ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1401 ตระกูลหลินรวมญาติที่เจี้ยนหยาง
ตอนที่ 1401 ตระกูลหลินรวมญาติที่เจี้ยนหยาง
ชายชรากำลังคุยกับหลินต้าจ้าว, หลินต้ากั๋ว และหลินต้าเหว่ยในห้องทำงาน เพื่อหารือเรื่องการจัดเตรียมของไปเคารพหลุมศพของบรรพบุรุษในวันพรุ่งนี้
คราวนี้มีคนในครอบครัวมาเยอะมากจริง ๆ ซึ่งก็ต้องทำอาหารให้มากกว่าเดิมเพื่อให้เพียงพอต่อทุกคน
แม้ว่าหานหยุนอิงและหลิวอิ้ถิงจะเข้ามาช่วย แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่ยอมให้พวกเธอมาช่วยทำ
เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในบ้านที่มีผู้คนมากมาย เขาเป็น ‘คนนอก’ เพียงคนเดียวจริง ๆ ส่วนคนอื่นล้วนเป็นลูกหลานของตระกูลหลินทั้งหมด
เขารู้ว่ามันคงเป็นไปได้ยากที่คนในตระกูลหลินจะมารวมตัวกันแบบนี้ที่เจี้ยนหยางอีก ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันเป็นโอกาศที่หายาก จึงอยากจะยุ่งอยู่คนเดียว เพื่อให้พวกเขามีเวลาได้พูดคุยกันมากขึ้น
หลังจากที่อาหารเสร็จแล้ว ปัญหาที่ตามมาก็คือสถานที่ทานอาหาร
บ้านของหลินต้าเหว่ยมีโต๊ะทานอาหารเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากที่มาในวันนี้ได้
ในที่สุด หลินเจียเหวยก็ไปยืมโต๊ะสามตัวมาจากเพื่อนบ้านข้าง ๆ และจัดโต๊ะทานข้าวสองโต๊ะในห้องนั่งเล่น และในห้องอีกสองห้อง ห้องละหนึ่งตัว
ไม่ใช่ว่าไม่มีที่กินข้าวในเจี้ยนหยาง แต่นี่อาจเป็นครั้งเดียวที่ตระกูลหลินจะได้ทานอาหารเย็นที่บ้านในเจี้ยนหยางอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันก็เป็นได้
พรุ่งนี้หลินต้าจ้าวก็จะออกจากเจี้ยนหยางไปที่ถู่เฉิงแล้ว ซึ่งก็จะมีหลินต้ากั๋ว, หลินต้าเหว่ย และหลินเจียอินติดตามเขาไปด้วย
เมื่อพวกเขาออกไปแล้ว แบบนี้จะเรียกว่าการรวมตัวพร้อมหน้าพร้อมตาได้อย่างไร ?
พวกเขาทานอาหารกันอย่างสนุกสนานที่บ้านของหลินต้าเหว่ย หลังจากทานอาหารเสร็จ บางคนก็คุยกัน บางคนก็ออกไปเดินเล่นใต้ต้นหนานที่สนามหญ้าหน้าบ้าน และบ้างก็ไปชอปปิ้งในตัวเจี้ยนหยางกับหลินเจียลี่
เมื่อพูดถึงเรื่องที่นอน ครอบครัวของหลินต้าเหว่ยและหลินเจียเหวยสามารถมานอนรวมกันได้อยู่แล้ว
แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญ แม้ว่าจะมีเตียงนอนไม่เพียงพอ แต่ที่บ้านของหลินต้าเหว่ยก็มีเครื่องนอนหลายชุด พวกเขาจึงนำวิธีที่ชาวชิงโจวใช้ในการเฉลิมฉลองหลังงานแต่งงานมาใช้ นั่นคือการวางเครื่องนอนบนพื้น
คนจำนวนมากไม่คุ้นเคยกับการนอนแบบนี้ อย่างเช่น เฉาเสวี่ยรุ่ย, หลินชู่, หลินอวี้, จูหัว , หลินผู่ และ หลินอี้ พวกเขาไม่เคยนอนกับพื้นแบบนี้มาก่อน
แม้ว่าจะไม่คุ้นชิน แต่ก็นอนที่นี่เพียงไม่กี่คืนเท่านั้น และเนื่องจากเป็นการนอนแปลกที่แปลกทาง พวกเขาจึงนอนหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ในคืนแรก
ยิ่งช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ท้องฟ้าจะสว่างเร็วกว่าที่ผ่านมา
ทั้งที่ยังเป็นเวลาเพียงตีห้าเท่านั้น แต่พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้าออกมาแล้ว
ลมยามเช้าพัดเย็นสบาย เมื่อทุกคนตื่นขึ้นมาแล้ว ด้วยการสนับสนุนของหลินต้าเหว่ยและหลินต้ากั๋ว ชายชราจึงพาทุกคนในครอบครัวไปเยี่ยมหลุมศพของบรรพบุรุษ ทำให้บ้านที่แต่เดิมวุ่นวาย จู่ ๆ ก็เงียบสงบลงทันตา เพราะเหลือเพียงแค่เจียงเสี่ยวไป๋และติงจงผิงเท่านั้นที่อยู่ที่นี่
