ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1472 ที่นั่ง
ตอนที่ 1472 ที่นั่ง
ทันทีที่ทั้งสองกลุ่มพบกัน หลินเจียอินก็ได้แนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน
ผู้คนทั้งสองฝ่ายต่างก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอยู่สักพัก
ถังจิงเทียนพูดกับว่านเหยียนฟู่ขึ้นมาว่า “ยินดีต้อนรับผู้ว่าว่านและคณะสู่ชิงโจว ! ”
ว่านเหยียนฟู่กล่าวขอโทษ “นายกเทศมนตรีถัง ฉันต้องขอโทษจริง ๆ ทันทีที่มาถึง ฉันก็ลืมบอกคุณก่อน”
ถังจิงเทียนยิ้มรับอย่างไม่ถือสา “ไม่เป็นไรเลยผู้ว่าว่าน ฉันเข้าใจดี เป็นเพราะคุณกลัวว่าจะสร้างปัญหาให้ฉัน ก็เลยไม่ได้บอกฉัน หากไม่ใช่เป็นเพราะฉันรู้ข่าวดี ๆ แบบนี้มา ฉันก็คงไม่รู้ว่าแขกผู้มีเกียรติเช่นคุณมาเยือนชิงโจวของเรา”
หลังจากพูดจบ เขาก็มองไปที่หลินเจียอินและพูดต่อ “ต้องขอบคุณประธานหลินเลยจริง ๆ ไม่งั้นฉันก็คงไม่มีโอกาสที่จะได้เจอกับผู้ว่าว่าน”
หลินเจียอินพูดด้วยรอยยิ้ม “นายกเทศมนตรีถังและผู้ว่าว่าน พวกคุณทั้งสองต่างก็เป็นเพื่อนของฉัน ดีแล้วที่ได้มาทำความรู้จักกัน ในอนาคตพวกเราอาจจะต้องได้ร่วมงานกันอีกมากมาย”
ทั้งถังจิงเทียนและว่านเหยียนฟู่ต่างก็หัวเราะออกมา
ว่านเหยียนฟู่กล่าวว่า “ได้มีเพื่อนอย่างประธานหลิน เกรงว่าในอนาคตฉันคงมีเพื่อนใหม่อีกหลายคนเลย”
หลังจากพูดจบ เขาก็มองไปที่หลินต้าเหว่ย แล้วพูดว่า “เลขาหลิน ในบรรดาพวกเราทุกคน คุณน่าจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดแล้วล่ะ เพราะคุณมีทั้งลูกสาวและลูกเขยที่ดีขนาดนี้”
อืม แถมเขายังมีพี่ชายที่แสนดีอีกตั้งสองคน ทั้งหลินต้าจ้าวและหลินต้ากั๋ว
แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่อยู่ในใจ ไม่สามารถที่จะพูดมันออกมาได้
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีบางจุดที่ไม่เข้าใจอยู่บ้าง เพราะไม่ว่าจะด้วยสถานะและตำแหน่งของหลินต้าจ้าวหรือหลินต้ากั๋ว ก็ไม่น่าปล่อยให้หลินต้าเหว่ยทำงานในหน่วยงานระดับอำเภอเล็ก ๆ มานานหลายปีขนาดนี้
ตามปกติแล้ว หลินต้าเหว่ยควรจะได้เลื่อนขึ้นไปยังตำแหน่งที่สูงกว่านี้ตั้งนานแล้ว ซึ่งอาจเลื่อนตำแหน่งไปได้สูงกว่าตำแหน่งของเขาในตอนนี้เสียอีก
ซึ่งเขาไม่มีทางรู้เลยว่าสาเหตุที่หลินต้าเหว่ยยังคงอยู่ที่อำเภอเจี้ยนหยางมาตลอดก็เพราะผู้เป็นพ่อของเขาเป็นคนขอไว้ก่อน หลังจากที่ชายชราจากไป ก็เป็นหลินต้าเหว่ยเองที่ไม่ยอมย้ายไปไหน
หากไม่ใช่เป็นเพราะสถานะและตำแหน่งที่พิเศษของหลินต้าจ้าวและหลินต้ากั๋ว ก็คงเป็นเรื่องที่ยากมากต่อให้หลินต้าเหว่ยจะอยากอยู่ที่อำเภอเจี้ยนหยางไปตลอดก็ตาม
เมื่อได้ยินคำพูดของว่านเหยียนฟู่ หลินต้าเหว่ยก็ยิ้มและพูดว่า “ผู้ว่าว่านก็พูดชมกันเกินไปแล้ว ลูก ๆ ของผมแต่ละคนก็มีวิธีการพัฒนาตนเองในแบบที่แตกต่างกันไปอยู่แล้ว ผมไม่สามารถบังคับหรือควบคุมพวกเขาได้หรอก ! ”
ว่านเหยียนฟู่กล่าวว่า “เลขาหลิน คุณถ่อมตัวมากเกินไปแล้ว คุณสามารถเลี้ยงดูลูกสาวให้เก่งได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของครอบครัวเลยนะ”
คำพูดของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขารู้สถานการณ์ของครอบครัวหลินต้าเหว่ยแล้ว และก็เป็นการพูดแบบอ้อม ๆ ว่าเขายืนอยู่ในสายเดียวกันกับหลินต้าจ้าว
ในความเป็นจริงแล้ว ทันทีที่หลินต้าเหว่ยได้ยินว่าว่านเหยียนฟู่มาหาหลินเจียอินที่ชิงโจว และเชิญเจียงเจียกรุ๊ปให้มาช่วยพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในฮุ่ยโจว ซึ่งหลินต้าเหว่ยเองก็รู้ดีว่าว่านเหยียนฟู่เป็นคนใกล้ชิดสนิทกับหลินต้าจ้าว
ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ว่านเหยียนฟู่คงจะไม่ใช่คนแรกที่หลินต้าจ้าวแนะนำให้
หลินต้าเหว่ยยิ้ม และพูดว่า “ผู้ว่าว่าน พวกเราก็คุยกันข้างนอกนี้มาสักพักแล้ว เข้าไปคุยข้างในกันต่อเถอะ”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ ถังจิงเทียนก็รีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “จริงด้วยสิ ผู้ว่าว่านและรองผู้ว่าจ้าวรีบเข้ามาเร็ว”
คณะที่มาเยือนพร้อมกับว่านเหยียนฟู่ในครั้งนี้ ยังมีผู้นำคนอื่นจากฮุ่ยโจวติดตามมาด้วย เช่น จ้าวหยวนไค รองผู้ว่าฝ่ายบริหาร, รองผู้ว่าเฉียนฉีหยุน, ซุนเถา ผู้อำนวยการสำนักวางแผน, โจวฮ่าว ผู้อำนวยการสำนักที่ดิน, เจิ้งสี่เหมย ผู้อำนวยการสำนักจัดการที่อยู่อาศัยและคนอื่น
“เอาล่ะ งั้นเข้าไปคุยกันข้างในกันเถอะ ! ”
ว่านเหยียนฟู่พูดด้วยรอยยิ้มและเดินนำเข้าไปในห้องตามคำแนะนำของถังจิงเทียน ทันใดนั้นพนักงานเสิร์ฟก็พาทุกคนเข้าไปในห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้นานแล้ว
จากนั้น พนักงานก็เชิญแขกผู้เกียรติทุกคนนั่งลงก่อน
ว่านเหยียนฟู่นั่งที่ตำแหน่งประธาน โดยมีถังจิงเทียนและหลินเจียอินนั่งทางฝั่งซ้ายและขวาของเขา ตามด้วยจ้าวหยวนไค, หลินต้าเหว่ย, เฉียนฉีหยุน และคนอื่นตามลำดับ
กลับเป็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋นั่งอยู่ที่ตำแหน่งสุดท้าย
ไม่มีวิธีไหนที่ดีไปกว่านี้แล้ว เพราะในบรรดาตำแหน่งทั้งหมดของทุกคนที่อยู่ที่นี่ เขาถือว่าเป็นคนที่ตำแหน่งน้อยที่สุด
ทุกครั้งในการรวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นการประชุม, นัดกินข้าวหรือนั่งรถออกนอกพื้นที่ ทุกที่นั่งล้วนต้องถูกจัดเป็นลำดับอยู่เสมอ
ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าเขาเป็นแค่ผู้ช่วยประธานในเจียงเจียกรุ๊ป !
ในแง่ของความอาวุโส เขาต้องอยู่ด้านล่างสุดเท่านั้น
หลังจากที่ทุกคนนั่งแล้ว ว่านเหยียนฟู่ก็ได้สังเกตเห็นที่นั่งของเจียงเสี่ยวไป๋ จึงพูดว่า “ผู้ช่วยเจียง คุณนั่งตรงนั้นไม่ได้นะ…”
ตัวเขาเองรู้ดีว่าเจียงเจียกรุ๊ปมีเจียงเสี่ยวไป๋เป็นเสาหลัก ถ้าจะพูดให้ชัดเจนคือ เจียงเสี่ยวไป๋คือผู้ชายที่ยืนอยู่เบื้องหลังหลินเจียอิน
เขามาที่นี่ก็เพื่อที่จะมาขอความร่วมมือจากเจียงเจียกรุ๊ป และแน่นอนว่าเขาจะไม่แสดงท่าทีดูถูกเหยียดหยามเพียงเพราะแค่ตำแหน่งของเจียงเสี่ยวไป๋ เป็นเพียงผู้ช่วยประธานของเจียงเจียกรุ๊ปเพียงเท่านั้น
จ้าวหยวนไคมองไปยังที่นั่งที่เขานั่งอยู่ แล้วรีบลุกขึ้นยืนพลางพูดว่า “ผู้ช่วยเจียง มานั่งที่นั่งของผมสิ”
สุดท้ายแล้วหลินเจียอินก็เป็นประธานของเจียงเจียกรุ๊ป จึงไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งที่นั่งของเธอได้
ตำแหน่งและฐานะของหลินต้าเหว่ยก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นพ่อตาของเจียงเสี่ยวไป๋ ตำแหน่งที่นั่งของเขาจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ดังนั้นตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดกับตำแหน่งประธานก็ต้องเป็นของเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาเป็นคนเริ่มพูดก่อน
