ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1397 กลับมารวมตัวกัน
ตอนที่ 1397 กลับมารวมตัวกัน
แม้ว่าชายชราจะอดใจไม่ไหว และลองชิมของหลายอย่างไปทีละเล็กละน้อย แต่ก็มีของว่างมากมายในถนนนักชิม จนตอนนี้ชายชราเริ่มจะอิ่มท้องแล้ว
“ทุกคน เรากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ แล้วค่อยกลับมากินตอนบ่ายอีกที”
ติงจงผิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวียนหัว เขาอยากจะบอกว่า ‘คุณท่าน คุณกินไปเท่าไหร่แล้ว ยังจะกลับมากินมันอีกเหรอ ! ’
ถนนนักชิมไม่เพียงแต่มีร้านอาหารและของว่างเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่ให้ความบันเทิงและสะดวกสำหรับการพักผ่อนอย่าง เช่น โรงภาพยนตร์ที่เจียงเสี่ยวไป๋เปิด ซึ่งโรงภาพยนต์นี้ก็แตกต่างจากโรงภาพยนตร์และห้องวิดีโอแบบดั้งเดิมอย่างมาก ซึ่งมันก็ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นตั้งแต่เปิดตัว
มีคนจำนวนมากที่มากับเจียงเสี่ยวไป๋ ดังนั้นพวกเขาจึงจองห้องโถงเล็กทั้งห้อง นอนบนโซฟาเพื่อดูหนัง กินป๊อปคอร์น และดื่มเครื่องดื่ม ซึ่งมันรู้สึกสบายและให้ความเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก
เจียงชานพูดว่า “พ่อคะ เมื่อไหร่กันที่ชิงโจวของเรามีโรงภาพยนตร์ดี ๆ แบบนี้ หนูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนด้วยซ้ำ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “นี่ก็เป็นครั้งแรกของพ่อเหมือนกันที่มาที่นี่ ! ”
ในช่วงที่เขาออกแบบถนนนักชิม เขาได้มีการตัดสินใจว่าจะสร้างสถานบันเทิงในนี้ด้วย เมื่อสร้างเสร็จก็ส่งมอบงานตกแต่งให้บริษัทหัวอี้ฟิล์มเป็นคนจัดการ ซึ่งลงทุนโดยสถาบันจัดการกองทุนเซิ่งซื่อ และได้ก่อตั้งโรงภาพยนตร์ในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และเรื่องนี้เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้เน้นย้ำไปว่าหากมีปัญหาอะไร เขาจะติดต่อเอง ไม่ต้องติดต่อเขามา
ท้ายที่สุดแล้ว สถานที่ในเมืองใหญ่ที่จะใช้สร้างโรงภาพยนตร์รูปแบบใหม่นี้ก็ค่อนข้างหาที่เหมาะสมได้ยาก ส่วนถนนนักชิมในชิงโจว เขาก็ได้ออกแบบมาเป็นอาคารทั้งสองข้าง โดยมีห้องว่างเหลืออยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะไม่มาทำที่นี่
เจียงชานกล่าวว่า “คงจะดีมากถ้ามีโรงภาพยนตร์แบบนี้ที่บ้านของเรา ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ฟังและพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าชานชานชอบ พ่อก็จะทำให้ ! ”
หากลูกสาวของเขาต้องการ และการสร้างโฮมเธียเตอร์ก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร เจียงเสี่ยวไป๋จะทำให้ตามใจเธอแน่นอน
เมื่อเจียงชานได้ยินที่เจียงเสี่ยวไป๋พูด เธอก็พูดว่า “พ่อคะ หนูก็พูดไปงั้นแหละ แต่จริง ๆ แล้วพ่อวางแผนที่จะทำมันก่อนหน้าแล้วใช่ไหมคะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ถูกต้อง ลูกพูดถูกแล้ว เพียงแต่พ่อยังไม่ได้ทำมันก็เท่านั้น ! ”
เจียงชานรีบพูดว่า “แต่หนูคิดว่ามันไม่จำเป็นเท่าไหร่ หากว่าหนูต้องการมาดูหนัง พ่อก็สามารถพาหนูมาดูที่นี่ได้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ทำไว้ที่บ้านน่ะดีแล้ว หากลูกอยากดูเมื่อไหร่ก็ดูได้ แต่หากลูกต้องมาดูหนังที่โรงภาพยนตร์ มันอาจจะลำบากและต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่น”
