ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1498 ความคืบหน้านี้เร็วเกินไป
ตอนที่ 1498 ความคืบหน้านี้เร็วเกินไป
ต่อหน้าหม่าซานซิ่นแล้ว แม้ว่าหลินเจียตงจะเป็นถึงรองประธานของสำนักงานโทรคมนาคมแห่งประเทศจีน แต่เขาก็ยังคงแสดงท่าทางเคารพต่ออีกฝ่ายเสมอ
นักวิทยาศาสตร์อาวุโสอย่างหม่าซานซิ่นใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จึงไม่แปลกที่จะไม่เก่งเรื่องการเข้าสังคม หรือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เขามักจะมองข้ามตำแหน่งหรือหน้าตาทางสังคมเหล่านี้อยู่แล้ว หากคุณไม่ชอบเขา เขาก็จะเพิกเฉยต่อคุณ
อย่างไรก็ตาม ทว่าหม่าซานซิ่นก็ยังคงสุภาพต่อหลินเจียตงไม่น้อย
เขาเหลือบมองมาที่หลินเจียงตงเบา ๆ แล้วพูดว่า “คุณคือหลานชายคนโตของเหล่าหลินใช่หรือเปล่า ? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเจียตงตกใจเล็กน้อย และเงยหน้าขึ้นมองหม่าซานซิ่น ก่อนจะถามว่า “คุณหม่ารู้จักปู่ของผมด้วยเหรอครับ ? ”
“ในตอนที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเป่ยผิง ทั้งครูและนักเรียนของเราในเป่ยผิงได้อพยพไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ในตอนนี้คุณหลินก็คือคนที่พาพวกเรากลับมา…พูดไปแล้ว คุณหลินยังเคยช่วยชีวิตฉันไว้ด้วย ! ”
“ในตอนนั้นฉันที่ถือกองหนังสือข้อมูลอยู่ไม่ทันได้ระวังข้างหน้าข้างหลัง เครื่องบินของญี่ปุ่นได้ทิ้งระเบิดลงมา คุณหลินเป็นคนที่วิ่งเข้ามาผลักฉันลงไปหลบในหลุมข้าง ๆ ”
“ไม่กี่วินาทีถัดมา ระเบิดก็ได้ตกลงมาที่ที่ฉันยืนอยู่ และก็ระเบิดออกเป็นวงกว้าง จนดินตรงนั้นเป็นหลุมลึกราวกับปล่องภูเขาไฟ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหลิน ฉันคง……”
หม่าซานซิ่นเหมือนกับถูกดูดเข้าไปในความทรงจำของตนเอง เขาค่อย ๆ พูดออกมาอย่างช้า ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋พอจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้วในตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าครั้งหนึ่งชายชราเคยร่วมชะตากรรมมากับคุณหม่านี่เอง
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หลินต้าจ้าวจะสามารถขอให้คุณหม่าออกจากเทียนจิงเพื่อมาช่วยเขาทำการวิจัยที่ชิงโจวได้
ซึ่งมันก็สืบเนื่องมาจากคุณหม่าต้องการตอบแทนชายชราที่เคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ !
และตอนที่คุณหม่าออกมาจากภูเขา ก็ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ชายชราจากไปพอดี
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการที่บริษัทเหลียงหังเซียนเค่อสามารถเชิญหม่าซานซิ่นมาได้ ก็เนื่องจากครั้งหนึ่งชายชราเคยช่วยชีวิตหม่าซานซิ่นเอาไว้นี่เอง
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
หม่าซานซิ่นยังคร่ำครวญต่ออีกว่า “เวลามันผ่านไปเร็วมาก สงครามในสมัยนั้นไม่ได้พรากชายชราไป เพราะเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก แต่สุดท้ายกาลเวลาก็ได้พรากเขาไปตลอดกาลอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน อนิจจา…”
เขาถอนหายใจออกมาเสียงดัง น้ำเสียงของเขาฟังดูน่าเศร้าใจเป็นอย่างมาก
อารมณ์ของหลินเจียตงก็หดหู่เช่นกัน จากนั้นเขาก็ได้พูดออกมาว่า “ความปรารถนาสูงสุดของปู่ในช่วงชีวิตของเขาคือการได้เห็นบ้านเกิดเจริญรุ่งเรือง แต่น่าเสียดายที่เขาจากไปตลอดกาล ก่อนที่เขาจะทันได้เห็นช่วงเวลาที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด”
