ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1414 แค่พูดมันออกมา คุณก็รู้ว่ามีปัญหาแล้ว
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1414 แค่พูดมันออกมา คุณก็รู้ว่ามีปัญหาแล้ว
ตอนที่ 1414 แค่พูดมันออกมา คุณก็รู้ว่ามีปัญหาแล้ว
หลังจากจัดการกับลู่จือเจี้ยน, ผางต้าไห่ และโม่เสี่ยวฉีแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ท้ายที่สุดแล้ว ในที่สุดลู่จือเจี้ยนก็ตกลงที่จะรับหน้าที่เป็นคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย ซานเหอ
นับตั้งแต่ที่หลินต้าจ้าวบอกกับเขาครั้งล่าสุดว่าต้องการให้เจียงเจียกรุ๊ปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังทั่วประเทศ เขาก็ตระหนักว่ายังมีผู้คนที่มีความสามารถในด้านสถาปัตยกรรมสมัยใหม่น้อยเกินไป
เพื่อตอบสนองความต้องการคนที่มีความสามารถในอนาคต เขาจึงพิจารณาจัดตั้งมหาวิทยาลัยสถาปัตยกรรมขึ้นมาทันที ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลู่จือเจี้ยนนั้นเหมาะสมแล้วที่จะเป็นคณบดีของมหาวิทยาลัย
นี่เป็นจุดประสงค์ในการที่เขาเรียกลู่จือเจี้ยนมาทานอาหารเย็นในวันนี้
แน่นอนว่ายังมีปัญหาอีกประการหนึ่ง ซึ่งปรากฏชัดเจนในอีกหลายทศวรรษต่อมา
กล่าวคือ ในมหาวิทยาลัยทุกแห่งในรุ่นหลัง ๆ สาขาวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นเพียงสถาปัตยกรรมตะวันตกเท่านั้น และไม่มีสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และศิลปะของจีน เช่น ฮวงจุ้ย โครงสร้างร่องและเดือย เป็นต้น ยกเว้นเพียงไม่กี่คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่และบริษัทก่อสร้างส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันมากนัก
แต่นั่นคือแก่นแท้ทางวัฒนธรรมของประเทศจีน !
ในฐานะบุคคลที่เกิดใหม่ เจียงเสี่ยวไป๋ตระหนักถึงปัญหานี้ขึ้นมา และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้สังคมนี้พัฒนาไปเหมือนในชีวิตก่อนแน่นอน
วัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศจะต้องมีคุณค่า ทุกคนจะต้องช่วยกันปกป้องและอนุรักษ์ไว้ และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้เขาทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการสร้างพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว ถนนแห่งวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และยังตั้งใจวางโครงการทั้งสองนี้ไว้ใกล้บ้านของเขามาก
แม้ว่าจะทำไปมากมายแล้ว แต่เนื้อหาบางส่วนก็ยังไม่ครอบคลุม เช่น การคุ้มครองและการสืบทอดอาคารโบราณ
ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยสถาปัตยกรรมที่เขาวางแผนไว้ จึงถูกแบ่งออกเป็นสองสาขาย่อย
ภาควิชาหนึ่งคือภาควิชาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และอีกภาควิชาคือภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรมดั้งเดิม
และเขายังจะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกศิลปะสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมอีกด้วย
เพราะเมื่อถึงเวลานั้น หลินฉางเกิงก็คงจะแก่มากแล้ว !
