ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1459 ความสัมพันธ์ระหว่างชิงโจวและถู่เฉิง
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1459 ความสัมพันธ์ระหว่างชิงโจวและถู่เฉิง
ตอนที่ 1459 ความสัมพันธ์ระหว่างชิงโจวและถู่เฉิง
ความตั้งใจของเจียงเสี่ยวไป๋เพียงแค่เดินมาทักทายเพียงเท่านั้น
ส่วนเรื่องกินข้าวด้วยกัน เรื่องนั้นเขาไม่สนใจเลยจริง ๆ
สาเหตุหลักเลยก็คือถังจิงเทียนและพ่อตาของเขากำลังจะมาในเร็ว ๆ นี้
ว่านเหยียนฟู่และถังจิงเทียนต่างก็อยู่ในสถานะและระดับเดียวกัน ถ้าเกิดว่าพวกเขาเจอกัน มันก็จะกลายเป็นการพบกันระหว่างผู้นำทั้งสอง และสุดท้ายก็จะกลายเป็นการร่วมรับประทานอาหารของท่านผู้นำ ซึ่งหลินเจียอินและเขาล้วนไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลินต้าเหว่ยและหลัวฉางเซิง
แน่นอนว่ามื้ออาหารแบบนี้คงน่าอึดอัดไม่น้อย
ดังนั้น ก่อนที่หลินเจียอินกับว่านเหยียนฟู่จะพูดเชิญชวนออกมา เจียงเสี่ยวไป๋จึงเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อนว่าไม่สามารถไปร่วมมื้ออาหารด้วยได้
ซึ่งหลินเจียอินเองก็เข้าใจดี เธอชินกับมันแล้ว
ว่านเหยียนฟู่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะเขาอยากรู้จักกับเจียงเสี่ยวไป๋มากขึ้น แต่เขาก็ทำได้เพียงยิ้มและพูดว่า “ไว้ครั้งหน้านะ ผู้ช่วยเจียงคุณเข้าไปก่อนเลย”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมยังรอคนอีกสองสามคนอยู่ ผู้ว่าว่านเข้าไปก่อนเลย”
ว่านเหยียนฟู่พยักหน้าและพูดกับหลินเจียอิน “ประธานหลิน เช่นนั้นเราไปกันเถอะ ! ”
หลินเจียอินพยักหน้า “เชิญค่ะผู้ว่าว่าน ! ”
หลังจากพูดจบ เธอก็เป็นผู้นำเดินนำว่านเหยียนฟู่และคณะของเขาเข้าไปในถนนนักชิม
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูหลินเจียอินและคนอื่น ๆ เดินตรงเข้าไปที่ภัตตาคารชิงโจว
ภัตตาคารชิงโจวถือเป็นหนึ่งในสี่ร้านอาหารใหญ่ในถนนนักชิมเลยก็ว่าได้ ส่วนอีกสามร้านที่เหลือคือร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียง ร้านหม้อไฟลาลาลาและร้านอาหารทะเลชิงเจียง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นร้านอาหารในเครือของเจียงเจียกรุ๊ป
ในบรรดาร้านอาหารเหล่านี้ ร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียงและร้านหม้อไฟลาลาลาเป็นร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุด อยู่มาตั้งแต่สมัยที่เจียงเจียกรุ๊ปเพิ่งเปิดตัว
ภัตตาคารชิงโจวได้รับการออกแบบเหมือนกับโรงแรมไฮเอนด์ระดับ 5 ดาว ภายในมีห้องส่วนตัวไว้คอยให้บริการลูกค้าที่ชอบความเป็นส่วนตัว แม้ว่าจะให้บริการเป็นอาหารท้องถิ่นของชิงโจวเป็นหลัก แต่ก็เป็นการให้บริการในระดับไฮเอนด์ ทั้งยังใช้วัตถุดิบและส่วนผสมคุณภาพสูงในเมนูอาหาร อีกทั้งหลายเมนูยังเป็นผลงานที่รังสรรค์ขึ้นโดยเจียงเสี่ยวไป๋ อาหารที่นี่ไม่เพียงรักษาเอกลักษณ์ของอาหารท้องถิ่นชิงโจวไว้เท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะแห่งอาหารอีกด้วย
ปัจจุบันนี้ เมื่อเทศบาลเมืองชิงโจวมีงานเลี้ยงระดับสูงก็มักจะจัดที่ภัตตาคารชิงโจวแห่งนี้
ที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ต้อนรับที่สำคัญที่สุดของเมืองชิงโจว
ส่วนร้านอาหารทะเลชิงเจียงจะเน้นอาหารที่เป็นเมนูอาหารทะเลเป็นหลัก ซึ่งเมนูขึ้นชื่อก็คือซาซิมิครีบหอยเป๋าฮื้อ
แต่ถึงอย่างไรผู้คนจำนวนมากในชิงโจวก็ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมนูอาหารทะเลเท่าไหร่นัก ทำให้ธุรกิจไม่ถือว่าดีเท่าที่ควร ส่งผลให้ชื่อเสียงส่วนใหญ่ตกไปอยู่ที่ภัตตาคารชิงโจวเป็นหลัก