เจียงเสี่ยวไป๋ที่เห็นแบบนั้นจึงกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “รองผู้ว่าจ้าว คุณเป็นแขกของเรา คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าร้านอาหารนี้ก็เป็นของบริษัทเราด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่านายกเทศมนตรีถังจะเป็นคนเลี้ยงพวกเราในวันนี้ แต่เราก็ถือเป็นเจ้าบ้านด้วยครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมนั่งตรงนี้ดีกว่าครับ”
ในเมื่อทุกคนในตอนนี้ต่างก็นั่งอยู่กับที่ของตัวเองกันหมดแล้ว ก็คงจะไม่ดีถ้าเขาและจ้าวหยวนไคจะมาปรับเปลี่ยนที่นั่งอะไรกันในตอนนี้
ไม่ว่าอย่างไร ด้วยตำแหน่งของจ้าวหยวนไคแล้ว อย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะต้องมานั่งในตำแหน่งที่ต่ำที่สุด
ถ้าเกิดว่าเขาย้าย คนที่อยู่ถัดไปก็จะต้องย้ายด้วยตามลำดับ ซึ่งมันก็จะยุ่งยากเกินไป
นอกจากนี้ถังจิงเทียนเองก็ยังมาในนามแขกของวันนี้อีกด้วย ตามมารยาทแล้ว บุคคลที่เป็นเจ้าภาพของงานจะต้องนั่งอยู่ในตำแหน่งที่น้อยที่สุด จะได้สะดวกต่อการทักทายและให้การต้อนรับ
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าเขาจะได้นั่งตรงไหน ในฐานะที่มีโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เขาจึงคิดว่าเรื่องพวกนี้มันค่อนข้างที่จะไร้สาระ
หลังจากได้ยินคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋แล้ว จ้าวหยวนไคก็ยังคงยืนกรานเช่นเดิม “แต่ผู้ช่วยเจียง ผมว่ามันดูไม่ค่อยเหมาะสมจริง ๆ ที่คุณจะต้องได้นั่งอยู่ตรงนั้น…..”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือแล้วพูดว่า “นั่งตรงนี้ก็ดีแล้ว ! ”
เมื่อเห็นว่ามีคนอีกสองคนที่ยืนขึ้น จ้าวหยวนไคก็รีบลุกขึ้นยืน เจียงเสี่ยวไป๋จึงรีบยกมือขึ้นห้าม “ทุกคน นั่งลงเถอะครับ”
“เอ่อ…” เมื่อเห็นว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจเจียงเสี่ยวไป๋ได้ จ้าวหยวนไคจึงจึงหันไปมองว่านเหยียนฟู่อย่างช่วยไม่ได้
ว่านเหยียนฟู่กล่าวว่า “ในเมื่อผู้ช่วยเจียงพูดแบบนั้น ก็เอาตามนั้นเถอะ ! ”
เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจ หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็ริเริ่มชวนทุกคนเปลี่ยนหัวข้อคุย “คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าชิงโจวที่เป็นพื้นที่ภูเขามีร้านอาหารทะเลมาเปิดกับเขาด้วย เรื่องนี้ทำให้ฉันประหลาดใจมากจริง ๆ”
ถังจิงเทียนตอบว่า “ผู้ว่าว่าน คุณคงยังไม่รู้ใช่ไหมว่าอาหารทะเลทั้งหมดที่เราใช้ในร้านนี้ได้ถูกส่งเข้ามาแบบสดใหม่ทุกวัน ! ”
ว่านเหยียนฟู่มีท่าทีประหลาดใจออกมา “แล้วถ้าราคาสูงแบบนี้ มีคนในชิงโจวมากินอาหารที่ร้านนี้เยอะไหม ? ”
นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับถังจิงเทียนที่จะยอมรับ เขาเคยดูถูกอาหารทะเล แต่เขากลับต้องกลับมาสนใจมัน เพราะเจียงเสี่ยวไป๋เลือกที่จะเลี้ยงอาหารทะเลแก่เขา
เท่าที่ดูแล้ว คงจะมีแต่เจียงเสี่ยวไป๋คนเดียวที่กินอาหารทะเลในตอนนี้!
คนอื่นส่วนใหญ่แล้วก็เพิ่งจะเคยลอง มีน้อยคนมากที่เคยได้ลิ้มลองอาหารทะเล
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นแบบนั้นจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “ที่จริงแล้วชาวชิงโจวชอบกินผลิตภัณฑ์จากทะเล”
ฮะ ?
ไม่เพียงแต่ถังจิงเทียนเพียงเท่านั้น แต่ผู้ว่าว่านเองก็ตกตะลึงไปอยู่ครู่หนึ่งด้วยเหมือนกัน เขาจึงถามออกมาด้วยความสับสนว่า “คนชิงโจวชอบกินอาหารทะเลเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ครับ ทุกครัวเรือนต่างก็เคยกินทั้งนั้น ! ”
เนื่องจากใกล้ชนต้นทางแล้ว หลังจากนี้จะเหลือ1-2ตอนต่อวันนะคะ