ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1480 ไม่พอใช้
ตอนที่ 1480 ไม่พอใช้
“มันก็แค่ปลูกต้นไม้เองไม่ใช่หรือ ! ”
“จะต้องพิถีพิถันขนาดนั้นเลยหรือ ? ”
หลัวฉางเซิงมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความไม่เข้าใจและถามออกไป
ในมุมมองของเขา ทั้งสภาพภูมิศาสตร์และสภาพอากาศของถู่เฉิงนั้น สามารถปลูกต้นไม้และสร้างป่าได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
หรือว่าการปลูกต้นไม้นั้นยังสามารถมีรูปแบบใหม่ ๆ อะไรได้อีกเหรอ ?
เจียงเสี่ยวไป๋กลับพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วพูดต่อว่า “การปลูกต้นไม้ในถู่เฉิงนั้นไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องเลือกต้นไม้ที่เหมาะสมตามสภาพแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อที่จะได้ใช้พื้นที่ภูเขาที่รกร้างว่างเปล่านั้นมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรด้วย”
“เรื่องนี้ฉันไม่ค่อยเข้าใจเลย ! ” หลัวฉางเซิงพูดอย่างตรงไปตรงมา “เดี๋ยวฉันกลับไปคุยกับผู้อำนวยการจาง จากกรมป่าไม้ก่อน เขาเรียนจบจากวิทยาลัยป่าไม้และน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้อยู่บ้าง”
ผู้อำนวยการจางเสี่ยวผิงจากกรมป่าไม้ถู่เฉิง เจียงเสี่ยวไป๋เองก็รู้จักเหมือนกัน แต่เขาก็ยังโบกมือแล้วพูดว่า “การเลือกต้นไม้ไม่ต้องถึงขนาดที่จะต้องไปรบกวนผู้อำนวยการจางหรอก ผมจะเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมเอง”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “อืม เรื่องการเพาะต้นกล้าและการปลูกต้นไม้ ตอนนั้นคงต้องรบกวนให้ผู้อำนวยการจางเป็นผู้ดูแลจัดการนะครับ”
หลัวฉางเซิงมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความแปลกใจแล้วพูดว่า “คุณเคยศึกษาเรื่องต้นไม้มาด้วยเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มเล็กน้อย ที่จริงแล้วเขาเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับต้นไม้สักเท่าไหร่หรอก แต่ในฐานะที่เป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่ เขาจึงรู้ดีว่าต้นไม้อะไรในอนาคตที่จะมีมูลค่าสูงในอนาคต
แล้วอีกอย่าง ตอนนี้ก็เพิ่งจะปี 1985 การคมนาคมก็ยังไม่สะดวก ข้อมูลจึงยังไม่พัฒนา ถ้าจะให้คนจากกรมป่าไม้ถู่เฉิงไปศึกษาการปลูกต้นไม้ ก็คงไม่พ้นจากการเลือกต้นไม้ในปัจจุบัน และแน่นอนว่าต้นไม้แบบนี้สามารถที่จะปลูกได้ แถมในอนาคตก็อาจช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อีกด้วย แต่ถ้าพูดถึงการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจนั้น นี่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่
เขาไม่อยากเสียเวลาหลายปีไปกับการปลูกต้นไม้ด้วยความลำบาก แล้วสุดท้ายกลับไม่มีค่าอะไรเลยในภายหลัง
เมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่า ทำไมไม่เลือกทางที่ดีกว่าตั้งแต่แรกเลยล่ะ ?
