ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1413 มหาวิทยาลัยซานเหอ
ตอนที่ 1413 มหาวิทยาลัยซานเหอ
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋พูดจบ เขาก็หยิบแบบสำรวจทางธรณีวิทยาของหม่าเจียซานขึ้นมา ทว่าเขาก็ไม่ได้มอบให้ใครเลย แต่ถามออกมาแทนว่า “การออกแบบนี้เรียบง่าย ใครในพวกคุณสามคนที่อยากรับงานนี้บ้าง ? ”
ลู่จือเจี้ยน ผางต้าไห่ และโม่เสี่ยวฉีต่างก็หันไปมองหน้ากัน
ในที่สุด โม่เสี่ยวฉีก็ลุกขึ้นไปหยิบแบบสำรวจทางธรณีวิทยาของหม่าเจียซานขึ้นมา แล้วพูดว่า “ผมรับทำงานนี้เองครับ ! ”
ลู่จือเจี้ยนและผางต้าไห่ไม่ได้โต้เถียงกับเขา อย่างที่เจียงเสี่ยวไป๋กล่าว การออกแบบบ้านตั้งถิ่นฐานชั่วคราวนี้เรียบง่ายมากและสามารถสร้างได้ด้วยการทำงานล่วงเวลาเพียงสองครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋ส่งภาพให้โม่เสี่ยวฉี และพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณที่ยอมทำงานหนัก อาจารย์โม่ ! ”
ใบหน้าของโม่เสี่ยวฉีเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้นก็พูดด้วยท่าทางเขินอายว่า “ผู้ช่วยเจียง อย่ามาล้อกันเล่นแบบนี้ ใครเป็นอาจารย์กัน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ด้วยระดับความสามารถปัจจุบันของคุณ คุณเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของประเทศ เราที่มีความสามารถ และตอนนี้ก็สามารถเรียกคุณได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมได้แล้ว ! ”
ด้วยความก้าวหน้าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะในแง่ของแนวคิดการออกแบบ หรือความสามารถในการลงมือปฏิบัติ โม่เสี่ยวฉีดูจะพัฒนาไปมากแล้ว เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับการประเมินที่สูงเช่นนี้จากปากของเจียงเสี่ยวไป๋
ในขณะที่เขากำลังหน้าแดง เขาก็แอบมีความสุขและพูดอย่างรวดเร็วว่า “ที่ฉันสามารถก้าวหน้ามาได้ขนาดนี้ก็เพราะได้คำแนะนำของคุณต่างหาก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ฉันไม่ได้แนะนำอะไรคุณเลย อาจารย์ของคุณยังนั่งอยู่ตรงนี้ คุณจะมาให้เครดิตฉันแทนได้อย่างไร ! ”
ลู่จือเจี้ยนหัวเราะออกมาเสียงดัง “ผู้ช่วยเจียง คุณเองก็เป็นคนที่ให้คำแนะนำกับฉันเหมือนกัน เสี่ยวฉีพูดถูกแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋รีบถ่อมตัวทันที
พวกเขาพูดคุยและล้อเล่นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเจียงเสี่ยวไป๋ก็มองดูเวลาและประเมินว่าเกือบจะถึงเวลาทานข้าวแล้ว เขาจึงลุกขึ้นและพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเราไปกินข้าวและดื่มด้วยกันสักหน่อยเถอะครับ ระหว่างกินเราก็ค่อยคุยกันไปด้วยได้”
ลู่จือเจี้ยน, ผางต้าไห่ และโม่เสี่ยวฉีย่อมเห็นด้วยอยู่แล้ว
พวกเขาทั้งสามเดินตามเจียงเสี่ยวไป๋ไปที่ห้องทานอาหารเล็ก ๆ
หลังจากได้รับคำสั่งจากเจียงเสี่ยวไป๋ ถานหย่งเซิงก็ได้เตรียมโต๊ะให้พวกเขาทั้งสี่คน ซึ่งแยกโต๊ะกับชายชราและคนอื่น
เพื่อความสะดวกในการพูดคุยกัน จึงได้แยกโต๊ะออกมานั่งกินกันแค่สี่คนเท่านั้น
อาหารที่จัดเตรียมไว้ต้อนรับแขกทั้งสามคนก็มีไม่น้อยเช่นกัน มีหม้อไฟสองหม้อ ผัดแห้งและหม้อซุป อาหารอีกแปดอย่างที่ทำจากเนื้อสัตว์สี่เมนูและผักอีกสี่เมนู พร้อมด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอีกสี่อย่าง ซึ่งก็วางไว้เต็มโต๊ะที่พวกเขาอยู่
เจียงเสี่ยวไป๋ยังหยิบเหล้าเหมาไถออกมาสองขวดเป็นกรณีพิเศษ
ลู่จือเจี้ยนเห็นแบบนั้นก็ได้ยิ้มและพูดว่า “ตอนนี้ถือว่ายากมาที่จะหาซื้อเหล้าเหมาไถได้สักขวดในชิงโจว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ที่ได้ฟังก็ไม่ตอบอะไรออกมา
