ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1485 แท้จริงแล้วเขาก็มีความคิดของตัวเองเหมือนกัน
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1485 แท้จริงแล้วเขาก็มีความคิดของตัวเองเหมือนกัน
ตอนที่ 1485 แท้จริงแล้วเขาก็มีความคิดของตัวเองเหมือนกัน
“จะเป็นไปได้อย่างไร”
หลัวฉางเซิงที่เห็นว่าหูฉางจวินพูดอย่างจริงจังราวกับว่าจะไปที่ถู่เฉิงจริง ๆ จึงทำหน้าเคร่งครึมมากขึ้น และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “น้องหูไม่ต้องห่วงเลย ทันทีที่ไปถึงถู่เฉิงก็แค่บอกชื่อฉันก็พอ ไม่มีใครห้ามคุณได้หรอก ! ”
“อืม ก็แค่บอกไปว่าเราคือญาติห่าง ๆ กัน ! ”
ในช่วงปี 1980 ยามเฝ้าประตูจะเข้มงวดกว่าในอนาคตมาก ถ้าไม่บอกอะไรให้ชัดเจน ก็แทบจะเข้าไปข้างในประตูใหญ่ของสำนักงานไม่ได้เลย
หลัวฉางเซิงรู้ถึงสถานการณ์นี้ดี จึงได้เน้นย้ำและเตือนอย่างละเอียด
หูฉางจวินที่ได้ฟังแบบนั้นก็ดีใจมาก
จะไม่ดีใจได้อย่างไร หลัวฉางเซิงเป็นถึงนายอำเภอ หรือพูดง่าย ๆ เลยก็คือเป็นผู้นำของอำเภอเชียวนะ
และในตอนนี้ นายอำเภอเรียกเขาว่า ‘น้องหู’ ด้วยปากของตัวเขาเอง !
จากนี้ไปเขามีเรื่องให้ภูมิใจแล้ว !
แม้คนอื่นในเจียงหวานจะเคยพบเจอกับผู้นำระดับสูงหลายคน และเคยพูดคุยกับบางคนในหมู่ผู้นำเหล่านั้น หรือแม้แต่ทานอาหารร่วมกันมาก่อน
แต่จะคนไหนบ้างที่มีนายอำเภอเรียกพวกเขาว่า ‘น้องชาย’ ด้วยปากตัวเองแบบนี้ ?
ก็คงจะมีแค่เขาคนเดียว มีแค่หูฉางจวินเท่านั้น !
“นายอำเภอหลัว นี่ท่านพูดจริงเหรอครับ ! ” หูฉางจวินพูดพร้อมกับยิ้มแก้มปริ “งั้นผมคงต้องเรียกท่านว่าพี่หลัวแล้ว ! ”
“ได้เลย เรียกพี่หลัวก็ได้ ไม่มีปัญหา ! ” หลัวฉางเซิงไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว เขาจึงพูดอย่างสบาย ๆ ว่า “หรือจะเรียกพี่ใหญ่ก็ได้นะ ดูสนิทสนมกว่า เรียกนายอำเภออะไรแบบนั้นมันดูห่างเหินมากไปหน่อย”
“พี่หลัว ! ” หูฉางจวินไม่รอช้าที่จะรีบเรียกเขาออกมาเสียงดังทันทีที่ได้รับอนุญาต
หลัวฉางเซิงยิ้มให้ พร้อมกับพร้อมยกแก้วเหล้าขึ้นมาแล้วพูดว่า “มา เรามาดื่มกันสักแก้วเถอะ”
หูฉางจวินรีบลุกขึ้นมายกแก้วขึ้น พร้อมท่าทางถ่อมตนและพูดว่า “พี่ใหญ่ ผมต่างหากที่ต้องเป็นคนดื่มเคารพ ! ”
เขาเป็นทั้งนายอำเภอและแขกที่มาบ้าน อีกทั้งยังยอมให้เขาเรียกว่าพี่ชาย หูฉางจวินจะกล้าให้หลัวฉางเซิงมาเป็นคนเชิญดื่มเหล้าได้อย่างไร ?
