ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1400 ฉันอยากคุยอะไรบางอย่างกับพวกแก
ตอนที่ 1400 ฉันอยากคุยอะไรบางอย่างกับพวกแก
หลินต้าเหว่ยโบกมือแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่ อย่าพูดแบบนั้น พวกเราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน ! ”
ชายชราพูดว่า “เสี่ยวเหว่ย พี่ชายของแกพูดถูก ! ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่ฉันก็อยากจะขอบคุณแกด้วย ! ”
“ถ้าแกไม่ได้อยู่ที่เจี้ยนหยาง ฉันคงไม่ได้กลับมาที่เจี้ยนหยางอีกแล้วในชีวิตนี้”
ขณะที่เขาพูด เขาก็มองไปรอบ ๆ ห้องและบ่นว่า “แม้ว่านี่จะไม่ใช่บ้านที่ฉันเคยอยู่เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก แต่บ้านหลังนี้ก็สร้างขึ้นใหม่บนผืนดินผืนเก่าของเรา และจะคงอยู่ที่นี่ตลอดไป”
หลินต้าเหว่ยพยักหน้า และพูดว่า “พ่อ ตราบใดที่ครอบครัวของเราอยู่ที่นี่ ผืนดินผืนนี้ก็จะคงอยู่กับเราตลอดไป”
ชายชรายิ้มอย่างจริงใจ
เขามองไปที่หลินต้าจ้าวด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง และพูดว่า “เจ้าใหญ่ ฉันยังอยากจะคุยอะไรบางอย่างกับแก”
หลินต้าจ้าวตกใจมาก เขาไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้วที่พ่อของเขาไม่เคยพูดกับเขาด้วยคำพูดและน้ำเสียงที่ ‘จริงจัง’ เช่นนี้มานาน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสถานะและตัวตนของชายชรา จึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาจำเป็นต้อง ‘หารือ’ กับผู้หลักผู้ใหญ่อยู่เสมอ
หลินต้าจ้าวพูดอย่างรวดเร็วว่า “พ่อ หากว่ามีอะไรก็พูดมาได้เลยครับ ผมพร้อมรับฟังเสมอ ! ”
ชายชราพูดออกมาช้า ๆ ว่า “อีกไม่นานฉันก็จะอายุครบร้อยปีแล้ว ! มีคำกล่าวที่ว่ามีชีวิตอยู่ได้เจ็ดสิบปีนั้นหายาก แต่ตอนนี้ฉันมีชีวิตอยู่เกือบถึงร้อยปีแล้ว ! ”
หลังจากได้ยินประโยคนี้ หลินต้าจ้าว, หลินต้ากั๋ว และหลินต้าเหว่ยต่างก็รู้สึกทั้งมีความสุขระคนเสียใจ
พวกเขามีความสุขที่พ่อของพวกเขาอายุยืน และเสียใจที่ไม่รู้ว่าพ่อจะอยู่กับพวกเขาไปอีกนานแค่ไหน ทุกวันที่ผ่านไป เวลาแห่งความตายของเขาก็ใกล้เข้ามาทุกที
แม้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันจะดีขึ้นกว่าแต่เดิมมาก แต่ในบางแง่มุม เมื่อกำลังคนมีจำกัดจริง ๆ ก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีกฎของธรรมชาติ นั่นก็คือการเกิด แก่ เจ็บ และตายไปได้
หลินต้าจ้าวฟังคำพูดของพ่อวัยชราของเขาอย่างเงียบ ๆ และยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา
ชายชรากล่าวต่อ “ด้วยอายุเท่านี้ ฉันก็พอใจมากที่สามารถกลับมาที่เจี้ยนหยาง บ้านเกิดของฉันได้”
“หลังจากที่นี่ไปในครั้งนี้ ฉันเกรงว่าคงจะไม่มีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว ! ”
จมูกของหลินต้ากั๋วเริ่มแดงขึ้นมาหลังจากได้ยินแบบนี้ และเขาก็รีบพูดว่า “พ่อ ถ้าอยากจะทำอะไรก็บอกเราออกมาตามตรงได้เลยครับ ไม่ต้องพูดแบบนี้ ! อย่างไรตอนนี้พ่อก็ได้กลับมาที่บ้านแล้วนี่ครับ พ่อก็อยู่ที่นี่ให้มีความสุขที่สุด หากพ่ออยากกลับมาอีกในอนาคต ผมกับพี่ใหญ่ก็จะพาพ่อกลับมาเอง”
หลินต้าเหว่ยยังกล่าวอีกว่า “พ่อ ต่อให้พี่ใหญ่และพี่รองไม่ว่าง แต่หากพ่ออยากกลับมาที่บ้าน ผมก็สามารถไปที่เทียนจิงเพื่อรับพ่อกลับมาที่บ้านเราได้ตลอดเวลา ! ”
