ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1496 หลินเจียตงมาถึงแล้ว
ตอนที่ 1496 หลินเจียตงมาถึงแล้ว
บ่ายวันรุ่งขึ้น หลินเจียตงก็ได้มาถึงชิงโจวตามที่ได้นัดไว้
เจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียจวินจึงไปรับเขาที่สนามบินด้วยกัน โดยที่ไม่ให้คนขับรถไปด้วย
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน หลินเจียตงดูจะซูบผอมลงไปเยอะมาก
หลินเจียจวินยังพูดติดตลกว่า “พี่ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ยอมพักผ่อนเลยเหรอครับ ? ดูสภาพของพี่ตอนนี้สิ พี่เกือบจะเหมือนม้าตัวผอมในหยางโจวแล้วนะ ! ”
“อย่าพูดเรื่องไร้สาระอย่างคนไม่มีการศึกษาแบบนี้สิ ! ” หลินเจียตงพูดด้วยความโกรธ “ม้าตัวผอมในหยางโจวที่นายพูดออกมาหมายถึงหญิงโสเภณีไม่ใช่เหรอ ? ”
หลินเจียจวินพูดอย่างเฉยเมย “ไม่สำคัญว่าจะหมายถึงอะไรหรอกครับ ผมคิดว่าคำพูดนี้มันหมายถึงคนที่มีรูปร่างผอมมากกว่า”
พูดจบ เขาก็ยังคงพูดออกมาต่อว่า “ในหนังสือไม่ได้บอกว่าม้าตัวผอม หมายถึงหญิงสาวโสเภณีโดยเฉพาะเสียหน่อย ดูอย่างบูเช็กเทียนยังเลี้ยงนายคณิกาไว้ตั้งมากมาย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวหลังจากได้ยินสิ่งนี้ และขี้เกียจที่จะสนใจคำพูดของเขาแล้ว เขาจึงหันไปพูดกับหลินเจียตงว่า “ในเมื่อที่ผ่านมาพี่เอาแต่ทำงานหนัก งั้นวันนี้เราไปเที่ยวกันเถอะครับ”
หลินเจียตงไม่สนใจ เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจียจวินบอกว่าฉันผอมลง ช่วงนี้ฉันยุ่งมากจริง ๆ ดีนะที่วันนี้ได้มีโอกาสมาชิงโจว ฉันถึงได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง”
เจียงเสี่ยวไป๋จึงพูดว่า “ไม่เพียงแต่พี่จะได้พักผ่อนเท่านั้น แต่พี่ยังสามารถผ่อนคลายได้อีกด้วย เดี๋ยวผมจะพาพี่ไปเอง”
หลินเจียตงพยักหน้ารับ “ว่ากันว่าการกินอาหารในชิงโจวนั้นเหมือนได้กินอาหารจากทั่วทั้งประเทศ”
ครั้งล่าสุดที่พวกเขามาที่ชิงโจว พวกเขาได้ไปเที่ยวที่ถนนนักชิม ซึ่งที่นั่นก็มีอาหารอร่อยมากมายให้เลือกกินซึ่งหลินเจียตงก็ยังรู้สึกว่าเลือกกินไม่หมดด้วยซ้ำ
หลังจากกลับมาที่เทียนจิงแล้ว เขายังบอกหลินเจียเหลียงและคนอื่นด้วยว่าครั้งหน้าหากเขามาที่ชิงโจว เขาจะต้องกินอาหารที่เหลือให้ครบทั้งหมด
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถนนนักชิมนั้นก็ใหญ่โตมาก ที่นี่มีร้านอาหารนับร้อยร้าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแผงขายขนมมากมาย ถ้าหากว่าต้องการชิมอาหารที่นี่ให้หมดจริง ๆ คงต้องใช้เวลาชิมทั้งเดือน
เขาจะมีเวลามาชิมอาหารมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ?