สาเหตุหลักก็เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
แม้ว่าตอนนี้เจียงเจียกรุ๊ปจะสร้างนครเหล้าเจี้ยนหยางขึ้นมาที่อำเภอเจี้ยนหยาง ซึ่งเป็นที่ผลิตแบรนด์เหล้าหลายร้อยยี่ห้อ แต่เขาก็ยังคงยืนกรานที่จะสะสมเหมาไถอยู่ดี
เขาไม่สนใจเหล้าเหมาไถที่อื่น ในเมื่อเขาอยู่ที่ชิงโจว เขาก็จะกว้านซื้อเหมาไถในชิงโจวมาเก็บรวมรวมไว้ทั้งหมด
คนในชิงโจว แม้แต่ผู้นำอย่างฉีเย่ผิง, ถังจิงเทียน และหลี่หมิงซานก็ไม่สามารถหาซื้อเหล้าเหมาไถพวกนี้มาดื่มได้
แน่นอนว่าในฐานะผู้นำของเมืองชิงโจว พวกเขาถึงกับต้องอดดื่มเหมาไถ ไม่ว่าจะเป็นเป็นการส่วนตัวหรืองานเลี้ยงในที่ทำงาน พวกเขาก็จะต้องซื้อเหล้าของเจียงเจียกรุ๊ปเท่านั้น
แต่ทว่าเนื่องจากเจียงเจียกรุ๊ปมีเหล้าหลากหลายเกรดและหลายยี่ห้อผลิตออกมาจำหน่าย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะไม่มีเหล้าดี ๆ ให้ดื่ม
เจียงเสี่ยวไป๋รวบรวมเหล้าเหมาไถทั้งหมดในชิงโจวมาไว้คนเดียว เมื่อลู่จือเจี้ยนพูดแบบนี้ออกมา โดยธรรมชาติแล้วเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะตอบคำถามนี้
ลู่จือเจี้ยนยิ้มและพูดว่า “แต่ถ้าได้ดื่มก็คงดี ! ”
ขณะที่พูดล้อเล่นออกมา พวกเขาทั้งสี่ก็เริ่มกินและดื่มกัน
ขณะกินและดื่มนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ยังได้แบ่งปันความความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตให้พวกเขาฟังโดยไม่ลังเลใจอีกด้วย
ทั้งที่ในความเป็นจริง เจียงเสี่ยวไป๋ได้บอกเนื้อหาพวกนี้กับลู่จือเจี้ยนและคนอื่นไปแล้วครั้งหนึ่งอย่างละเอียดตั้งแต่เริ่มจนจบ
เพียงแต่ในเวลานั้น ด้วยความเข้าใจที่มีจำกัดของพวกเขา ทำให้พวกเขาเข้าใจข้อมูลแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น
แต่หลังจากการสะสมความรู้ผ่านมาสองปี หลังจากที่ทั้งสามคนได้เข้าร่วมกับเจียงเจียกรุ๊ปและได้ออกแบบมาหลายโครงการ ทำให้รากฐานของพวกเขามีมากขึ้น เมื่อได้กลับมาฟังที่เจียงเสี่ยวไป๋พูดอีกครั้ง ทั้งสามก็เข้าใจอะไรหลายอย่างและได้รับประโยชน์มากมายจากการฟังในครั้งนี้
นอกจากนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ยังได้เผยแพร่เนื้อหาเพิ่มเติมที่ไม่เคยพูดถึงมาก่อนในครั้งนี้อีกด้วย
ทำให้ลู่จือเจี้ยนและอีกสองคนรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่พวกเขาได้ยินในครั้งนี้
ตอนแรกก็คิดว่าการมาเยี่ยมบ้านของเจียงเสี่ยวไป๋ในครั้งนี้ คงไม่ได้ประโยชน์อะไร
หลังจากที่พวกเขาย้อนกลับไปตกผลึกความคิดกับสิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋พูดในวันนี้ ก็ทำให้พวกเขาเข้าใจและสามารถเอาความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมเพิ่มขึ้น
ลู่จือเจี้ยนถอนหายใจและพูดว่า “ผู้ช่วยเจียง ฉันยังต้องการคุยกับคุณอยู่อีกเยอะ ! ”
ผางต้าไห่พยักหน้า “ใช่ ก่อนจะคุยกับคุณ ผมคิดว่าตัวเองก้าวหน้าพอแล้ว แต่พอคุยกับคุณ ผมพบว่าผมยังต้องพัฒนาอีกมาก และยังห่างไกลจากคำว่าก้าวหน้า”
โม่เสี่ยวฉีกล่าวว่า “ผู้ช่วยเจียง อย่าแค่หลอกให้เรามาเข้าร่วมกับเจียงเจียกรุ๊ป พอเราเข้าร่วมก็เพิกเฉยเราแบบนี้สิ หากคุณต้องการให้เราก้าวหน้ามากกว่านี้ คุณต้องหาเวลามาพูดคุยกับเราเป็นครั้งคราว”
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่ทั้งสามคนแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ที่จริงที่วันนี้ฉันได้เชิญพวกคุณทั้งสามมาที่นี่ นอกเหนือจากเชิญมาทานอาหารแล้ว ฉันยังมีอีกเรื่องที่จะพูดคุยด้วย”
“มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ” จู่ ๆ ลู่จือเจี้ยนก็เกิดความสนใจ เขามองตรงไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และพูดด้วยความกระตือรือร้น