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “ไม่ถึงกับเหมือนได้เรียนมา แต่ผมน่าจะมีประสบการณ์มากกว่า และก็พอรู้เกี่ยวกับต้นไม้ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจอยู่บ้าง”
หลัวฉางเซิงถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ถ้าคุณพูดว่ารู้อยู่บ้าง นั่นก็ถือว่าเชี่ยวชาญแล้วล่ะ ! ”
เขาตบขาตัวเอง แล้วพูดว่า “ตกลง ในเมื่อคุณเข้าใจ ทุกอย่างก็ให้คุณเป็นคนตัดสินใจได้เลย ถึงเวลานั้นก็ให้จางเสี่ยวผิงช่วยประสานงานกับคุณก็แล้วกัน”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูดขนาดนั้นหรอก ผมแค่เลือกต้นกล้าที่เหมาะสม แล้ววางแผนว่าควรปลูกต้นไม้ตรงไหนบ้าง ส่วนที่เหลือว่าจะเพาะอย่างไร ปลูกอย่างไร หรือดูแลอย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องของผู้อำนวยการจางแล้ว ผมคงดูแลทั้งหมดไม่ไหวหรอกครับ”
“โอเค โอเค โอเค ! ” หลัวฉางเซิงตอบรับด้วยความเต็มใจ “ฉันจะให้จางเสี่ยวผิงทำตามนั้นเลย”
เขาเองก็รู้อยู่แล้วว่าจะให้เจียงเสี่ยวไป๋ขึ้นเขาไปปลูกต้นไม้เองน่ะเป็นไปไม่ได้ คนอย่างเขาที่ดูแลเจียงเจียกรุ๊ปขนาดใหญ่ มีเรื่องสำคัญมากมายที่ต้องจัดการ จะเอาเวลาที่ไหนไปปลูกต้นไม้กันล่ะ !
พูดจบแล้ว หลัวฉางเซิงก็พูดต่อ “คุยเรื่องต้นไม้กันจบไปแล้ว นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่องอะไรที่จะต้องรีบทำก่อนไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าแล้วพูดว่า “แน่นอนว่ายังมีอยู่”
ว่าแล้วว่ามันคงจะไม่ง่ายอย่างที่คิด หลัวฉางเซิงดูเหมือนจะเตรียมใจมาแล้ว จึงพูดว่า “คุณพูดมาเถอะเดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “จะรวยได้ ก็ต้องเริ่มจากการสร้างถนนก่อน…”
ยังไม่ทันที่จะพูดจบ หลัวฉางเซิงก็แทรกขึ้นว่า “ตอนนี้ที่ถู่เฉิงก็กำลังสร้างถนนกันอยู่ เรื่องนี้ไม่น่าจะต้องได้ทำแล้ว”
ในตอนแรกเพื่อพัฒนาก๊าซธรรมชาติ ถู่เฉิงได้เริ่มก่อสร้างถนนสายใหม่ไปทั่ว ทุกวันนี้แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ยังไม่มีถนนสายใดที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ ทว่าตอนนี้ทั่วทั้งอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้านต่างก็กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างถนนกันอย่างขะมักเขม้น
เมื่อถนนเหล่านี้สร้างเสร็จทั้งหมดแล้ว ถู่เฉิงก็จะสามารถบรรลุมาตรฐาน ‘ถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้าน’ ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
พอเจียงเสี่ยวไป๋พูดถึงการสร้างถนน หลัวฉางเซิงจึงไม่ได้ถือเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะมันเป็นเรื่องที่ได้ถูกดำเนินการไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ไม่จำเป็นที่จะต้องเน้นย้ำอีก
ไม่คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋กลับยกมือขึ้น แล้วพูดว่า “นายอำเภอหลัว ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่เคยวางแผนไว้ตอนแรกเพื่อพัฒนาก๊าซธรรมชาตินั้น ถึงแม้เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้น แต่ตามแผนใหม่แล้ว ถนนเหล่านั้นกลับไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้วครับ”
“ไม่เพียงพอเหรอ ? ” หลัวฉางเซิงพูดด้วยความตกใจ “ตอนที่ออกแบบ ถนนเหล่านั้นเกือบจะได้มาตรฐานความกว้างสองเลน ซึ่งก็เป็นมาตรฐานของถนนสายหลักในหลายมณฑลแล้วนะ ความกว้างขนาดนี้ยังไม่พอใช้อีกเหรอ ? ”
รถที่จะมาสัญจรนั้นมันจะต้องมีมากขนาดไหนกัน !
