ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1403 จุดประสงค์ของชายชรา
ตอนที่ 1403 จุดประสงค์ของชายชรา
เจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าชายชรามีนิสัยที่ดื้อรั้นมาก ถ้าเขาบอกว่าเขาอยากไป เขาก็จะต้องไปให้ได้
เขาจึงพูดอย่างช่วยไม่ได้ “ได้ครับ ผมจะไปกับคุณปู่เอง ! ”
เมื่อชายชรามาที่นี่เป็นครั้งแรก เจียงเสี่ยวไป๋กังวลมากว่าข้ามูลของชายชราจะรั่วไหลออกไปจนคนอื่นรู้ ดังนั้นเขาจึงแทบไม่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาที่บ้านของเขา
แม้แต่พ่อบ้านเฉียวและคนรับใช้คนอื่น เขาก็ไม่ยอมให้เข้ามาในลานด้านในเป็นอันขาด
แต่หากชายชราต้องการอยู่ที่นี่ต่อ คงเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมไม่ให้ใครเข้ามาที่บ้านของเขาได้
นอกจากนี้ ชายชราก็ไม่ชอบให้ทำแบบนี้เหมือนกัน หลังจากพูดคุยกับเจียงเสี่ยวไป๋หลายครั้ง เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยอมทำตามคำแนะนำของชายชราแต่โดยดี
แต่ทุกคนก็รู้เพียงว่าชายชราเป็นเพียงชายชราที่เกษียณอายุธรรมดาเท่านั้น เหตุผลที่ก่อนหน้านี้ไม่ให้เขามาที่ลานด้านใน ก็เนื่องจากว่าหลินต้าจ้าวกำลังมา
ซึ่งเฉียวว่านซานและคนอื่นก็ไม่มีใครรู้ว่าหลินต้าจ้าวเป็นลูกชายของชายชรา
การมาเยือนเมืองชิงโจวของหลินต้าจ้าวได้ออกอากาศทางทีวี ทั้งเฉียวว่านซานและคนอื่น รวมถึงผู้คนใน เจียงวานต่างก็รู้จักตัวตนของหลินต้าจ้าวเป็นอย่างดี
เฉียวว่านซานตกใจกับตัวตนของหลินต้าจ้าว แต่เขาไม่ได้เชื่อมโยงชายชราและหลินต้าจ้าวว่าเป็นพ่อลูกกัน
เมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋ตกลงไปกับเขา ชายชราก็ยิ้มอย่างมีความสุขและพูดว่า “เอาล่ะ งั้นเราไปคุยกับลุงของนายกันเถอะ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้เดินออกไปข้างนอกด้วยกัน
ติงจงผิงพูดไม่ออก และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องติดตามพวกเขาทั้งสองไป
“คุณปู่ รอหนูด้วย ! ”
เจียงชานตะโกนตามหลัง และรีบจูงเชือกของเจียงซือวิ่งตามพวกเขาทั้งสามคนออกไป
เจียงเสี่ยวไป๋เดินไปพร้อมกับชายชรา โดยจับมือข้างหนึ่งของเขาไว้ ขณะที่เดินไป เขาก็พูดออกมาว่า “เดินเล่นเสร็จแล้วก็รีบกลับเถอะครับ ไม่งั้นจะทานอาหารเย็นสาย”
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะเล่นกับเจียงอันและเจียงห่าวสักพัก แล้วจึงค่อยไปทำอาหาร
แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องพาชายชราออกมาเดินเล่นก่อน
ชายชรายิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องรีบหรอก จะกินช้ากินเร็วก็เหมือนกันนั่นแหละ”
การได้ออกไปเดินเล่นทำให้เขากังวลเรื่องการทานอาหารเย็นน้อยลงไปอีก
ตอนนี้เป็นเดือนพฤษภาคมแล้ว ทำให้อากาศในเมืองชิงโจวค่อนข้างร้อน แต่เจียงวานนั้นไม่ร้อนมากนัก เพราะมันอยู่ใกล้ตีนเขาและใกล้กับแม่น้ำชิงเจียง เมื่อลมในแม่น้ำพัดเข้ามา ก็ช่วยพัดพาความร้อนออกไปได้มาก
ยิ่งหากเป็นตอนเย็น อากาศก็จะเย็นเข้าไปอีก
คนสี่คนและสุนัขหนึ่งตัวกำลังเดินอยู่บนถนนลาดยาง โดยที่ทั้งสองข้างทางปกคลุมไปด้วยสวนท้อ มีลูกท้อสีเขียวห้อยอยู่บนต้นท้อ บนต้นมีดอกสีซีดจางทั้งสองด้าน