ทั้งสองคุยกันขณะเตรียมอาหารเช้า
ติงจงผิงกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋ คุณท่านบอกฉันเมื่อคืนนี้ว่าเขาจะอยู่ที่ชิงโจวต่ออีกสักพักหนึ่ง”
เจียงเสี่ยวไป๋สะดุ้งอยู่ครู่หนึ่ง เรื่องนี้ไม่มีใครบอกเขาจริง ๆ หรืออาจเป็นเพราะเมื่อคืนนี้ทุกคนเห็นว่าเขากำลังยุ่งอยู่ก็เป็นได้
ในเวลานี้ หลังจากได้ยินคำพูดของติงจงผิง เขาก็ตกใจเล็กน้อยและโพล่งออกมาว่า “ลุงใหญ่ยอมให้คุณปู่อยู่ที่นี่ต่อจริง ๆ เหรอครับ ? ”
ติงจงผิงกล่าวว่า “กว่าคุณท่านจะได้กลับมาที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจะไม่เห็นด้วยได้อย่างไรล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับคุณปู่ แต่พี่ติง พี่…”
เมื่อมองไปที่ติงจงผิง เจียงสี่ยวไป๋ก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ที่จริงแล้วติงจงผิงไม่อยากให้ชายชราอยู่ที่ชิงโจวต่อ เพราะหากชายชราอยู่ที่ชิงโจวต่อ เขาก็จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบชายชรามากมาย
เมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเจียงเสี่ยวไป๋ ติงจงผิงก็พูดด้วยท่าทีหงุดหงิด “นี่คุณยินดีกับความโชคร้ายของฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ ? ”
“ไม่ ไม่ ไม่ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋รีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว “ผมแค่คิดว่ามันดีด้วยซ้ำที่พี่ได้อยู่ที่ชิงโจวต่อ เพราะบางทีพี่อาจจะมีเวลาสอนไทเก๊กผมด้วยก็ได้ ! ”
ติงจงผิงเหลือบมองมาที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดด้วยท่าทางรังเกียจ “ลืมมันไปเถอะ ถ้าคุณไม่มีความสามารถแบบชานชาน ฉันก็ไม่อยากเสียเวลามาสอนคุณ ! ”
นี่เขาโดนรังเกียจขนาดนี้เลยหรือ ?
เมื่อได้ยินคำนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เขาแค่พูดเล่นออกมาเท่านั้น ถ้าเขาอยากเรียนไทเก็กจากติงจงผิงจริง ๆ เขาคงจะขอให้ติงจงผิงสอนเขาไปนานแล้ว
มีหลายสิ่งที่คนเราสามารถชอบได้ แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้มันไปเสียทุกอย่างก็ได้
เจียงสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ถึงพี่อยากจะสอนผม ผมก็ไม่มีเวลาเรียนหรอก เพราะวัน ๆ หนึ่งผมยุ่งจะตายไป ! ”
ติงจงผิงยิ้มและพูดว่า “ถ้าคนอื่นพูดว่ายุ่ง ฉันก็คงเชื่อแบบนั้น แต่คุณบอกว่าคุณยุ่ง…”
เขาส่ายหัวด้วยท่าทางไม่เชื่อ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาเองก็สังเกตว่าเจียงเสี่ยวไป๋นั้นเป็นเจ้าของกิจการที่สบายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แม้ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นที่บริษัท เขาก็แค่สั่งการออกไปไม่กี่คำ แล้วที่เหลือก็ให้เลขาของเขาจัดการแทนทั้งหมด
และเขายังมองออกด้วยว่า ถ้าชายชราไม่อยู่ที่นี่ เจียงเสี่ยวไป๋ก็คงไม่คิดที่จะทำอาหารให้คนอื่นทานด้วยซ้ำ
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “งานยุ่งของผมอาจแตกต่างจากงานยุ่งของคนอื่น”
ติงจงผิงจึงถามออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ “ในเมื่อคุณมีหลักการของตัวเอง งั้นบอกฉันหน่อยว่างานยุ่งของคุณกับงานยุ่งของคนอื่นมันแตกต่างกันอย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “คนอื่นยุ่งอยู่กับการหาเงินและใช้ชีวิต แต่ผมแตกต่างออกไป เพราะผมไม่สนใจว่าผมจะหาเงินได้มากแค่ไหน แต่ผมสนแค่ว่าอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวให้ได้มากที่สุด และทำให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนอื่น ๆ ก็เท่านั้น”