เป็นเพราะว่าในปี 1985 รถยนต์ยังมีไม่มากนัก หลัวฉางเซิงจึงยากที่จะจินตนาการว่าทำไมถนนสองเลนถึงไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ที่ผมบอกว่ามันไม่พอนั้น ไม่ได้หมายความว่าความกว้างของถนนไม่เพียงพอ แต่หมายความว่าเราต้องเสริมสร้างเครือข่ายการขนส่ง และต้องพัฒนาคุณภาพของถนนด้วย”
การเสริมสร้างเครือข่ายการขนส่งนี้เข้าใจได้ง่าย หลัวฉางเซิงจึงพูดว่า “คุณหมายถึงว่าต้องเพิ่มเส้นทางใช่ไหม ? ”
หลังจากพูดจบ เขาก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ในใจ จึงพูดขึ้นอีกว่า “ตอนนี้เราได้สร้างตามมาตรฐานของโครงการเชื่อมถนนในทุกหมู่บ้านแล้ว ถ้าจะเพิ่มเส้นทางอีก จะเพิ่มอย่างไรล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “คำว่า ‘ถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้าน’ แค่หมายถึงการที่รถสามารถผ่านไปมาได้ สำหรับการขนส่งทั่วไปไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับการท่องเที่ยวแล้ว มันกลับดูเรียบง่ายเกินไป”
“สำหรับการท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือการต้องเดินทางกลับทางเดิม หรือการใช้เส้นทางเดียวกันซ้ำ ๆ ”
“ดังนั้น หากถู่เฉิงต้องการพัฒนาโฮมสเตย์ในทุกหมู่บ้าน การทำถนนให้พร้อมตั้งแต่ต้นถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด ควรก่อสร้างถนนหลายเส้นทางในแต่ละหมู่บ้าน และในบางแหล่งท่องเที่ยวสำคัญก็สามารถออกแบบให้เป็นถนนแบบวงเวียน เพื่อให้การเข้าออกเป็นระเบียบ ไม่ต้องใช้เส้นทางเดิมซ้ำ ๆ ”
“ถ้าจะสร้างถนนตามที่คุณบอก มันจะต้องเพิ่มระยะทางอีกเท่าไหร่ ? ”
หลัวฉางเซิงที่ได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเพิ่มระยะทางของถนน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของถนนด้วย”
“อ้อ จริงสิ ! ” หลัวฉางเซิงพูดต่อว่า “แล้วการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพที่คุณพูดถึงนั้นมันหมายถึงอย่างไร ? ”
เรื่องนี้อยู่นอกเหนือจากขอบเขตความเข้าใจของเขาโดยสิ้นเชิง และดูเหมือนในวงการนี้ก็ยังไม่เคยมีใครพูดอะไรแบบนี้
เจียงเสี่ยวไป๋พูดต่อว่า “ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการปรับปรุงถนนที่เคยวางแผนไว้ให้กลายเป็นถนนทิวทัศน์ทั้งหมดแทน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า “พูดอีกนัยหนึ่งคือ ถนนแต่ละเส้นมีลักษณะเฉพาะของมัน ตอนนี้ถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น เป็นถนนสายหลักสำหรับการเดินทาง โดยมีมาตรฐานการก่อสร้างที่เน้นความสั้น ราบเรียบ และตรง เพื่อช่วยลดเวลาการเดินทางและทำให้สามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น”
“แต่ถนนทิวทัศน์แตกต่างออกไป มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสเสน่ห์ของถนนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรีบไปถึงจุดหมายปลายทางในทันที เส้นทางระหว่างทางก็เป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ และก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเช่นกัน”
มันก็เหมือนกับถนนที่เป็นที่จะได้รับความนิยมในอนาคต ที่มีคนไปเช็กอินและขับรถสัมผัสประสบการณ์โดนเฉพาะ
แน่นอนว่า ถนนหลายสายที่กลายเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ในภายหลังเกิดจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งในตอนแรกที่สร้างขึ้นไม่ได้ตั้งใจให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ และก็ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะกลายเป็นที่มีชื่อเสียงขนาดนี้
แต่เนื่องจากเจียงเสี่ยวไป๋รู้เรื่องบางอย่างเกี่ยวกับอนาคต เขาจึงสามารถออกแบบประสบการณ์แบบนี้ได้อย่างตั้งใจและจัดการให้เกิดขึ้นได้เอง