หม่าซานซิ่นพยักหน้า และพูดว่า “ใช่แล้ว สิ่งที่ชายชราต้องการเห็น ในที่สุดวันนี้ลูกหลานของเขาก็สามารถทำได้แล้ว”
เขามองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เขาได้ลองศึกษาข้อมูลมากมายที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้ให้มา และได้ทดลองใช้มันกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย จนเขาได้ค้นพบว่ายิ่งเขาศึกษามันมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็ยิ่งน่าตกใจมากเท่านั้น
วัสดุเหล่านั้นได้ทำลายอุปสรรคทางเทคนิคออกไปหลายประการ และอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าเกือบ 20 ปี แต่เนื่องจากเวลาที่เขาได้ทำการศึกษานั้นสั้นเกินไป เขาจึงไม่ได้ศึกษาข้อมูลที่เจียงเสี่ยวไป๋มอบให้เขามาอย่างละเอียด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเทคโนโลยีใดที่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกแปลงแล้ว
ในตอนแรก การที่เขามาที่ชิงโจวก็เพราะว่าหลินต้าจ้าวเป็นคนเชิญเขามา และเพราะเห็นแก่หน้าของชายชรา จึงได้ตกลงที่จะมาช่วย
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าการมาที่ชิงโจวนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขา มันถูกต้องมากกว่าตอนที่เพื่อนเก่าของเขาชักชวนให้เขาไปที่ตะวันออกเฉียงใต้เพื่อพัฒนาที่นั่นเสียอีก ทั้งที่แผ่นดินใหญ่ของเขายังไม่พัฒนาอะไรเลย
ซึ่งถ้าเขาตัดสินไปกับเพื่อนเก่า เขาก็คงไม่มีโอกาสได้พบกับเจียงเสี่ยวไป๋เหมือนอย่างตอนนี้
และคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับข้อมูลใหม่มากมายที่สามารถก้าวข้ามกาลเวลาได้เช่นนี้
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจียงเสี่ยวไป๋ถึงได้ค้นพบเทคโนโลยีเหล่านี้ก่อนคนอื่นอยู่เสมอ ?
ซึ่งการที่เจียงเสี่ยวไป๋บอกเขาว่าได้ข้อมูลนี้มาจากการอ่านหนังสือ บอกตามตรงว่าเขาเองก็ไม่คิดจะเชื่อเหมือนกัน
เพราะแม้แต่อัจฉริยะก็ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลทางเทคนิคเหล่านี้ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวแน่นอน
แต่ถ้าเจียงเสี่ยวไป๋ยืนกรานที่จะพูดแบบนี้ เขาก็ไม่มีทางที่จะไปเซ้าซี้อีกฝ่ายให้บอกความจริง เพราะทุกคนต่างก็มีเรื่องที่เป็นความลับกันทั้งนั้น และเขาเองก็ไม่กล้าก้าวก่ายในเรื่องนี้
แต่สิ่งที่เขาสามารถพูดได้ก็คือ เจียงเสี่ยวไป๋คนนี้น่าจะเป็นไอแซก นิวตันกลับชาติมาเกิดแน่นอน ต้องยอมรับว่าเขาสุดยอดมาก !
หลังจากที่สงบสติอารมณ์ลงได้ในที่สุด หม่าซานซิ่นก็พูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “คราวนี้คุณพาเสี่ยวหลินมาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์มือถือใช่ไหม ? ”
หลินเจียตงเป็นรองประธานฝ่ายบริหารทั่วไปของสำนักงานโทรคมนาคมแห่งประเทศจีน และเจียงเสี่ยวไป๋ก็เคยเน้นย้ำเรื่องโครงการโทรศัพท์มือถือกับเขามาก่อน แม้ว่าหม่าซานซิ่นจะมุ่งเน้นไปที่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และไม่คิดที่จะสนใจเรื่องธุรกิจของเจียงเสี่ยวไป๋ แต่เขาก็พอจะสรุปได้อย่างง่ายดายและได้ถามมันออกมาตามตรง
หลินเจียตงไม่มีอารมณ์เลยเมื่อได้ยินที่หม่าซานซิ่นเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวหลิน’ เพราะไม่เพียงแต่เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเท่านั้น แต่เขายังเป็นหลานชายคนโตของคุณปู่ด้วย แม้แต่พ่อของเขา หลินต้าจ้าวก็ยังเรียกเขาว่าเจ้าใหญ่ แล้วทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกที่จะเรียกเขาว่าเสี่ยวหลินด้วย ?