ติงจงผิงฟังด้วยความตั้งใจและคิดตาม ก่อนที่เขาจะพูดว่า “มันก็จริง เหตุผลที่หลายคนยอมทำงานหนักก็เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นกันทั้งนั้น เพียงแต่พวกเขามักจะวางเกวียนไว้ข้างหน้าม้า และใช้เวลาทั้งชีวิตเพ่งความสนใจไปที่งาน จนละเลยครอบครัวไป…”
เหตุผลที่เจียงเสี่ยวไป๋คิดและทำไม่เหมือนใครก็เพราะเขาเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่ เขาต้องใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าที่จะได้ข้อสรุปนี้มา ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าติงจงผิงก็มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงถามออกมาว่า “แล้วพี่ล่ะ ? พี่เองก็ไม่ควรที่จะทุ่มเทกับงานจนลืมมอบความสุขให้กับครอบครัวด้วย ! ”
มีความโศกเศร้าบนใบหน้าของติงจงผิง หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า “ฉัน…ฉันไม่มีครอบครัวแล้ว นายก็เห็นว่าฉันอยู่ตัวคนเดียว ? ”
เป็นเวลาเกือบสองปีแล้วที่เขาได้พบกับติงจงผิง ที่จริงแล้วเขาเองก็ไม่รู้จักติงจงผิงดีนัก เขาเพิ่งจะรู้ตอนนี้ว่าแท้จริงแล้วติงจงผิงอยู่ตัวคนเดียว เขาจึงรีบพูดออกมาว่า “ขอโทษครับ ผมไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ! ”
ติงจงผิงโบกมือแล้วพูดว่า “ฉันเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ของฉันเสียชีวิตในสงคราม คุณท่านรับเลี้ยงฉันมาตั้งแต่ยังเด็ก และส่งฉันเรียนจนจบ…”
หลังจากพูดคุยกันสั้น ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตของเขา เจียงเสี่ยวไป๋ก็ตระหนักได้ว่าเหตุผลที่ติงจงผิง อยู่กับชายชราตลอดเวลาก็เพราะเขาถูกชายชรารับมาดูแล เมื่อเขาโตขึ้น แม้ว่าเขาจะทำงานดูแลชายชราก็ตาม แต่ทั้งสองคนก็ได้อยู่ด้วยกันเต็มเวลา และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเหมือนอย่างพ่อลูก
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น อาหารเช้าที่พวกเขาทำก็เกือบจะพร้อมแล้ว
ในเวลานี้ ชายชราและทุกคนในตระกูลหลินก็กลับมาพร้อมกัน
และเห็นได้ชัดว่ายังมีความโศกเศร้าปรากฏอยู่บนใบหน้าของทุกคน
เจียงเสี่ยวไป๋และติงจงผิงจึงได้เรียกทุกคนให้มาทานอาหารเช้าด้วยกัน
ขณะรับประทานอาหาร หลินต้าจ้าวก็ได้พูดกับชายชราว่า “พ่อครับ อีกสักพักผมจะไปทำงานกับต้ากั๋วและ เสี่ยวเหว่ยที่ถู่เฉิง ซึ่งถู่เฉิงก็ค่อนข้างที่จะห่างไกลความเจริญ ดังนั้นผมอาจจะไม่สามารถติดต่อกับพ่อได้สักสองสามวันนะครับ ! ”
ชายชราพูดว่า “แกไปทำงานของแกเถอะ ตราบใดที่เสี่ยวไป๋อยู่กับฉัน แกก็ไม่ต้องกังวล ! ”
หลินต้าจ้าวพยักหน้าและหันไปมองเจียงเสี่ยวไป๋เพื่อบอกเป็นนัยว่า ‘ฉันไม่จำเป็นต้องให้คำแนะนำอะไรนายหรอกใช่ไหม ฉันรู้ว่านายจะสามารถดูแลชายชราได้เป็นอย่างดี’
หลังอาหารเช้า หลินต้าจ้าว, หลินต้ากั๋ว, หลินต้าเหว่ย และหลินเจียอินก็ได้ออกเดินทาง ส่วนคนอื่นในครอบครัวหลินก็ยังอยู่ที่เจี้ยนหยางต่อ
ทุกคนรู้ดีว่านี่อาจเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกเขาหลายคนได้มาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้ในเจี้ยนหยาง