ชื่อเสียงด้านศิลปะสถาปัตยกรรมโบราณของเหล่าหลินเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการตีพิมพ์หนังสือ “การวิจัยศิลปะสถาปัตยกรรมโบราณของจีน” ออกมา สถานะของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นและเขาได้กลายเป็นปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่อย่างแท้จริง
บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋ถูกสร้างขึ้นภายใต้การควบคุมของเหล่าหลิน โดยการรื้อถอนบ้านและห้องโถงบรรพบุรุษของตระกูลเฉินมาสร้างที่นี่
นอกจากนี้ การตีพิมพ์หนังสือของเหล่าหลินยังได้รับการสนับสนุนจากเจียงเสี่ยวไป๋ และเขายังเป็นคนติดต่อสำนักพิมพ์ให้ด้วยตัวเอง
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา จำนวนครั้งที่เขาไปบ้านเหล่าหลินอาจจะไม่บ่อยนัก แต่เขายังคงไปเยี่ยมอีกฝ่ายเสมอในช่วงวันหยุดหรือวันเกิดของชายชรา
แม้บางครั้งเมื่อเขายุ่งจนไม่มีเวลา เขาก็จะให้เฉินซินไปพาเหล่าหลินไปที่ร้านเพื่อนวดเท้าและกินข้าวอบหม้อดิน เพื่อที่ชายชราจะได้ไม่เหงา
เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเหล่าหลินนั้นเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อนเก่าเลยก็ว่าได้
แต่ทว่าเรื่องนี้ เขายังไม่ได้พูดคุยกับเหล่าหลินเกี่ยวกับการเปิดสาขาสถาปัตยกรรมดั้งเดิม
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้กังวลกับมันเลย
เพราะเจียงเสี่ยวไป๋เชื่อว่าตราบใดที่เขาเปิดปาก เหล่าหลินก็จะเต็มใจที่จะใช้พลังที่เหลือของเขาเพื่อสนับสนุนเรื่องนี้อย่างแน่นอน
เมื่อความคิดของเขาสงบลง เจียงเสี่ยวไป๋ก็กลับเข้ามาในบ้าน
วันนี้เขามัวแต่คุยธุระ จนไม่ได้ดูแลชายชราเลยทั้งวัน
คิดได้แบบนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็เดินไปที่สวนหลังบ้านทันที
ใต้ต้นหนานใหญ่ในสวนหลังบ้าน ชายชรา เจียงไห่เทียน เจียงไห่หยาง และเจียงไห่โปกำลังเล่นไพ่นกกระจอกกันอย่างดุเดือดและสนุกสนาน
ชายชรารู้สึกว่าวันนี้เขานั่งเล่นไพ่นกกระจอกนานมากแล้ว และเมื่อเขาเห็นเจียงเสี่ยวไป๋เดินเข้ามา เขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “แขกกลับไปกันแล้วเหรอ ? ”
“ใช่ครับ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าแล้วพูดว่า “เราไปกันเถอะครับ ! ”
หลังจากตอบออกไป เขาก็ถามต่อว่า “แล้ววันนี้คุณปู่เล่นไพ่เป็นอย่างไรบ้างครับ ? ”
ชายชราหัวเราะอย่างเต็มที่และพูดว่า “ฉันเล่นกับลุงของนายทีไร ฉันก็ชนะเขาเสมอแหละ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเล่นนานเกินไป คุณปู่ต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะครับ”
“การเล่นก็ถือเป็นการพักผ่อนเหมือนกัน ! ” หลังจากได้ยินคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋ ชายชราก็ไม่พอใจเล็กน้อย ที่ถูกห้ามไม่ให้เล่นไพ่นานทั้งที่อารมณ์ของเขากำลังดี เขาจึงพูดด้วยความโกรธ “นายก็ไปทำงานของนายสิ จะมาห้ามฉันทำไม ! ”
เขาชี้ไปที่เจียงไห่เทียนและคนอื่น “พวกเขายังไม่เห็นจะว่าอะไรฉันเลย นายเป็นคนเดียวที่ชอบห้ามนู่นห้ามนี่ฉันตลอด ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ได้แต่ยิ้มออกมา และพูดว่า “พวกเขาก็เอาเวลาไปเล่นไพ่ตลอด จะเอาเวลามาสนใจคุณปู่ได้อย่างไรครับ ? ”
ชายชรามองดูทั้งสามคนแล้วพึมพำออกมา “ไอ้หยา…ก็พวกเขายังหนุ่มยังแน่นกันอยู่ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋แทบจะหัวเราะออกมากับคำพูดของชายชรา ลุงของเขาอายุหกสิบเศษเกือบเจ็ดสิบแล้ว พ่อของเขาก็อายุเกินหกสิบเช่นกัน และอาสามของเขาก็อายุห้าสิบปีแล้ว แต่ชายชรากลับบอกพวกเขาว่ายังหนุ่มยังแน่นกันอยู่
แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว ชายชราก็อายุเกือบจะร้อยปีแล้ว ก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลที่เขาจะบอกว่าลุงใหญ่และคนอื่นยังหนุ่มกันอยู่
เมื่อคิดดูแล้ว เขาก็ไม่อยากห้ามความสุขของชายชรามากนัก จึงพูดว่า “เอาล่ะ ตราบใดที่ร่างกายของคุณปู่ทนได้ คุณปู่ก็สามารถเล่นได้ตามที่ต้องการเลยครับ ! ”
เมื่อชายชราได้ยินเช่นนั้น เขาก็ดีใจมาก และกล่าวชมด้วยรอยยิ้มทันทีว่า “ฉันคิดว่านายก็เป็นคนมีเหตุผลเหมือนกัน ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง และปล่อยให้ชายชรานั่งเล่นไพ่ต่อไป ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือคำชมเชยที่ว่า “นายก็เป็นคนมีเหตุผลเหมือนกัน ! ”
ไม่คิดว่าคุณปู่จะยกย่องเขาออกมาโดยตรงเช่นนี้จริง ๆ !