เหตุการณ์นี้ทำให้เมิ่งเสี่ยวเป่ยถึงกับแนะนำว่าควรเปลี่ยนร้านอาหารทะเลออกไป เพราะถ้ายังดำเนินธุรกิจนี้ไปเรื่อย ๆ ก็อาจทำให้ขาดทุนได้
เพราะสาเหตุสำคัญเลยก็คือต้นทุนอาหารทะเลมีราคาที่สูง ซึ่งวัตถุดิบจะต้องถูกขนส่งทางอากาศเท่านั้น
หากเป็นในพื้นที่อื่นก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่เป็นเจียงเจียกรุ๊ปกลับไม่มีปัญหาอะไร
ด้วยความพยายามของเฝิงเจียงเหอ ทำให้บริษัทโฮเนสท์โลจิสติกส์ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ
เจียงเจียกรุ๊ปได้เปิดตัวธุรกิจโลจิสติกส์ทางอากาศ ทำให้ไม่มีปัญหาในการขนส่งอาหารทะเลมายังร้านอาหารทะเลชิงเจียงในทุกวัน
เพียงแต่ต้นทุนค่อนข้างสูงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เจียงเสี่ยวไป๋ไม่จริงจังกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่นัก เขารู้ดีว่าร้านอาหารทะเลจะได้รับความนิยมขนาดไหนในอนาคต
ถ้าเขาเริ่มเปิดตอนนี้ ในอนาคตมันก็จะเป็นการตีแบรนด์ให้ตัวเองได้
เดิมทีเขาวางแผนที่จะพาหลัวฉางเซิงไปทานอาหารที่ภัตตาคารชิงโจว แต่เมื่อเขาเห็นหลินเจียอิน ว่านเหยียนฟู่และคนอื่นไปที่นั่น เขาก็เปลี่ยนใจและวางแผนที่จะร้านอาหารทะเลแทน
ไม่นานหลังจากนั้น ถังจิงเทียน, หลินต้าเหว่ย และเฉิงเสี่ยวเหว่ยก็มาถึง
“เหล่าหลัว ! ” เมื่อเห็นว่าเป็นหลัวฉางเซิง หลินต้าเหว่ยจึงรีบพูดอย่างตื่นเต้น “ฉันก็คิดอยู่ว่าใครกันที่เป็นเพื่อนเก่าฉันคนนั้น คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคุณ ! ”
หลัวฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันก็พึ่งได้ยินมาจากเสี่ยวไป๋เหมือนกันว่าคุณก็อยู่ที่ชิงโจวด้วย ฉันก็เลยอยากจะไปกินข้าวกับคุณสักหน่อย”
หลินต้าเหว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เราไม่ใช่แค่จะนั่งกันเฉย ๆ เท่านั้นนะ แต่เราจะดื่มด้วยกันก็ยังได้”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ! ” หลัวฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลังจากทักทายกับเพื่อนเก่าของเขาเสร็จแล้ว หลัวฉางเซิงก็ทักทายถังจิงเทียนต่อว่า “สวัสดี นายกเทศมนตรีถัง ! ไม่ได้เจอกันนานเลยคุยกับเหล่าหลินเพลินไปหน่อย เลยลืมที่จะทักทายคุณเลย ! ”
ถังจิงเทียนยิ้มและพูดว่า “นายอำเภอหลัวไม่ต้องสุภาพมากก็ได้ ฉันไม่รู้ซ้ำว่าคุณก็อยู่ที่ด้วยเหมือนกัน เป็นฉันเองที่ละเลย ! ”
แม้ว่าเขาจะไม่สนิทคุ้นเคยกับถังจิงเทียนมากขนาดนั้น แต่ตำแหน่งของหลัวฉางเซิงน้อยกว่าถังจิงเทียน เขาจึงรีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “นายกเทศมนตรีถังสุภาพเกินไปแล้ว ผมเองก็พึ่งมาถึงชิงโจววันนี้เหมือนกัน และยังตั้งใจที่จะไปหาคุณในวันพรุ่งนี้ด้วย”
ถังจิงเทียนยิ้มและพูดว่า “นายอำเภอหลัวไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้น พวกเรานับว่าเป็นสหายกัน ในเมื่อคุณมาชิงโจวก็ควรโทรหาฉัน ไม่ต้องบอกว่าจะมาเยี่ยมเยียนฉันหรอก แบบนั้นมันดูห่างเหินกันเกินไป”
ที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องสุภาพกับนายอำเภอคนหนึ่งเลย แต่กับหลัวฉางเซิงนั้นแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
ความสัมพันธ์ระหว่างหลัวฉางเซิงและเจียงเสี่ยวไป๋นั้นไม่ธรรมดา อาจกล่าวได้ว่าถู่เฉิงเป็นฐานที่สาม รองจากชิงโจวและเจี้ยนหยางที่เจียงเสี่ยวไป๋ให้ความสำคัญเลยก็ว่าได้ ซึ่งดูเหมือนว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะให้ความสำคัญกับถู่เฉิงมากกว่าที่เจียงเฉิงที่เป็นเมืองเอกของมณฑลจีนตอนกลางเลยก็ว่าได้