ก่อนที่เจียงเสี่ยวไป๋จะทันได้พูดอะไรออกมา หลินเจียตงก็พูดแทรกออกมาว่า “คุณหม่า ใช่แล้ว เสี่ยวไป๋บอกว่างานวิจัยของคุณก้าวหน้าอย่างมาก ดังนั้นผมจึงมาที่นี่เพื่อตรวจสอบว่าจะเริ่มโครงการตามความก้าวหน้าของคุณ”
หม่าซานซิ่นจึงได้กล่าวว่า “ฉันไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องของธุรกิจแทนคุณได้ แต่ฉันบอกได้แค่ผลการวิจัยเท่านั้น”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็หยุดไปชั่วขณะและพูดต่อ “แต่ความก้าวหน้านี้ยังเป็นเพียงผลวิจัยเท่านั้น และยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่ห้องปฏิบัติการจะสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาได้”
หลินเจียตงจึงกล่าวอย่างรวดเร็ว “เจียงเสี่ยวไป๋มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างผลิตภัณฑ์ ส่วนผมต้องการเพียงผลวิจัยเท่านั้นครับ แค่คุณรายงานมาก็พอ”
ท้ายที่สุด เขาก็ต้องนำข้อมูลจากการวิจัยเหล่านี้ไปให้ทางสำนักงานใหญ่เพื่อร่างโครงการอยู่ดี
เนื่องจากสำนักงานโทรคมนาคมถือเป็น ‘กระทรวงระดับประเทศ’ โครงการต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นจึงต้องได้รับอนุมัติจากเบื้องบนทีละขั้นตอน ซึ่งเป็นกระบวนการที่จำเป็น และจะต้องดำเนินการไปพร้อมกับตอนที่เจียงเสี่ยวไป๋สร้างสินค้าออกมา
หม่าซานซิ่นจึงได้พูดออกมาว่า “งั้นฉันจะพูดสั้น ๆ เลยก็แล้วกัน ! ”
จากนั้น เขาก็พูดเสียงดัง
“เพื่อให้ทราบถึงเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวถึงนั้น จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ที่สำคัญมากมาย รวมถึงอุปกรณ์ส่งสัญญาณ ใยแก้วนำแสง สายเคเบิล อุปกรณ์ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุซึ่งใช้ในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง”
“ประการที่สองมีอุปกรณ์สวิตชิ่ง เช่น สวิตช์ เราเตอร์ บริดจ์ ฯลฯ ซึ่งใช้ในการแลกเปลี่ยนและกำหนดเส้นทางข้อมูลระหว่างเครือข่ายหรือระบบการสื่อสารที่แตกต่างกัน”
“นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ปลายทาง ได้แก่ โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เครื่องแฟกซ์ ฯลฯ ที่ใช้ในการรับและส่งข้อมูลและจำเป็นจะต้องมีสื่อการส่งผ่าน เช่น ใยแก้วนำแสง สายเคเบิล คลื่นความถี่วิทยุ ฯลฯ ซึ่งใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ”
“ส่วนตัวการในการส่งสัญญาณอย่างเช่น สถานีฐาน สถานีถ่ายทอด เสาส่งสัญญาณ เสาอากาศ ฯลฯ เหล่านี้ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการให้บริการการสื่อสารเช่นกัน”
“นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมในการสื่อสารอีกมากมาย เช่น ขั้วต่อ อะแดปเตอร์ ตัวลดทอน เครื่องขยายสัญญาณ ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมที่ใช้ในการเชื่อมต่อ แปลง และปรับปรุงสัญญาณ”
“เพื่อให้มั่นใจถึงการสื่อสารที่ราบรื่น ยังจำเป็นต้องมีเครื่องมือทดสอบการสื่อสาร เช่น เครื่องวัดกำลังแสง เครื่องวิเคราะห์สเปกตรัม เครื่องวิเคราะห์เครือข่าย ฯลฯ เพื่อทดสอบและแก้ไขประสิทธิภาพและคุณภาพของอุปกรณ์สื่อสาร”
หลินเจียจวินได้แต่นั่งฟังด้วยสีหน้าสับสน แต่ในฐานะคนที่ทำงานในสำนักงานโทรคมนาคม หลินเจียตงสามารถเข้าใจอุปกรณ์สื่อสารส่วนใหญ่เหล่านี้อยู่บ้าง
เพียงแต่ว่าสิ่งที่หม่าซานซิ่นกำลังทำการวิจัยและค้นคว้าอยู่นั้น ก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก ซึ่งเขาเองก็เพิ่งจะเคยได้ยินเนื้อหาเหล่านี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน
ฟังก์ชั่นมากมายเหล่านั้นที่หม่าซานซิ่นกล่าวออกมา ทำให้เขาแอบรู้สึกทึ่งเล็กน้อย
เพราะเขาไม่ได้คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะคิดสิ่งใหม่ ๆ ออกมาได้มากมายขนาดนี้ในช่วงเวลาสั้น ๆ และยังสามารถสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารรูปแบบใหม่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์เช่นนี้อีกด้วย !
ความคืบหน้านี้ถือว่าเร็วเกินไปจริง ๆ !