ชายชราโบกมือ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันรู้ว่าพวกแกทุกคนเป็นลูกที่ดี และฉันรู้ว่าพวกแกทุกคนกตัญญู แต่ไม่จำเป็นต้องกังวล ฉันพอใจแล้วเมื่อได้กลับมาในครั้งนี้”
หลังจากฟังคำพูดของพ่อแล้ว หลินต้าจ้าวก็คิดถึงนิสัยของชายชราและถามออกมาด้วยความไม่มั่นใจว่า “พ่อ พ่อ.. จึงอยากจะอยู่ที่ชิงโจวต่อไปอีกสักพักใช่ไหมครับ ? ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ของหลินต้าจ้าว หลินต้ากั๋วและหลินต้าเหว่ยก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที และมองไปที่พ่อวัยชราของพวกเขาพร้อมกัน
ดวงตาของชายชรากวาดไปเหนือใบหน้าของลูกชายทั้งสามของเขา จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างช้า ๆ “หลังจากกลับมาที่ชิงโจว ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยรสชาติแห่งความทรงจำ เมื่อฉันเห็นภูเขา แม่น้ำ ดอกไม้ และพืชพรรณต่าง ๆ ของที่นี่ ฉันก็รู้สึก……ว่ามันดีต่อใจและรู้สึกว่าผ่อนคลาย”
“ฟังคนที่นี่คุยกัน ฉันรู้สึกเหมือนสำเนียงท้องถิ่นอยู่ที่นั่นเสมอ เหมือนเมื่อก่อนที่ฉันอยู่ที่นี่ ! ”
“ฉันคิดถึงที่นี่จริง ๆ ! ”
“ฉันอยากจะคุยกับแกว่าฉันจะขออยู่ที่นี่ต่ออีกสักพักจะได้ไหม”
ทั้งสามพี่น้อง หลินต้าจ้าว, หลินต้ากั๋ว และหลินต้าเหว่ยมองหน้ากัน หลินต้ากั๋วและหลินต้าเหว่ยต่างก็พยักหน้าเป็นเชิงบอกให้หลินต้าจ้าวอนุญาตให้พ่อของพวกเขาอยู่ที่นี่ต่อ
หลินต้าจ้าวจึงยิ้มออกมาด้วยสีหน้ายินดี และพูดกับพ่อวัยชราของเขาว่า “พ่อ ในเมื่อพ่อต้องการอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก งั้นก็อยู่ต่อเถอะครับ ผมไม่ว่าอะไรหรอก ! ”
“แกพูดจริงเหรอ ? ” ชายชราดีใจมาก หลังจากได้ยินลูกชายของเขาพูดออกมาแบบนี้ เขาคิดว่า หลินต้าจ้าวจะคัดค้านหัวชนฝาหากเขาพูดมันออกมา แต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะเห็นด้วยทันทีทันใดแบบนี้
หลินต้าจ้าวพยักหน้าอย่างหนักและพูดด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนครับ ผมไม่คัดค้านกับการที่พ่อจะอยู่ที่นี่ต่อ เพียงแต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ในชิงโจวไม่ดีเท่าเทียนจิง ซึ่งผมก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่กับพ่อไปได้ตลอด หากพ่อเลือกจะอยู่ที่นี่ต่อ พ่อก็ต้องใส่ใจสุขภาพของตัวเองให้มาก ๆ ด้วยนะครับ…”
เมื่อได้ยินที่หลินต้าจ้าวพูด ชายชราก็ดูจะผ่อนคลายมากขึ้น เขายิ้มและพูดว่า “แกพูดอย่างกับว่าแกมีเวลาอยู่กับฉันตลอดตอนที่เราอยู่ที่เทียนจิงอย่างนั้นแหละ”
หลินต้าจ้าวรู้สึกอายมากจนไม่รู้จะตอบออกมาว่าอย่างไรอยู่พักหนึ่ง เขากำลังจะเปิดปากอธิบายออกมา แต่สิ่งที่พ่อเฒ่าของเขาพูดออกมานั้นก็เป็นความจริง
เพราะส่วนใหญ่เขาจะยุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลามาดูแลพ่อเลย
คนเดียวที่สามารถติดตามพ่อเฒ่าได้ตลอดเวลาคือพนักงานสองคนที่เขาจ้างมา นั่นก็คือติงจงผิงและป้าจาง
ทว่าไม่นาน ชายชราก็ได้พูดออกมาว่า “แกไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ฉันเข้าใจดี ตั้งแต่สมัยโบราณความภักดีและความกตัญญูนั้นได้จำกัดอยู่แค่ปฏิบัติต่อคนในครอบครัว แต่เราต้องภักดีและกตัญญูต่อประเทศและโลกใบนี้ด้วย ความจงรักภักดีของแกที่มีต่อประเทศก็ถือเป็นความกตัญญูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”
