจแบบนี้เลยครับ”
เห็นได้ชัดว่าหวังซิ่วจวี๋ไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะไม่สนับสนุนเธอ ทุกคนที่อยู่รอบโต๊ะต่างก็คัดค้านเธอกันหมด มีเพียงแค่มู่เสี่ยวหวานเท่านั้นที่เงียบ ไม่พูดอะไร
เธอมองไปที่มู่เสี่ยวหวาน แล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ คุณเป็นคนมีการศึกษา โปรดบอกฉันที ฉันแค่ต้องการหลานเพิ่มอีกสักคน มันผิดมากไหม ? ”
มู่เสี่ยวหวานยิ้มออกมาอย่างช้า ๆ เธอยังเป็นถึงศาสตราจารย์และเป็นภรรยาของหลินต้ากั๋ว เธอจะสนับสนุนความคิดของหวังซิ่วจวี๋ได้อย่างไร !
เมื่อมองไปที่หวังซิ่วจวี๋ เธอก็พูดอย่างช่วยไม่ได้ “ซิ่วจวี๋ มีบางอย่างที่ฉันไม่สามารถพูดออกมาได้ แต่ฉันก็พอรู้กฎหมายและโทษของมันดี…”
เมื่อหวังซิ่วจวี๋ได้ยินแบบนี้ เธอก็รู้ว่ามู่เสี่ยวหวานคงจะไม่สนับสนุนเธอเช่นกัน เธอจึงรู้สึกโกรธมากขึ้นไปอีก และพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “ถึงอย่างไรแม่ก็บอกลูกไปแล้ว แม่เป็นแม่ ลูกต้องฟังแม่สิ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัว
เขาเคยวางแผนเรื่องนี้กับหลินเจียอินมาก่อน และรู้ว่าแม่ของเขาจะต้องเริ่มประท้วงแน่นอนหลังจากที่รู้ว่าเฝิงเยี่ยนหงกำลังตั้งท้องลูกคนที่สาม แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าเธอจะดื้อรั้นไม่ฟังใครขนาดนี้ เธอไม่มีเหตุผล จนทำให้เขาและหลินเจียอินไม่มีเวลาพูดคุยเกี่ยวกับแผนการก่อนหน้านี้ของพวกเขาเลย
ครั้งนี้รับมือยากมาก !
เจียงเสี่ยวไป๋ก้มหัวลง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
หวังซิ่วจวี๋เองก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้เหมือนกัน เธอพูดว่า “อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะพูดเรื่องนี้ทุกวัน จนกว่าเจียอินจะท้อง ! ”
“พอแล้ว ผมเข้าใจแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องรับปากไปเพื่อให้เรื่องมันจบ
เขาคิดว่าจะรอจนกว่าแม่จะหมดพลังแล้วค่อยมาพูดเรื่องนี้ทีหลัง !
เนื่องจากเหตุการณ์นี้ ทุกคนจึงไม่มีความอยากอาหารอีกต่อไป อาหารค่ำจึงจบลงอย่างรวดเร็วและทุกคนก็แยกย้ายกันไป
เมื่อกลับมาที่ห้อง หลินเจียอินจ้องไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และพูดด้วยความโกรธว่า “ทำไมคุณถึงไปรับปากแม่ล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างไร้เดียงสาว่า “คุณก็เห็นสถานการณ์ในเวลานั้น ถ้าผมไม่พูดไปแบบนั้น ทุกคนก็คงจะอึดอัดและทานข้าวไม่อร่อย ! ”
หลินเจียอินก็อยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นเธอจึงรู้ว่ามันน่าอึดอัดแค่ไหนในเวลานั้น
อย่างไรก็ตาม เธอยังคงไม่พอใจกับคำสัญญาของเจียงเสี่ยวไป๋ที่รับปากหวังซิ่วจวี๋ไป และพูดว่า “แม่เป็นคนจริงจังมาก ด้วยการที่คุณไปสัญญาแบบนั้น หากฉันไม่ทำให้ เธอก็คงจะพูดทุกวัน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าแม่ไม่ยอมแพ้แน่นอน ถ้าผมไม่รับปากไปแบบนั้น หากว่ามันไม่ได้ดั่งใจ เธอก็จะยิ่งไม่ฟังเข้าไปใหญ่”
หลินเจียอินกล่าวว่า: “แม้ว่ามันจะน่าอาย แต่เมื่อคุณจัดการกับมัน มันก็จะจบลง เมื่อคุณตกลงรับปากไปแล้ว มันก็จะกลับตัวได้ยากแล้วนะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล ผมจะบอกแม่ตามแผนที่เราวางไว้แน่นอนเมื่อโอกาสมาถึง”
หลินเจียอินกล่าวว่า “แล้วถ้าเธอยังไม่เห็นด้วยล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ถ้าเธอไม่เห็นด้วยจริง ๆ แย่ที่สุดผมก็แค่ทำหมัน เธอจะได้หยุดความคิดนี้ไป”
หลินเจียอินกล่าวว่า “ถ้าคุณต้องทำหมัน ฉันทำเองดีกว่า ผู้ชายทำหมันคงจะไม่ดี ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ผู้ชายทำหมันก็เหมือนกับผู้หญิงทำหมันนั่นแหละ ! ”
เขาจะยอมปล่อยให้ภรรยาของเขาต้องเป็นฝ่ายทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดนั้นแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร ถ้าหากจะต้องถึงขั้นทำหมันจริง ๆ เขาจะเป็นคนทำเอง