“ขอบคุณมากนะคะพ่อ ! ” เจียงชานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ชายชราฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว
เมื่อพูดถึงการเอาใจลูกสาว ไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถสู้เจียงเสี่ยวไป๋ได้
หลังจากดูหนังเรื่องนี้ไปได้สักพัก หลี่ชิงอีก็เดินเข้ามาและกระซิบสองสามคำข้างหูของเจียงเสี่ยวไป๋
เจียงเสี่ยวไป๋พูดกับชายชรา “คุณปู่ครับ พี่เจียเหลียงและคนอื่นกำลังจะมาที่ชิงโจวเร็ว ๆ นี้ ผมว่าจะไปรับพวกเขาที่สนามบิน”
หลินเจียเหลียง, หลินเจียตง และคนอื่นกำลังมาที่ชิงโจว ซึ่งชายชราก็รู้เรื่องนี้ดี แต่เขากำลังดูหนังสนุกอยู่ จึงพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “นายไปเถอะ เราพักผ่อนอยู่ที่นี่แล้ว ไว้ค่อยไปเจอกันที่ถนนนักชิม”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างรวดเร็วว่า “งั้นคุณปู่ก็พักผ่อนอยู่ที่นี่นะครับ หลังจากที่ผมพาพวกเขามาที่นี่ เราจะไปเดินเล่นที่ถนนนักชิมด้วยกันอีกครั้ง”
ชายชราคิดสักพัก แล้วตอบตกลง
ถนนนักชิมใหญ่โตและคนเยอะมาก คงหากันยากมากหากไปเจอกันที่ถนนนักชิมเลย
เมื่อเห็นว่าชายชราเห็นด้วย เจียงเสี่ยวไป๋ก็บอกลามู่เสี่ยวหวานและติงจงผิงตามลำดับ จากนั้นก็เดินตามหลี่ชิงอีออกจากโรงหนังแล้วรีบไปที่สนามบิน
รอไม่นาน เครื่องบินก็ลงจอด
ในไม่ช้า เจียงเสี่ยวไป๋ก็เห็นคนกลุ่มใหญ่ นำโดยป้าของเขา โจวอ้ายเหลียน ตามมาด้วยหลินเจียตง, เฉาเสวี่ยรุ่ย, หลินชู่, หลินอวี้, หลินเจียเหลียง, จูหัว , หลินผู่, หลินอี้, หลินเจียเซิ่ง,หวงอิง, หลินกั๋ว, หลินสิง, หลินเจียปิง, จางอ้ายผิง, หลินจื่อหยวน, และหลินจี้อเสวีย
อาจกล่าวได้ว่าทุกคนในตระกูลหลิน ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในเทียนจิงหรือเจียงเฉิง ต่างก็มาที่นี่กันหมด
ในหมู่พวกเขา ยกเว้น หลินเจียเหลียง, หลินเจียตง , หลินชู่ และหลินเจียปิง คนที่เหลือต่างก็เคยมาที่ชิงโจวเป็นครั้งแรก
ด้วยความที่มีผู้คนมากมาย เลยใช้เวลานานพอสมควรในการทักทายกันและกัน
เจียงเสี่ยวไป๋พูดกับโจวอ้ายเหลียนว่า “ป้าใหญ่ คุณปู่อยู่ที่ถนนนักชิม ผมจะพาทุกคนไปที่นั่นก่อนเพื่อลองชิมของกินเล่นในถนนนักชิมของชิงโจว แล้วค่อยกลับบ้านในตอนเย็นนะครับ”
โจวอ้ายเหลียนตอบตกลงทันที
ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงนำพวกเขาไปที่ถนนนักชิม ไปรวมตัวกับกลุ่มของชายชรา จากนั้นคนกลุ่มใหญ่ก็ไปเดินถนนนักชิมเพื่อชิมของว่างอีกครั้ง
การเดินครั้งนี้กินเวลามาจนถึงตอนเย็น
เมื่อเขากลับมาที่เจียงวาน ชายชรายังคงพูดว่า “ถนนนักชิมเป็นสถานที่ที่น่าสนใจจริง ๆ ฉันยังอยากไปที่นั่นอีกสักครั้ง ! ”
เจียงชานพูดว่า “คุณทวดคะ ถ้าคุณทวดอยากไปก็พักอยู่ที่ชิงโจวอีกสักพัก แล้วหนูจะพาคุณไปที่นั่นทันทีที่มีหนูหยุดเรียน ! ”
ชายชราหัวเราะและพูดว่า “คงจะดีมากถ้าทุกคนใจดีกับทวดเหมือนหนู ! ”
หลินจื้อเสียนฟังอยู่ข้าง ๆ จึงพูดด้วยความประหลาดใจ “คุณทวด พวกเขาปฏิบัติต่อคุณทวดไม่ดีเหรอครับ ? ”