“คุณทวด ถ้าคุณทวดอยู่ที่นี่นานกว่านี้ คุณทวดก็จะได้กินลูกท้อพวกนี้ด้วย ! ” เจียงชานพูดขึ้นมาเมื่อเธอเห็นลูกท้อสีเขียวเหล่านั้น
ชายชราพูดด้วยรอยยิ้ม “เยี่ยมมาก ฉันเองก็ไม่ได้กินลูกท้อของชิงโจวมานานหลายปีแล้วเหมือนกัน”
เจียงชานกล่าวว่า “แต่หากอยู่ที่นี่ คุณทวดจะกินเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ ดูสิคะ มีต้นท้ออยู่เต็มสองข้างทางเลยนะ”
ชายชราพยักหน้าและพึมพำออกมา “ใช่แล้ว พวกมันล้วนเป็นต้นท้อ ! ”
ในความทรงจำของเขา ตอนที่เขายังเป็นเด็ก มีต้นท้อหลายต้นขึ้นมาข้าง ๆ บ้านของเขา หลังจากที่ดอกท้อหล่นไป ก็จะมีลูกท้อขนาดเท่าผลวอลนัท ด้วยความที่มันมีกลิ่นหอม แมลงและผึ้งก็จะมาตอมเต็มต้น ไม่รอให้มันสุกด้วยซ้ำ เขาก็รีบเด็ดมากิน มันมีรสชาติที่ขมและฝาด ทว่ามันกลับเป็นอาหารอันโอชะที่หายากที่สุดแล้วในสมัยนั้น
ต่อมาหลังจากที่เขาไปอยู่ที่เทียนจิง เขาก็ได้ลูกท้อหลากหลายชนิด ลูกท้อลูกใหญ่ ฉ่ำ กรอบ และหอมอร่อย แต่เขาก็ไม่เคยมีความรู้สึกเหมือนกับการกินลูกท้อดิบเมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็ก
“คุณทวด ไปกันได้หรือยังคะ ! ”
“คุณทวดกำลังคิดอะไรอยู่หรือเปล่า ? ”
“คุณทวดได้ยินไหมคะ ! ”
จนกระทั่งเจียงชานตะโกนออกมาเป็นครั้งที่สาม ชายชราถึงได้มีสติกลับมาอีกครั้ง
ชายชรายิ้มและรีบเดินออกไปสองก้าว เพื่อให้ตามทันเจียงชาน “เมื่อหนูพูดถึงการกินลูกท้อ มันทำให้ทวดนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กขึ้นมา…”
เขาเล่าให้เจียงชานฟังเกี่ยวกับประสบการณ์การปีนต้นท้อเมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็ก
เจียงชานฟังและพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณทวด หนูยังไม่เคยได้ปีนต้นท้อเลย ! ”
ชายชราหัวเราะออกมาเสียงดัง “ชานชานเป็นเด็กผู้หญิง จะปีนต้นไม้ได้อย่างไร ต้องตั้งใจเรียนสิ…”
ชายชราและเด็กหญิงตัวน้อยพูดคุยและหัวเราะกันไปตลอดทาง ไม่นานก็เดินมาถึงเจียงวานโดยไม่รู้ตัว
ในตอนเย็น ควันจากการทำอาการลอยขึ้นมาจากทุกหลังคาเรือนในเจียงวาน ควันลอยจากหลังคากระเบื้องสีเขียวสู่ท้องฟ้า เต็มไปด้วยกลิ่นหอมกระทะที่โดนกับเครื่องปรุง
ช่วงเย็นอากาศดี ชาวบ้านต่างก็พากันพักผ่อนอยู่ในบ้าน เมื่อพวกเขาเห็นชายชราและเจียงเสี่ยวไป๋เดินมา พวกเขาก็รีบเข้าไปทักทายทันที
“ผู้เฒ่า ออกมาเดินเล่นอีกแล้วหรือ ! ”
“ผู้เฒ่า มานั่งที่บ้านฉันก่อน ฉันยังอยากฟังคุณเล่าเกี่ยวกับทิวทัศน์ของเมืองสี่สิบเก้าให้ฟังอยู่เลย ! ”
“เสี่ยวไป๋ มาสูบบุหรี่ด้วยกันก่อนสิ ! ”
“เสี่ยวไป๋ ช่วงนี้คงจะว่างสินะ ถึงมีเวลามาเดินเล่นรอบอ่าวแบบนี้ ! ”
“ชานชานไม่ไปโรงเรียนเหรอ เห็นอยู่ที่บ้านกับชายชราทุกวันเลย ! ”
“เสี่ยวไป๋ เย็นนี้มาทานอาหารเย็นที่บ้านของฉันก่อนสิ ? ฉันก็ทำกุ้งเครย์ฟิชอบน้ำมันด้วยนะ มาลองชิมดูว่ารสชาติเหมือนของแท้ไหม”
“ท่านผู้เฒ่า เข้ามาดื่มชาสักถ้วยก่อน นี่เป็นชาที่ลูกสาวของฉันนำกลับมาจากในเมือง เธอบอกว่าเธอซื้อมาจากที่อื่น…”
“……”
ใครก็ตามที่เห็นพวกเขาเดินผ่านมา ต่างก็ทักทายกันหมด ส่วนชายชราก็ตอบด้วยรอยยิ้มเสมอ
เมื่อมีคนยื่นบุหรี่ให้ เขาจะรับมา แต่เขาไม่สูบ
อันที่จริง เขาก็กังวลเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะติงจงผิงจะคอยมองดูเขาอย่างกระตือรือร้น และบอกว่าถ้าเขาสูบบุหรี่ จะไม่ให้เขาออกมาเดินเล่นอีก
เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องถือมันไว้ในมือหรือแนบหู แล้วตอบชาวบ้านไปว่า “ฉันเพิ่งสูบมาเอง ! อันนี้จะเก็บไว้สูบในภายหลังก็แล้วกัน ! ”
ระหว่างทาง เขาเดินไปคุยกับชาวบ้านไปอย่างมีความสุข และในที่สุดก็มาถึงบ้านของเจียงไห่เทียนโดยไม่รู้ตัว
“ผู้เฒ่า คุณมาแล้วเหรอ ! ”
“มา ๆ นั่งลงก่อน นั่งลงก่อน ! ”
เมื่อเห็นชายชราเดินมา เจียงไห่เทียนก็ทักทายเขาอย่างอบอุ่น ยกเก้าอี้มาวางไว้ตรงกลางสนามหญ้า และช่วยพยุงชายชราให้นั่งลง
เจียงเสี่ยวไป๋ยังยกเก้าอี้อีกสองตัวมา ตัวหนึ่งให้ติงจงผิงและอีกตัวหนึ่งเอาให้ตัวเองนั่ง
ชายชรานั่งลงแล้วพูดกับเจียงไห่เทียนด้วยรอยยิ้ม “ฉันออกมาเดินเล่นเพราะไม่มีอะไรทำ มันน่าเบื่อ พอได้พูดคุยกับชาวบ้านระหว่างทางที่เดินมัน มันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น”
เจียงไห่เทียนยิ้มและพูดว่า “อยู่แต่ในบ้านทุกวันก็ไม่ดี คุณต้องหาเวลาออกมายืดกล้ามเนื้อบ้าง อากาศในเจียงวานนั้นสดชื่น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณมาก ! ”
ชายชราพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ฉันถึงอยากออกมาเดินเล่น และพูดคุยกับชาวบ้านที่นี่ให้มากขึ้น”
หลังจากพูดจบ เขาก็ถามว่า “ไห่เทียน วันนี้คุณยุ่งไหม ? ”
เจียงไห่เทียนพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ผมไม่มีอะไรทำแล้วล่ะ ตอนบ่ายก็เพิ่งไปช่วยน้องเล็กดูปลาที่เขาเลี้ยงมา”
ชายชราพูดว่า “อย่างน้อยก็ทำตัวมีประโยชน์กว่าฉัน ตอนนี้ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่คุณยังทำงานได้ไปอีกสิบยี่สิบปีเลย ! ”
เจียงไห่เทียนยิ้มและพูดว่า “ผมเองก็อยากทำงานเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เสี่ยวจี๋ เสี่ยวโจว และคนอื่นไม่ยอมให้ผมทำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ! ”
ชายชราพูดว่า “อย่าไปฟังพวกเขา แค่ทำตามที่ใจต้องการก็พอ หากว่ารบกวนคนอื่นมากเกินไปก็ทำคนเดียว ใครว่าคนแก่แล้วจะทำอะไรไม่ได้ ? ”
“เราทำสิ่งที่เราทำได้ และมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร”
เจียงไห่เทียนพูดด้วยรอยยิ้ม “ผมฟังผู้เฒ่าพูดก็รู้สึกสบายใจ พูดตามตรงผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน หากว่าผมเบื่อและไม่ไหวจริง ๆ ผมก็จะหาอะไรทำคนเดียวให้มันรู้แล้วรู้รอดไป”
ในเวลานี้ เจียงไห่โปก็เดินเข้ามาในลานบ้านและพูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้เฒ่า ตอนที่ผมเห็นคุณเดินมาทางนี้ ผมก็รีบเดินตามคุณมาเลย”
ชายชราพูดด้วยรอยยิ้ม “ดีใจที่คุณมา ยิ่งมีคนเยอะ ก็ยิ่งมีชีวิตชีวามากขึ้นไปอีก”
เจียงไห่โปพูดว่า “ผู้เฒ่า คุณอยากจะเล่นไพ่กับผมสักตาไหมล่ะ ? ”
ทันใดนั้น ชายชราก็ดูมีพลังขึ้นมาและพูดว่า “เอาล่ะ รีบไปย้ายโต๊ะแล้วมาเล่นกันตรงนี้เลย”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง การที่ชายชราบอกว่ามาเดินเล่นนั้นล้วนเป็นข้ออ้างทั้งสิ้น เขาเพียงแค่ต้องการมาหาเจียงไห่เทียนและเจียงไห่โปเพื่อเล่นไพ่กับพวกเขา
นับตั้งแต่ที่เขาเล่นไพ่กับเจียงไห่เทียนและเจียงไห่โปในวันนั้น ชายชราก็ติดใจและบ่นอยากมาเล่นอยู่หลายครั้ง