หลัวฉางเซิงยิ้ม และพูดว่า “ไหน ๆ คุณก็เรียกฉันว่าพี่ใหญ่แล้ว ฉะนั้นคำว่า ‘ท่าน’ อะไรพวกนั้นก็ไม่ต้องพูดแล้วล่ะ มันดูห่างเหินเกินไป ! ”
ส่วนใหญ่คนที่ชิงโจว เขามักจะเรียกผู้ใหญ่ด้วยคำว่า “ท่าน” เพื่อแสดงความเคารพเสมอ ถ้าหากเรียกว่า “คุณ” ก็อาจจะถูกหาว่าไม่มีมารยาทหรือไร้การศึกษาได้
หูฉางจวินที่ได้รับการอบรมมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าหลัวฉางเซิงจะพูดอย่างไร เขาก็ยังคงไม่กล้าอยู่ดี เขาปฏิเสธพร้อมกับพูดว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ได้นะครับ ถึงแม้จะให้มองข้ามว่าท่านเป็นนายอำเภอ และให้ผมเรียกว่าพี่ใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรก็ยังต้องใช้คำเรียกแทนว่า ท่าน อยู่ดี ! ”
หลัวฉางเซิงส่ายหัว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น สุดท้ายแล้วเขาก็ตามใจหูฉางจวินอยู่ดี อยากจะเรียกอะไรก็เรียก เพราะสุดท้ายมันก็แค่การเรียกชื่อ เขาจึงเริ่มเชิญเขาดื่มเหล้าพร้อมกับกินอาหาร
เจียงเสี่ยวไป๋ที่ได้เห็นทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนานก็คิดอะไรบางอย่างออกมาได้ ก่อนที่จะมองไปที่หูฉางจวิน และถามออกมาว่า “พี่ฉางจวิน ว่าแต่พี่จะไปที่ถู่เฉิงนั้นมีธุระอะไรงั้นเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่าหูฉางจวินที่แสดงความอบอุ่นและใส่ใจต่อหลัวฉางเซิงอย่างนี้ คงมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่
ถ้าไม่อย่างนั้นคนที่ไม่น่าจะมีโอกาสที่จะได้ติดต่อกันในอนาคต จะมาให้การต้อนรับที่ดีขนาดนี้ได้เหรอ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำขนาดนี้เลย
“ปิดบังอะไรคุณไม่ได้เลยจริง ๆ ! ”
หูฉางจวินมองเจียงเสี่ยวไป๋แล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพูดว่า
เพราะที่จริงแล้วเขาก็มีเรื่องอยู่จริง ๆ !
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะ ก่อนที่จะพูดว่า “พี่พูดมาเถอะ ! ”
เขาเองที่เป็นคนพาหลัวฉางเซิงมาที่นี่ เขาค่อนข้างกังวลว่าหูฉางจวินจะขออะไรที่ไม่มีขอบเขต และอาจทำให้หลัวฉางเซิงหนักใจหรือเปล่า
หูฉางจวินยิ้มและพูดว่า “ถู่เฉิงไม่ใช่ว่ากำลังพัฒนาก๊าซธรรมชาติอยู่หรอกเหรอ ? ได้ยินมาว่าตอนนี้ท่อส่งก๊าซถึงชิงโจวแล้ว และกำลังจะขยายไปยังเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่นเจียงเฉิง ฮู่ไห่ จินหลิง และอีกหลายที่ในอนาคตที่จะได้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากเมืองถู่เฉิง….”
เมื่อได้ยินคำพูดของหูฉางจวิน เจียงเสี่ยวไป๋และหลัวฉางเซิงต่างก็หันมามองหน้ากันโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองคงไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินข้อมูลเหล่านี้จากปากของเกษตรกรคนหนึ่ง
ไม่เพียงแต่หลัวฉางเซิงเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่หูฉางจวินพูดออกมาแบบนี้ แม้แต่เจียงเสี่ยวไป๋เองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พี่ต้องการจะพูดอะไรครับ ? ”
หูฉางจวินพูดต่อ “พวกเราทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว ก็คิดว่าในอนาคตถู่เฉิงจะต้องเจริญขึ้นแน่ และในช่วงสองปีนี้ที่พวกเราได้ติดตามคุณมา ทำให้พวกเราทำเงินได้มากมายและมีเงินเก็บเล็กน้อย เลยคิดว่าจะใช้โอกาสนี้ก่อนที่ถู่เฉิงจะพัฒนาเต็มที่ ไปหาทางทำมาหากินที่นั่น…”
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่หูฉางจวินอีกครั้งด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย เพราะตัวเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าหูฉางจวินจะมองเห็นโอกาสการพัฒนาของถู่เฉิงด้วยเหมือนกัน
ในความทรงจำและความเข้าใจของเขา คนอย่างหูฉางจวินมักจะนั่งอยู่ที่บ้านคอยดูแลภรรยาและลูก ๆ อย่างเดียว ไม่ค่อยอยากจะที่ออกไปไหนสักเท่าไหร่
แต่คำพูดของหูฉางจวินครั้งนี้กลับทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไปในทันที
แท้จริงแล้วเขาก็มีความคิดของตัวเองเหมือนกัน
“พวกคุณ…” เจียงเสี่ยวไป๋จับคำว่า ‘พวกเรา’ ที่หูฉางจวินพูดได้อย่างเฉียบคม จึงถามขึ้นว่า “ยังมีใครอีกหรือ ? ”
หูฉางจวินพูดว่า “ก็มีเฉินหยวนเซิ่ง เฉินหยวนชาง หยางจ่างฮุย หยางซื่อหยุน และก็มีน้องชายของฉัน หูฉางปิง”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าเข้าใจ เพราะเขาเองก็คาดการณ์เอาไว้แล้วเหมือนกันว่าน่าจะต้องเป็นคนเหล่านี้
เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนกลุ่มน้อยในเจียงวานที่ยังคงอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปทำงานที่เจียงเจียกรุ๊ป
คนที่มีงานทำแล้วก็คงจะตั้งใจทำงานไป ทุกเดือนได้เงินเดือนสูง ๆ ไม่มีใครมีเวลาไปสนใจเรื่องธุรกิจหรือการลงทุนอะไรแบบนั้นหรอก
มีเพียงคนที่นั่งอยู่ที่บ้านเหล่านี้เท่านั้นแหละที่มีเงินแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะทำอะไรดี จึงเริ่มที่จะมองหาการทำงานใหม่ ๆ
สำหรับเรื่องนี้ เขาไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด แต่กลับแสดงท่าทีสนับสนุนและพูดว่า “คนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ! ”
หูฉางจวินดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขามองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดเสริมว่า “อ้อ จริงด้วย ยังมีหลิวชือกั๋วที่ไปด้วยอีกนะ”
เหตุผลที่หูฉางจวินพูดถึงหลิวชือกั๋วเป็นพิเศษ นั่นก็เพราะว่าตั้งแต่ตอนนั้นที่เจียงเสี่ยวไป๋เริ่มต้นทำธุรกิจขายผัดมันฝรั่งครั้งแรก ได้เคยมีปัญหากับหลิวชือกั๋วและภรรยา และต่อมาตอนที่ทำกุ้งอบน้ำมันขายก็ยิ่งมีความขัดแย้งกันมากขึ้น จนจูเยี่ยนผิงภรรยาของหลิวชือกั๋วล้มหัวฟาดพื้นและต้องเข้าโรงพยาบาล
เจียงเสี่ยวไป๋เองก็ไม่ใช่พ่อพระอะไรขนาดนั้น แต่เขาแค่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยแบบนี้
เรื่องบาดหมางในอดีต เอาเข้าจริงก็เป็นเพราะความยากจนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาเหล่านั้น
ในชนบทช่วงยุค 80-90 ไม่ต้องพูดถึงเงินไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันหยวนเลย แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างต้นข้าวโพดที่ถูกหักไปต้นหนึ่ง หรือมันเทศไม่ก็หัวไชเท้าหายไปสักหัว ก็อาจทำให้สองครอบครัวทะเลาะกันบ้านแตกชนิดวุ่นวายไปหมดได้บ่อยครั้ง
แต่ด้วยการพัฒนาของยุคสมัย ชาวบ้านในชนบทต่างก็มีเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ค่อยมีใครที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยหรือทะเลาะกันเหมือนในอดีตอีกแล้ว
แต่กลับกัน เมื่อคนหนุ่มสาวในชนบทออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ คนที่เหลือในหมู่บ้านก็ยิ่งน้อยลง ความสัมพันธ์ที่เคยไม่ค่อยพูดจากันในอดีตก็กลับค่อย ๆ ดีขึ้นจนสามารถที่จะคลี่คลายความขัดแย้งและกลายมาเป็นเพื่อนที่มานั่งดื่มเหล้าและเล่นไพ่ด้วยกันได้เหมือนเมื่อก่อน
แม้แต่ญาติที่ยากจน ความสัมพันธ์ก็กลับยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ
คนธรรมดายังเป็นแบบนี้ แล้วนับประสาอะไรกับเจียงเสี่ยวไป๋ ผู้ที่ผ่านชีวิตมาสองชาติและเป็นคนมีประสบการณ์มากมาย
เขายิ้ม ก่อนที่จะพูดว่า “พี่ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงเขาเป็นพิเศษหรอก เรื่องมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว เรื่องเล็ก ๆ พวกนั้น ผมลืมไปหมดแล้ว”
“คุณนี่ใจกว้างจริง ๆ ! ” หูฉางจวินพูดพลางยิ้ม “แต่หลิวชือกั๋วรู้สึกเกรงใจคุณมาตลอด ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ เขาก็มักจะบอกว่าเขาติดค้างคุณอยู่ ! ”
“ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้หรอก” เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ แล้วพูดต่อด้วยความสงสัย “ผมแค่อยากรู้ว่าพวกพี่คิดจะไปทำอะไรที่ถู่เฉิง ? ”