ผางต้าไห่และโม่เสี่ยวฉีทำเช่นเดียวกัน ทั้งคู่หยุดตะเกียบในมือลงและมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความคาดหวัง
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “เมื่อเร็ว ๆ นี้ เมืองกำลังส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสี่แห่งอย่างแข็งขัน พวกคุณทุกคนก็รู้เรื่องนี้ดี”
ลู่จือเจี้ยน, ผางต้าไห่ และโม่เสี่ยวฉีต่างก็พยักหน้า
ความก้าวหน้าของนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งสี่ก็เป็นหน้าที่ของสถาบันการออกแบบของพวกเขา ดังนั้นโครงการที่พวกเขารับผิดชอบจำนวนมากจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนและการออกแบบไปทีละแห่ง
ปัจจุบันพวกเขามีเพียงโครงร่างของโครงการ ซึ่งเป็นแผนที่เจียงเสี่ยวไป๋ทำไว้ก่อนหน้านี้ และพวกเขายังไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดของโครงการอะไรเลย
ลู่จือเจี้ยนพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น “ผู้ช่วยเจียง แล้วคุณได้คิดแผนไว้ไหมว่าจะให้โครงการนี้ออกมาเป็นประมาณไหน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและกล่าวว่า “ฉันคิดไว้แล้ว เมื่อแผนเสร็จสิ้น ฉันจะให้พวกคุณสามคนรับผิดชอบในการดำเนินการ แต่ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาสักระยะ”
ปรากฎว่านี่คือสิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋กำลังทำอยู่ในห้องทำงานของเขาทุกวันนี้หลังจากที่ผละตัวออกมาจากชายชราได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาบอกคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องนี้
ลู่จือเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังหลังจากได้ยินคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋
เขาใช้เวลาว่างมาวางแผนเรื่องนี้ และคิดว่าเขาต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ !
แต่ไม่คาดคิดว่าจะยังช้าอยู่ และต้องรอไปอีกสักพักกว่าที่แผนการนั้นจะเสร็จสิ้น
แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้เช่นกัน โปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ แบบนี้ไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในชั่วข้ามคืน อย่างไรพวกเขาก็ต้องรออย่างอดทน
เมื่อมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ ลู่จื่อเจี้ยนก็ถามว่า “แล้วคุณต้องการคุยกับพวกเราเรื่องอะไรกันแน่ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ในบรรดานิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งสี่แห่ง ฉันกำลังวางแผนสร้างเมืองมหาวิทยาลัยทางทิศใต้ และตั้งชื่อมหาวิทยาลัยแห่งแรกเป็นมหาวิทยาลัยซานเหอ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยครบวงจร ที่มีการวางแผนจะเปิดสาขาหลักด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมด้วย และจะเปิดสองสาขาย่อยคือสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และสถาปัตยกรรมโบราณ ซึ่งฉันคิดว่าคุณลู่น่าจะเหมาะมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยนี้ โดยดำรงตำแหน่งคณบดีของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์”
อ่า ?
ลู่จือเจี้ยนตกตะลึงทันทีเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็กลับมามีสติอีกครั้งและพูดว่า “จะให้ฉันเป็นคณบดีอย่างนั้นเหรอ ? ไม่ ไม่ ฉันวาดรูปได้ แต่ฉันไม่สามารถสอนใครได้หรอก”
เจียงเสี่ยวไป๋ชี้ไปที่ผางต้าไห่และโม่เสี่ยวฉี ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณลู่ คุณบอกว่าคุณไม่สามารถเป็นครูได้ แต่คุณก็สามารถดูแลเด็กฝึกงานทั้งสองคนนี้ได้ดีเลยนี่ ! ”