แต่ตอนนี้ เมื่อเขาพูดถึงถนนนักชิม ดูเหมือนเขาจะได้กลิ่นหอมลอยมาเข้าจมูกอย่างไรอย่างนั้น จนท้องของเขาเริ่มส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
เขานั่งเครื่องบินมาทั้งวัน และอาหารบนเครื่องก็ไม่อร่อย มันจึงทำให้เขารู้สึกหิวเป็นอย่างมากในตอนนี้
“หยุดพูดได้แล้ว พาฉันไปกินข้าวก่อน ! ”
กับเจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียจวิน เขาไม่จำเป็นต้องสุภาพแม้แต่น้อย เขาพูดพลางเอามือจับท้องของตนเองไปด้วย
“ไม่มีปัญหา ! ”
ก่อนที่เจียงเสี่ยวไป๋จะพูด หลินเจียจวินก็ชิงพูดด้วยรอยยิ้มว่า ”อาหารทะเลที่เสี่ยวไป๋พาผมไปกินเมื่อวานนี้อร่อยมาก เราไปกินอาหารทะเลกันดีไหมครับ”
หลินเจียตงกล่าวว่า “นายพูดอย่างกับฉันไม่เคยได้กินอาหารทะเลอย่างนั้นแหละ” จากนั้นเขาก็โบกมือ “ฉันไม่ไป ! เราไปกินอาหารที่ถนนนักชิมกันดีว่า มีอาหารให้เลือกกินหลากหลายดี”
ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเหมือนหิวจนตาลายแล้ว
ยิ่งคิดถึงของทานเล่นต่าง ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายไหล
ก่อนที่หลินเจียจวินจะได้โน้มน้าวใจหลินเจียตงอีกครั้ง เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดว่า “เอาล่ะ งั้นเราไปที่ถนนนักชิมกันเถอะครับ”
ดังนั้น ทั้งสามจึงขึ้นรถและมุ่งหน้าตรงไปยังถนนนักชิม
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะช่วงไหนของวัน ถนนนักชิมแห่งนี้ก็คึกคักไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย แม้จะยังไม่ถึงเวลาอาหารเย็น แต่ก็ยังมีคนมาเดินเที่ยวเป็นจำนวนมาก
ในตอนนี้ โทรศัพท์มือถือและกล้องถ่ายรูปยังไม่เป็นที่นิยม ไม่เช่นนั้นที่นี่จะต้องกลายเป็นที่ที่ดาราและเน็ตไอดอลมาเช็กอินและถ่ายรูปกันเยอะมากแน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้คนที่มาที่นี่เพื่อถ่ายรูปโดยเฉพาะ
แม้ว่ากล้องจะยังไม่เป็นที่นิยม แต่ก็มีคนที่นำเทรนอยู่ทุกยุคทุกสมัย
ทว่าในตอนที่หลินเจียตงมาที่นี่ครั้งล่าสุด ยังไม่เคยเห็นฉากนี้มาก่อน
เมื่อเขาเห็น เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยรอยยิ้ม “ชาวชิงโจวชอบทำกิจกรรมนอกสถานที่เช่นนี้ ทำไมนายไม่เปิดให้บริการถ่ายรูปด้วยล่ะ หากว่ามีการเปิดให้บริการถ่ายภาพด้วย เชื่อว่าธุรกิจจะต้องดีอย่างแน่นอน”
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนในชิงโจวก็ถือว่าค่อนข้างร่ำรวยในขณะนี้ และผู้ที่สามารถมาที่ถนนนักชิมได้ก็คงไม่มีใครตระหนี่เงินสองสามหยวนเป็นค่าถ่ายรูปอย่างแน่นอน
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาว่า “แต่น่าเสียดายนะครับที่ช่วงเวลาดี ๆ เช่นนี้ จะอยู่ไปได้อีกไม่นาน”
หลินเจียจวินรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเช่นนี้ และถามว่า “ทำไมช่วงเวลาดี ๆ ถึงจะอยู่ได้ไม่นานล่ะ ? ”
หลินเจียตงเองก็กล่าวว่า “ใช่ ฉันคิดว่าธุรกิจนี้ดีมากเลยนะ ทำไมถึงจะอยู่ได้ไม่นานล่ะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่ทั้งสองคน เขาไม่ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะถามขึ้นมาว่า “พี่รู้ไหมว่าตอนนี้กล้องยี่ห้อไหนดีที่สุด ? ”
หลินเจียจวินพูดโดยไม่ลังเล “แม้ว่าฉันจะเกลียดการถ่ายรูป แต่ฉันก็รู้นี้ว่ากล้องที่ดีที่สุดในตอนนี้คือพานาโซนิกและโซนี่”
หลินเจียตงยังพยักหน้าและยอมรับว่า “ใช่แล้ว ในประเทศไม่มีกล้องตัวใดเทียบพวกเขาได้”