แบบนี้ควรให้รางวัลดอกไม้สีแดงดอกใหญ่ด้วยหรือไม่ ?
ติงจงผิงที่กำลังเฝ้าดูเจียนชานฝึกฝนทักษะของเธออยู่ ก็ได้ยินการสนทนาระหว่างเจียงเสี่ยวไป๋และชายชราเหมือนกัน มุมปากของเขากระตุกอย่างรุนแรง เมื่อเขาเห็นเจียงเสี่ยวไป๋เดินเข้ามา เขาก็พูดด้วยความโกรธ “คุณพูดแบบนั้นกับคุณท่าน แล้วในอนาคตฉันจะหยุดเขาไม่ให้เล่นไพ่ได้อย่างไร หากฉันพูดอะไรออกไป เดี๋ยวเขาก็คงบอกว่าขนาดเจียงเสี่ยวไป๋ยังไม่ห้ามฉันเลย ? ”
“บอกฉันที แล้วแบบนี้ในอนาคตฉันจะควบคุมเขาได้อย่างไร”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “พี่ติง พี่เข้มงวดเกินไป ความสุขของคุณปู่สำคัญกว่าการดูแลสุขภาพอย่างเข้มงวดอยู่แล้วครับ พี่อย่ากังวลให้มันมากเลย…”
“ดังคำที่ว่าไว้ แค่ยิ้มครั้งเดียวก็ทำให้อายุยืนเป็นสิบปี ! ”
“พี่แค่ทำให้คุณปู่มีความสุขก็พอครับ ! ”
ไม่ใช่ว่าติงจงผิงจะไม่เข้าใจหลักการของเรื่องนี้ แต่เขาแค่กังวล เขาเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “แต่นั่นจะสำเร็จไม่ได้หากปราศจากการควบคุมที่เข้มงวดด้วย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “อย่ามองคำพูดรุนแรงของชายชราเป็นหลักสิครับ จริง ๆ แล้วเขารู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร แต่เมื่อเขากำลังสนุก อย่าไปห้ามเขาเลย ถึงเวลา เขาจะหยุดเองครับ ! ”
ติงจงผิงเหลือบมองชายชราที่เริ่มเล่นไพ่อีกครั้งด้วยความสนใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า “ฉันก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม เขาหยุดพูดเรื่องนี้แล้วชี้ไปที่เจียงชานที่กำลังฝึกซ้อมหอกของเธออยู่ และพูดว่า “เธอควงหอกได้สวยมากตอนนี้ น่าจะสามารถควงเป็นวงกลมได้แล้ว ! ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ติงจงผิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจ และพูดด้วยรอยยิ้ม “ชานชานถือเป็นหนึ่งคนที่มีความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้จริง ๆ ! ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็มองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋อย่างเศร้า ๆ และพูดว่า “แต่น่าเสียดาย คุณคงไม่มีวันปล่อยให้เธอเข้าสู่เส้นทางของศิลปะการต่อสู้หรอก ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “พี่ติง คุณพูดถูก หากคุณต้องการให้เธอเข้ารับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง ผมคงไม่ปล่อยให้เธอไปเอาดีด้านนั้นจริง ๆ หรอก ! ”
ติงจงผิงกลอกตา ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นคนที่ฝึกฝนวรยุทธ์มานาน จึงมีสายตาที่เฉียบคมอยู่บ้าง เขาแค่รู้สึกว่ามันน่าเสียดาย และได้แต่พูดว่า “แต่ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ยังอยากให้เธอฝึกฝนบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เสียทักษะของเธอไป ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “แน่นอนว่า การฝึกฝนศิลปะการต่อสู้นั้นดีต่อสมรรถภาพทางกาย และชานชานเองก็ชอบมันมาก เรื่องนี้ผมจะห้ามไม่ให้เธอฝึกเลยก็ไม่ได้หรอกครับ”
ติงจงผิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างได้ จึงมองไปที่ติงจงผิงแล้วพูดว่า “ทำไมจู่ ๆ พี่ถึงพูดแบบนั้นล่ะ ? …มีอะไรหรือเปล่าครับ ? ”
ติงจงผิงเหลือบมองเขา แล้วยิ้มอย่างขมขื่น “คุณนี่.. ฉลาดจริง ๆ แค่ฉันพูดออกมาเท่านี้ คุณก็ได้ยินถึงปัญหาแล้ว ! “