หลินเจียอินพูดว่า “ลืมไปเถอะ ค่อยคุยกับแม่จะดีกว่า”
แน่นอน เจียงเสี่ยวไป๋ก็คิดแบบเดียวกัน เขาจึงพูดว่า “เมียจ๋า คุณไม่ต้องกังวล ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาทางบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้ให้สำเร็จ”
หลินเจียอินกล่าวว่า “คุณยังคิดจะพูดบ่ายเบี่ยงไปให้เสี่ยวเฟิงและเจาตี้อีกเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “แน่นอน ผมต้องพูด การพูดถึงเรื่องของพวกเขาเท่านั้นที่เราจะสามารถหันเหความสนใจของแม่ได้”
หลินเจียอินกล่าวว่า “แล้วทำไมคุณไม่พูดมันไปตั้งแต่ตอนที่เรากินข้าวอยู่ล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ผมบอกไปแล้วว่าแม่ไม่ฟังอะไรเลย มันคงจะไม่มีผลอะไรถ้าผมพูดมันออกไปในตอนนั้น”
หลินเจียอินคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วถามว่า “แล้วเมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าเหมาะสมที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าเท่านั้น ผมจะเริ่มพูดถึงมันในระหว่างทานอาหารเช้า”
หลินเจียอินพยักหน้า
……
ในอีกด้านหนึ่ง มู่เสี่ยวหวาน, หลินเจียจวิย และหลินเจียหง สามแม่ลูกกำลังนั่งอยู่ในห้องของมู่เสี่ยวหวาน
หลินเจียหงกล่าวว่า “ฉันไม่คิดว่าคุณป้าจะอยากให้เจียอินมีหลานให้แกขนาดนี้”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “คนแก่ก็มักจะหวังให้ลูกหลานเข้าใจและตามใจ”
หลินเจียหงกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋และเจียอินมีลูกสามคนแล้ว ตอนนี้พวกเขามีลูกเกินที่รัฐกำหนดด้วยซ้ำ เพียงแต่ท้องสองครั้ง แค่นี้ก็มากพอแล้ว”
หลังจากพูดจบ เธอก็ถอนหายใจและพูดว่า “ฉันรู้สึกเสียใจกับเจียอินจริง ๆ ! ฉันเป็นหมอและฉันรู้ว่ามันยากแค่ไหนสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่จะตั้งครรภ์ ! ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “แล้วเราจะทำอย่างไรได้ ? เราสามารถพูดได้แค่สองสามประโยคเท่านั้นแหละ มันก็ยากจริง ๆ ที่จะเข้าไปขัดในเรื่องนี้”
หลินเจียหงกล่าวว่า “ใช่ ตอนที่ฉันพูดออกไป ป้าก็เหมือนจะไม่พอใจนิดหน่อย ! ”
หลังจากได้ยินสิ่งที่ลูกทั้งสองคนพูดคุยกัน มู่เสี่ยวหวานก็จ้องมองพวกเขาแล้วพูดว่า “ก็มัวคิดแต่เรื่องของเสี่ยวไป๋และเจียอินเท่านั้นแหละ ทีเรื่องของตัวเองไม่คิด ! ”
หลินเจียจวินสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อคิดได้ก็รีบหุบปากทันที
ก่อนที่หลินเจียหงจะรู้ตัว เธอก็พูดด้วยความประหลาดใจ “แม่ ทำไมถึงวนมาที่เราสองคนได้ล่ะ ? ”
มู่เสี่ยวหวานกล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม เสี่ยวไป๋และเจียอินต่างก็เป็นพ่อคนแม่คนกันแล้ว แต่ลูกสองคนล่ะ ? ”
“พวกลูกอายุมากกว่าเสี่ยวไป๋และเจียอินอีก แต่ตอนนี้ยังไม่มีแฟนกันเลย ! ”
“บอกหน่อยสิว่าอายุสามสิบกว่ากันแล้ว จะแต่งงานกันเมื่อไหร่ ? ”
หลินเจียหงรู้สึกเสียใจทันที เธอไม่เคยคิดว่าอยู่ ๆ แม่ของเธอก็จะบ่นเรื่องนี้ออกมา เธอจึงพูดอย่างเร่งรีบว่า “พี่ยังไม่แต่งงาน ฉันเป็นน้องสาวก็จะไม่แต่ง ฉันจะรอให้พี่แต่งก่อน ! ”
เธอชี้ไปที่หลินเจียจวิน แล้วพูดว่า “หลังจากที่เขาแต่ง ฉันก็จะยอมแต่ง นี่เรียกว่าการแต่งงานตามลำดับอาวุโส ! ”
หลินเจียจวินรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ได้เลย เพราะหลินเจียหงโยนไฟมาให้เขาเข้าแล้ว
เขาจ้องไปที่หลินเจียหงด้วยความโกรธ และพูดว่า “ในฐานะผู้หญิง เธอควรรีบแต่งงาน ส่วนผู้ชายอย่างนั้น จะแต่งก่อน แต่งหลังก็ไม่สำคัญหรอก ! ”
หลินเจียหงกล่าวว่า “พี่ก็รีบแต่งก่อนสิ แล้วฉันจะแต่งตามพี่ไป ! ”
มู่เสี่ยวหวานได้ยินข้อโต้แย้งระหว่างทั้งสองจึงพูดว่า “ไม่รู้ล่ะ อย่างไรปีนี้ลูกสองคนก็ต้องแต่งงานได้แล้ว ! ”