นี่คือข้อเท็จจริงและเจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่ปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อเท็จจริงในตอนนี้เท่านั้น แต่ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยข้อมูลที่เขาให้ไว้และภายใต้การนำของหม่าซานซิ่น ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเหลียงหังเซียนเค่อจะทำออกมานั้น เทคโนโลยีย่อมเหนือกว่าเทคโนโลยีของแบรนด์ที่มีอยู่มานานนับสิบปีอย่างแน่นอน เพราะในโทรศัพท์ที่เขาทำออกมา นอกจากโทรเข้าโทรออกแล้ว มันยังสามารถถ่ายภาพได้อีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว การถ่ายภาพก็เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญมากในโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการนำทาง การตรวจสอบ และอื่น ๆ ที่ตามมาก็จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่มีความคมชัดสูง ดังนั้นจึงต้องรวมเทคโนโลยีการถ่ายภาพไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้บอกทั้งสองคนอย่างชัดเจนในตอนนี้ แต่พูดต่อไปว่า “แล้วพี่เชื่อไหมว่ากล้องจะล้าสมัยในอีกไม่ช้า ! ”
หลินเจียจวินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง และพูดด้วยความไม่เชื่อ “ทุกวันนี้ แต่ละแบรนด์กล้องกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และกำลังวางแผนที่จะสร้างกล้องที่ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ มันจะล้าหลังอย่างรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร ? ”
หลินเจียตงกล่าวว่า “ใช่แล้ว ฉันก็มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับตลาดกล้องเช่นกัน ว่ามันจะพัฒนาต่อไปมากกว่านี้”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม ตามวิถีทางประวัติศาสตร์ตามปกติ กล้องจะยังคงอยู่ตรงนั้น มันจะคงอยู่นานหลายทศวรรษ
แต่น่าเสียดายที่ชีวิตนี้แตกต่างกันออกไป กับคนที่เกิดใหม่อย่างเขา เขามาพร้อมกับความทรงจำของชาติก่อนซึ่งจะทำให้กระบวนการประวัติศาสตร์เร็วขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โทรศัพท์มือถือ ‘3G’ ที่เขากำลังจะพัฒนาจะมีฟังก์ชันกล้องและวิดีโอในตัว เทคโนโลยีนี้ล้ำหน้ากว่ากล้องและเครื่องบันทึกวิดีโอระดับมืออาชีพในปัจจุบันมาก อีกทั้งยังมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และใช้งานง่าย
แล้วใครจะเอาเงินไปซื้อกล้องล่ะ ?
ทั้งที่ใช้ถ่ายได้แค่รูป ?
ในชีวิตที่แล้ว คู่แข่งรายใหญ่ที่สุดสำหรับกล้องไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเดียวกันเอง และไม่ใช่คลื่นลูกใหม่ในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มาแทนที่คลื่นลูกเก่า
บริษัทกล้องอาจไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าสิ่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมถดถอยลงก็คือผลิตภัณฑ์ที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยอย่าง ‘โทรศัพท์มือถือ’
เพราะโทรศัพท์มือถือนั้นพกพาได้สะดวกและทำอะไรได้มากกว่ากล้องไม่ใช่หรือ ?
ตามความทรงจำชาติก่อน เจียงเสี่ยวไป๋จำได้ว่ามีรายงานว่าโทรศัพท์มือถือได้คร่าชีวิตอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไปหลายร้อยแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และธนาคาร…..
“มีอะไรนายก็บอกฉันมาตามตรง ! ” เมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋ดูเหมือนจะพูดจาไปเรื่อย หลินเจียจวินก็กระแทกไหล่ของเขาและอดไม่ได้ที่จะกระตุ้นให้เขารีบพูดออกมา