อย่างที่สอง หลัวฉางเซิงนับเป็นเพื่อนของหลินต้าเหว่ย
หลินต้าเหว่ยคือใคร เขาเป็นน้องชายของหลินต้ากั๋วเลยนะ
และเท่าที่ถังจิงเทียนรู้มา มีไม่กี่คนที่สามารถเรียกหลินต้าเหว่ยว่าเป็นเพื่อนเก่าได้ แต่เขากับหลัวฉางเซิงเป็นเพื่อนสนิทกัน เพื่อเห็นแก่หลินต้าเหว่ย ถังจิงเทียนจึงมองหลัวฉางเซิงในมุมมองที่ต่างออกไปเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่สาม ก่อนหน้านี้ถู่เฉิงค่อนข้างกันดารและไม่เป็นที่พูดถึงมากก็จริง แต่ตอนนี้อุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติได้รับการพัฒนาในถู่เฉิง และปัจจุบันที่ชิงโจวได้สร้างสถานีบริการก๊าซธรรมชาติแล้ว ชิงโจวต้องอาศัยถู่เฉิงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ
อีกทั้งตอนนี้ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงถู่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
เมื่อถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ชิงถู่สร้างเสร็จ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างชิงโจวและถู่เฉิงจะกระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
ถังจิงเทียนยังมองเห็นโอกาสว่าในอนาคต ถู่เฉิงจะต้องพัฒนาจากพื้นที่ที่ยากจนไปสู่อำเภอที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ทำให้ถังจิงเทียนยินดีที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลัวฉางเซิง
และทางด้านหลัวฉางเซิงก็เต็มใจที่จะผูกมิตรกับถังจิงเทียนอย่างแน่นอน เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นายกเทศมนตรีถัง ผมขอโทษจริง ๆ ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย ถ้าครั้งหน้าผมมาที่ชิงโจว ผมจะโทรบอกคุณล่วงแน่นอน”
ถังจิงเทียนยิ้มและพูดว่า “นั่นถูกแล้ว ญาติกันยังต้องติดต่อกันบ่อย ๆ เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้ดูห่างเหินกันได้ ตอนนี้พวกเรามีสัญญาความร่วมมือกันอยู่ นายกอำเภอหลัวก็ควรมาที่นี่บ่อย ๆ เช่นกัน”
“แน่นอน ! ” หลัวฉางเซิงเห็นด้วย ก่อนที่จะยิ้มและกล่าวว่า “ครับ หากนายกเทศมนตรีถังมีเวลาว่างก็ไปเยือนถู่เฉิงของเราบ่อย ๆ นะครับ จะได้ช่วยพวกเราแก้ปัญหาความยากจนด้วย”
ถังจิงเทียนชี้ไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ และพูดด้วยรอยยิ้ม “มีเทพการเงินคนนี้มาลงทุนที่ถู่เฉิงแล้ว ที่ไหนยังต้องการให้ฉันไปช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนอีกล่ะ ? ”
หลัวฉางเซิงยิ้ม และพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเชิญนายกเทศมนตรีถังไปที่ถู่เฉิงเพื่อดื่มแทน…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ ถังจิงเทียนก็สั่นสะท้านไปเล็กน้อย
เขาเคยไปถู่เฉิงมาแล้วสองครั้ง ทำให้เขาเปิดโลกแล้วว่าผู้คนในถู่เฉิงดื่มเหล้าได้อย่างทรงพลังเพียงใด เขาที่ได้ยินแบบนั้นจึงรีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “ถ้าพูดถึงการดื่มที่ถู่เฉิง ฉันไม่กล้าดื่มกับคุณเลย เพราะฉันดื่มไม่เก่ง”
แต่ในครั้งนี้ นานทีหลัวฉางเซิงจะมาที่ชิงโจว ดังนั้นเขาจึงจำเป็นที่ต้องดื่มด้วย จึงพูดว่า “วันนี้ตอนเที่ยงเรามาดื่มกันเถอะ”
หลังจากพูดจบ เขาก็ชี้ไปที่ภัตตาคารชิงโจวที่อยู่ด้านหน้าแล้วพูดว่า “ไปที่ภัตตาคารชิงโจวกันเถอะ”
เจียงเสี่ยวไป๋รีบพูด “นายกเทศมนตรีถัง วันนี้เราจะไม่ได้ไปทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารชิงโจวแล้ว”