ที่ชายชราสามารถพูดแบบนี้ออกมาได้ เพราะเขาเองก็เป็นคนแบบนั้นเหมือนกัน
เพราะในเวลานั้น เขาได้ทิ้งพ่อแม่และภรรยาไว้ที่เจี้ยนหยางเพื่อไปเข้าร่วมกองทัพ
เมื่อเทียบกับลูกชายทั้งสามแล้ว เขายังคงรู้สึกละอายใจ และยังรู้สึกติดหนี้บุญคุณพ่อแม่ของเขาอยู่
หลินต้าจ้าวไม่แปลกใจที่พ่อของเขาจะเข้าใจเขา แต่ในฐานะลูกชาย เขายังคงรู้สึกผิดและพูดว่า “ถ้าพ่ออยู่ในชิงโจว และอยู่ที่บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋ แบบนี้ผมก็ไม่กังวล เพราะทุก ๆ คืน ผมจะได้โทรมาคุยกับพ่อได้”
ชายชรารีบถามออกมาด้วยความไม่พอใจ “ทำไมแกถึงต้องโทรมาทุกวัน ? ค่าใช้จ่ายสำหรับการโทรทางไกลมันถูกมากนักหรือไง ? ”
นี่คือนิสัยของคนรุ่นเก่า ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการโทรทางไกลก็ตาม พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะเอาเปรียบประเทศ แม้แต่เจี่ยวเดียว
หลินต้าจ้าวไม่ได้พูดอะไรต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่เขารู้ดีว่าต้องทำอะไร
ชายชราไม่ได้ทำให้เขาขายหน้าอีกต่อไป และพูดว่า “ที่ฉันเรียกพวกแกทั้งสามมาคุยกัน ก็เพื่อหารือกับพวกแกว่าฉันจะขออยู่ที่ชิงโจวต่อ ในเมื่อพวกแกได้ตกลงแล้ว ฉันก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดอีกแล้ว”
ปกติแล้วถ้ามีเรื่องแรก ก็ต้องมีเรื่องที่สองที่สามตามมา
หลินต้าจ้าวจึงพูดออกมาอย่างรวดเร็วว่า “ถ้ามีอะไรอีก พ่อก็แค่บอกผม ต้ากั๋ว หรือไม่ก็เสี่ยวเหว่ยก็ได้ พวกผมคอยรับฟังพ่ออยู่ตลอด”
ชายชรากล่าวว่า “งั้นในเมื่อเราสี่คนตระกูลหลินกลับมาที่นี่พร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว งั้นก็ไปเคารพหลุมศพพ่อแม่ของฉัน ปู่ย่าและแม่ของพวกแกด้วยกันเถอะ ! ”
หลินต้าจ้าวจึงตอบออกไปว่า “ดีครับ งั้นพรุ่งนี้เช้าผมจะแบ่งเวลาเพื่อไปเคารพหลุมศพพวกเขากัน ! ”
หลินต้ากั๋วพยักหน้า แม้เขาจะกลับมาที่เจี้ยนหยางก่อนหน้าถึงสองครั้งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะไปเคารพบรรพบุรุษของเขาที่สุสานของบรรพบุรุษ
ครั้งที่สองที่เขากลับมา เพราะเขายุ่งเกินไป จึงไม่มีเวลาไปเคารพหลุมศพ เขาไม่แม้แต่จะได้กลับมาที่บ้านของหลินต้าเหว่ยและไม่ได้เจอหลิวอี้ถิงด้วยซ้ำ มาที่นี่ก็ได้นอนอยู่แค่ในโรงแรมภายในนิคมอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
หลินต้าเหว่ยกล่าวว่า “พ่อครับ ผมรู้ว่าพี่ใหญ่กำลังจะกลับมา ผมจึงได้เตรียมทุกอย่างที่จำเป็นไว้แล้ว ! ”
“แต่ผมไม่คิดว่าพ่อจะกลับมาด้วย ถ้าพวกเขารู้ ผมคิดว่าปู่ย่า และแม่ของผมคงจะมีความสุขมากเมื่อรู้ว่าพ่อได้กลับมาเยี่ยมหลุมศพของพวกเขาแล้ว ! ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หัวใจของชายชราก็เริ่มหนักอึ้งอีกครั้ง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลุมศพของพ่อแม่และภรรยาของเขาอยู่ที่ไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปเยี่ยมหลุมศพของพวกเขาแม้แต่ครั้งเดียวเลย
ทุก ๆ ปี เมื่อถึงช่วงเทศกาลเชงเม้งและตรุษจีน ในเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตอนเหนือได้มีชายชราคนหนึ่งมองไปทางทิศใต้และแอบทำความเคารพอย่างเงียบ ๆ ในใจของเขาเรื่อยมา