ชายชรารู้สึกขบขัน และพูดด้วยรอยยิ้ม “ทุกคนพยายามควบคุมฉันและห้ามนู่นห้ามนี่ พวกเขาไม่เคยวางใจในตัวฉันเลย”
หลินจื้อเสียนเอียงศีรษะคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “พ่อและแม่ของผมก็ควบคุมผมเหมือนกัน ควบคุมผมเรื่องการเรียน ควบคุมผมเรื่องทำการบ้าน ควบคุมผมเรื่องการดูทีวี ควบคุมผมเรื่องการเล่นเกม… สรุปสั้น ๆ พวกเขาควบคุมผมทุกอย่าง ซึ่งผมก็รู้สึกไม่เป็นอิสระเลยครับ”
หลินจื้อหลินพยักหน้าและกล่าวว่า “เดิมทีหนูคิดว่าเมื่อโตขึ้นคงจะไม่มีใครมาควบคุมหนูอีก แต่เมื่อเห็นว่าคุณทวดที่อายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังถูกควบคุมอยู่ เราต้องถูกคนอื่นควบคุมแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรือเปล่าคะ ? ”
ชายชราหัวเราะเสียงดังเมื่อได้ยินประโยคนี้ “ก็ถ้าหากมีใครดูแลพวกหนูไปตลอดชีวิตแบบนี้ พวกหนูจะมีความสุขไหม ! ”
หลินจื้อหลินลูบหัวแล้วพูดพึมพำออกมา “มีความสุขไหม ? ”
เธอยังไม่รู้ว่าความสุขคืออะไร แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีที่ถูกคนอื่นควบคุม
ในตอนเย็น หลินต้าจ้าว, หลินต้ากั๋ว, หลินต้าเหว่ย และหลินเจียอินก็กลับมาถึงบ้าน
เจียงเสี่ยวไป๋เตรียมอาหารไว้รอแล้ว เมื่อเขากำลังจะเริ่มทานอาหาร ชายชราก็พูดออกมาตามตรงว่า “ตอนเย็นพวกเธอก็กินข้าวกันไปเถอะ วันนี้ฉันกินอิ่มมากแล้ว คงกินต่อไม่ไหว”
หลังจากได้ยินแบบนี้ หลินต้าจ้าวก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “พ่อ พ่อรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ? ทำไมถึงไม่อยากกินข้าวแบบนี้ล่ะ ? ”
โดยปกติแล้ว ชายชรามักจะถามถึงอาหารฝีมือของเจียงเสี่ยวไป๋ตลอด
และวันนี้เจียงเสี่ยวไป๋ก็เข้าครัวทำอาหารเอง พ่อของเขากลับบอกว่าไม่หิว ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลเล็กน้อย
เช่นเดียวกับหลินต้ากั๋ว สิ่งที่พี่น้องของพวกเขากังวลมากที่สุดในตอนนี้คือสุขภาพของชายชรา
ติงจงผิงรีบแจ้งสถานการณ์ให้หลินต้าจ้าวและหลินต้ากั๋วทราบอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ทั้งสองรู้เรื่องนี้แล้ว หลินต้าจ้าวก็ทั้งตลกและโกรธในเวลาเดียวกัน เขาจึงพูดว่า “พ่อ พ่อก็อายุเกือบร้อยปีแล้วนะ ทำไมยังทำตัวเหมือนเด็กอยู่แบบนี้ล่ะ ! ”
ชายชราพูดว่า “หุบปากซะ แกไม่ต้องมาวิจารณ์ฉันอีก ! ”
หลินต้าจ้าวยิ้มแหยออกมา โชคดีที่มีแต่คนในครอบครัวอยู่ที่นี่ มันคงจะน่าอายมากถ้าคนนอกเห็นเขาถูกพ่อตัวเองด่าแบบนี้
เดิมทีหลินต้ากั๋วเองก็ต้องการจะพูดสองสามคำ แต่เมื่อเห็นว่าพี่ชายคนโตของเขาถูกด่าสวนกลับมา เขาจึงไม่กล้าพูดอะไรออกไป และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเงียบไว้
ติงจงผิงไม่ได้พูดอะไร วันนี้ชายชรากินเยอะมาก ไม่กินข้าวตอนเย็นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะท้องอืดได้
เมื่อชายชราไม่ทานมื้อเย็น เขาก็แยกตัวออกไปนั่งพักผ่อน จากนั้นก็ไปนวดเท้าต่อ
ซึ่งพนักงานนวดที่กำลังนวดให้เขาอยู่ได้พูดกับเขาว่า การแช่และนวดเท้าสามารถกระตุ้นการย่อยอาหารได้ดีเหมือนกัน ซึ่งทำให้ชายชรามีความสุขมาก
เขาไม่รู้ว่าการนวดเท้าช่วยอะไรได้บ้าง แต่หลังจากนวดเท้าเสร็จ ชายชรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก