ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1390 เกินเวลา
ตอนที่ 1390 เกินเวลา
ติงจงผิงเฝ้าดูพนักงานนวดเท้ามาได้สักพักแล้ว และหลังจากเจียงเสี่ยวไป๋อธิบาย เขาก็พอรู้ถึงประโยชน์ของการนวดเท้า และเทคนิคบางอย่างก็คล้ายกับการนวดเพื่อสุขภาพของเขา
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือกระบวนการล้างเท้าที่หลี่ต้าเย่ใช้นั้น เดิมได้รับการปรับปรุงมาจากเทคนิคการนวดเพื่อสุขภาพของหลี่อิงจวิน และเพิ่มความเพลิดเพลินในการบริการเข้าไปเพียงบางส่วนเท่านั้น
อาจกล่าวได้ว่า ด้วยความรู้เรื่องจุดฝังเข็มบนร่างกายมนุษย์ และมีทักษาการนวดเพื่อสุขภาพมาแล้ว เขาจึงเรียนรู้ขั้นตอนการนวดเท้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าชายชราชอบการนวดเท้า เขาจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ครับ ช่วงนี้ผมจะลองไปศึกษาดู”
“เยี่ยมมาก ! ” เมื่อเห็นว่าเขาตอบตกลง ชายชราก็พูดอย่างมีความสุข
ที่จริงแล้วร้านนวดเท้าและชงชาก็เปิดสาขาในเทียนจิงแล้ว และยังมีหลายสาขา หากว่าต้องการนวดเท้าจริง ๆ ก็สามารถไปที่ร้านได้
แต่สถานะของชายชรานั้นแตกต่างออกไป ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปในสถานที่แบบนั้น
ดังนั้นติงจงผิงจึงต้องเรียนรู้ทักษาการนวดนี้เพิ่มเติม
ติงจงผิงมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดว่า “เสี่ยวไป๋ ช่วยหาคนมาสอนให้ฉันด้วย”
“ไม่มีปัญหาครับ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ตอบตกลง และกล่าวว่า “ถ้าพี่ต้องการเรียนรู้ พี่ต้องได้ลองนวดเองก่อนสักครั้ง ! ”
“ได้สิ ! ” ติงจงผิงก็อยากสัมผัสกับประสบการณ์การนวดเท้าเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงตอบตกลง
บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋มีโซฟานวดเท้าเพียงสี่ตัว จึงเรียกช่างนวดมาแค่ 4 คนเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ชายชรา หลินต้าจ้าว , หลินต้ากั๋ว และหลินต้าเหว่ยได้มานวดเท้าแล้ว ครั้งนี้เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้ให้ ติงจงผิง, มู่เสี่ยวหวาน, หลิวอี้ถิง และหวังซิ่วจวี๋มานวดเท้าต่อ
หลังจากที่ได้ลองนวดเท้าดู ติงจงผิงก็รู้ว่ามันให้ความรู้สึกที่ดีจริง ๆ ในระหว่างที่นวดเท้าไปด้วย เขาก็ได้ถามพนักงานนวดเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ เขายังมีความเข้าใจที่ละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการล้างเท้า เขาจึงทอดถอนใจกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “ฉันไม่เคยคิดเลยว่าคุณจะคิดวิธีนี้ได้ อุตสาหกรรมนี้จะมีตลาดใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน ! ”
“เป็นอย่างไรบ้างครับ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ถามขึ้นมาโดยไม่สนใจมากนัก
เกือบทุกอุตสาหกรรมที่เขาเลือกจะต้องเป็นที่นิยมในอนาคต และตอนนี้อุตสาหกรรมของเขาทั้งหมดก็เกือบจะครองตลาดแล้ว
หลังจากที่ติงจงผิงและคนอื่นนวดเท้าเสร็จ ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว
จากนั้น พวกเขาก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังมื้ออาหารเช้า หลินต้าจ้าว, หลินต้ากั๋ว, หลินต้าเหว่ย และหลินเจียอินก็เข้าไปในเมืองเพื่อติดตามการเดินทางของหลินต้าจ้าวต่อ
เนื่องจากชายชราอยู่ที่บ้าน เจียงเสี่ยวไป๋จึงไม่ไปกับพวกเขาและอยู่ที่บ้านกับชายชรา
สถานที่แรกของหลินต้าจ้าวในแผนการเดินทางของวันนี้คือไปที่อาคารชิงโจวที่สร้างเสร็จแล้ว
ในปี 1985 ประเทศจีนเริ่มมีอาคารสูงหลายแห่งถูกสร้างขึ้น เช่น โรงแรมไป่หยุนในหยางเฉิง, อาคารกั๋วเหมาในเซินเจิ้น, โรงแรมจินหลิงในจินหลิงเป็นต้น
หลินต้าจ้าวเคยไปสถานที่เหล่านี้มาหมดแล้ว และยังได้ขึ้นไปชั้นบนสุดเพื่อชมวิวเมืองด้านล่างอีกด้วย
แต่หลังจากที่ได้เห็นอาคารชิงโจว เขาก็ยังคงรู้สึกตกใจมาก
ท้ายที่สุดแล้ว อาคารสูงเหล่านั้นที่กล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ก็ล้วนอยู่ในเมืองระดับหนึ่งของประเทศ แต่ชิงโจวเป็นเพียงเมืองระดับห้าและหกเท่านั้น แต่กลับมีอาคารที่สูงแซงหน้าเมืองระดับแรกไป และสร้างอาคารที่สูงที่สุดในมณฑลจีนตอนกลางได้
เมื่ออาคารสูงหลังแรกปรากฏขึ้น ไม่นานก็คงจะมีอาคารหลังที่สองและสามตามมา…
เขาเชื่อว่าอีกไม่นาน ในเมืองชิงโจวคงจะมีการสร้างอาคารสูงมากมาย และที่นี่ก็จะกลายเป็นมหานครไปในที่สุด
แน่นอนว่าตึกสูงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนเมืองระดับจังหวัดให้กลายเป็นมหานครได้
การที่เมืองจะกลายเป็นมหานครได้หรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ ประชากร การคมนาคม ทรัพยากร และปัจจัยอื่นร่วมด้วย
แต่เมื่อมีเจียงเจียกรุ๊ปในชิงโจว
ด้วยบริษัทที่ร่ำรวยมหาศาล ซึ่งทำให้ปัจจุบันเมืองชิงโจวร่ำรวยไม่แพ้เมืองอื่นในประเทศ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็เติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจของชิงโจว จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเติบโตเป็นมหานครในอนาคต
ความมีชีวิตชีวาของเศรษฐกิจสามารถผลักดันการไหลเข้าของประชากรได้
สิ่งสำคัญคือชิงโจวไม่เพียงแต่ดึงดูดประชากรธรรมดาเท่านั้น แต่ยังดึงดูดผู้ที่มีความสามารถเข้ามาที่นี่อีกด้วย
หลินต้าจ้าวรู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋ได้เฟ้นหาบุคคลที่มีความสามารถระดับชาติผ่านหลินเจียเซิ่ง
เพราะสิ่งสำคัญก็คือ บุคลากรที่มีความสามารถจะถูกแนะนำให้เข้ามาทำงานกับเจียงเจียกรุ๊ป
ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครที่พึ่งพาแต่ความสามารถของตนเองแต่เพียงผู้เดียว
ดังนั้น มีเพียงอาคารชิงโจวเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้หลินต้าจ้าวมองเห็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของชิงโจวในอนาคต
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุก !
จากนั้น เขาก็ไปที่ถนนนักชิมต่อ
จะอธิบายอย่างไรดี ?
หลินต้าจ้าวเห็นว่าถนนนักชิมเต็มไปด้วยดอกไม้ไฟ กลิ่นหอม และอาหารอันโอชะที่เย้ายวน แม้แต่คนที่มีตำแหน่งสูงอย่างเขาก็อดไม่ได้ที่จะอ้อยอิ่ง
ภายใต้การนำของหลินเจียอิน หลินต้าจ้าว, หลินต้ากั๋ว และคนอื่นต่างก็ชิมของว่างตามถนนนักชิมที่มีเมนูนับร้อยจากทั่วประเทศมารวมไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะกินแค่ไหนก็กินได้ไม่ครบทุกเมนู ทำให้พวกเขาอยากที่จะอยู่ที่นี่อีกหลาย ๆ วันเพื่อมากินให้ครบ
นอกจากความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจในปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้หลินต้าจ้าวประทับใจมากที่สุดก็คือรูปแบบสถาปัตยกรรมของถนนนักชิม ที่ไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศของถนนคนเดินเท่านั้น แต่ยังมีการจัดวางที่สมเหมาะสม ฟังก์ชั่นที่ครบถ้วน เรียบร้อยและเป็นหนึ่งเดียว และยังโดดเด่นมากอีกด้วย
หลินต้าจ้าวไม่เคยเห็นสถานที่แบบนี้ที่ไหนมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงเมืองระดับหนึ่งในประเทศเลย แม้แต่ในมหานครระดับนานาชาติก็ไม่มี อาจบอกได้ว่าคนที่คิดสร้างที่นี่ขึ้นมานั้นอัจฉริยะจริง ๆ
ถ้าเจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินคำชื่นชมนี้ เขาคงจะหัวเราะแทบตาย
การออกแบบถนนคนเดินสไตล์แบบนี้ไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อนจริง ๆ แต่ในรุ่นต่อมาได้มีการสร้างที่ตลาดแบบนี้ขึ้นนับไม่ถ้วน อย่างซินเทียนตี้และว่านต๋าพลาซ่า เป็นต้น
เขาเพียงคัดลอกภูมิปัญญาของผู้อื่นมาทำเป็นอสังหาริมทรัพย์ในปี 1985 ล่วงหน้าก็เท่านั้น !
นี่คือข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของการเกิดใหม่ หากรู้ว่าอะไรจะเป็นที่นิยมในรุ่นต่อไป ก็แค่สร้างมันขึ้นมาก่อน
ถัดจากถนนนักชิมคือเมืองเสื้อผ้า
แน่นอนว่าเมืองเสื้อผ้าเป็นเพียงส่วนเสริมของอาคารชิงโจว และไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงเลย
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหลินต้าจ้าวคือเสื้อผ้าที่ขายในร้านเสื้อผ้าแต่ละแห่ง ทั้งรูปทรง สไตล์และสีของเสื้อผ้าแต่ละชิ้นได้ทำให้ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับเสื้อผ้านั้นเปลี่ยนแปลงไป
ที่แท้เสื้อผ้าก็สามารถออกแบบให้มีหลากหลายสไตล์และสวยงามแบบนี้นี่เอง
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาเลือกซื้อเสื้อผ้า
บางที อาจเป็นการยากที่จะเห็นสถานการณ์แบบนี้ในเมืองอื่น
เพราะเสื้อผ้าแบรนด์เนมเหล่านั้นไม่ได้มีราคาถูก
แต่หลังจากที่เดินดูไปรอบ ๆ หลินต้าจ้าวก็พบว่ากำลังซื้อของชาวชิงโจวนั้นมีมากกว่าผู้คนในเมืองระดับหนึ่งเสียอีก
แต่ในไม่ช้า เขาก็เข้าใจว่าทำไม
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมชาวชิงโจวถึงร่ำรวย !
ก็เป็นเพราะเจียงเจียกรุ๊ปตั้งอยู่ในชิงโจว ซึ่งเจียงเจียกรุ๊ปมีพนักงานนับหมื่นคน ทุกคนได้รับค่าจ้างสูงและรายได้ต่อหัวอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศ
แม้ว่าคุณจะไม่ใช่พนักงานของเจียงเจียกรุ๊ป แต่ภายใต้การนำของเจียงเจียกรุ๊ป อุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน และรายได้โดยรวมของคนในบริษัทอื่นก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้มีกำลังการบริโภคที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ แม้แต่เกษตรกรก็ยังมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนภายใต้นโยบายการช่วยเหลือและสนับสนุนจากเทศบาลชิงโจว ทำให้มาตรฐานการครองชีพของพวกเขาเพิ่มสูงขึ้น
ถ้าคนรวยเยอะขึ้น กำลังซื้อจะไม่สูงขึ้นได้อย่างไร ?
หลังจากเดินไปรอบ ๆ สักพัก เดิมทีพวกเขาวางแผนว่าจะมาที่นี่หนึ่งชั่วโมง แต่ปรากฏว่าผ่านไปสี่ชั่วโมงแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ไปไหนเลย