ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1502 ไปเอากล้องถ่ายรูปมา
ตอนที่ 1502 ไปเอากล้องถ่ายรูปมา
เขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาทำความสะอาดเองอยู่แล้ว
แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ลุกขึ้นมาทำความสะอาดขี้เถ้าบุหรี่บนโต๊ะและบนพื้นให้สะอาดด้วยตัวเอง
“ผู้ช่วยเจียง จะออกไปข้างนอกเหรอ ? ”
ทันทีที่เห็นเจียงเสี่ยวไป๋ออกมา จางเสี่ยวชุ่นก็ลุกขึ้นยืนทันทีแล้วถาม
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ฉันจะออกไปข้างนอกสักพักหนึ่ง”
จางเสี่ยวชุ่นกำลังเตรียมเดินตาม เจียงเสี่ยวไป๋ก็พูดขึ้นอีกว่า”ไม่ต้องตามไปด้วยหรอก”
“อ้อ ครับ ! ” จางเสี่ยวชุ่นอุทานแล้วหยิบกุญแจรถออกมาส่งให้
“ไม่ต้อง ! ” เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือไปมา เขาไม่ได้จะขับรถออกไปไหน “ฉันก็แค่จะออกไปข้างนอกนี้เอง ไม่ได้จะขับรถไปไหน”
พูดจบ เขาก็เดินออกไปตามลำพัง
เขาเดินออกจากประตู ลงบันไดแล้วเดินไปดูย่านขายเสื้อผ้าอย่างสบาย ๆ
เมื่อได้ตัดสินใจที่จะศึกษาวงการแฟชั่นแล้ว ก็ไม่ควรแค่ดูข้อมูลจากเอกสาร ต้องไปที่ตลาดเสื้อผ้าและดูสถานที่จริงด้วย
ตอนนี้มีเวลาว่างพอดี เขาจึงตัดสินใจไปดูสักหน่อย
ตอนนี้ในตลาดเสื้อผ้าเมืองชิงโจวมีแบรนด์เสื้อผ้ามากกว่า 100 แบรนด์ที่เข้ามาเปิดร้านเฉพาะทาง ทุกร้านมีการออกแบบที่โดดเด่น ป้ายไฟอะคริลิกและองค์ประกอบการออกแบบที่ทันสมัย การเดินอยู่ท่ามกลางร้านเหล่านี้เหมือนกับการเดินไปยังยุคหลายสิบปีข้างหน้า
เดิมทีแล้วในปี 1985 คงจะไม่มีทางได้เห็นทิวทัศน์ถนนแบบนี้
ต้องรู้ว่า ในช่วงเวลานี้ ร้านค้าทั้งหมดยังคงเป็นห้างสรรพสินค้าและสหกรณ์เป็นหลัก ส่วนที่เหลือก็เป็นร้านขายของเล็ก ๆ ของเอกชน
สำหรับเสื้อผ้าแล้ว จะมีแค่ห้างสรรพสินค้าและร้านตัดเสื้อเป็นสถานที่จำหน่ายหลัก
ในยุคนี้ เกือบทุก ๆ ถนนและตรอกซอยสามารถเห็นร้านตัดเสื้อขนาดใหญ่และขนาดเล็กได้แทบทุกที่
แต่เนื่องจากเจียงเสี่ยวไป๋เป็นผู้ที่เกิดใหม่และได้ลงทุนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ดังนั้นแม้ว่าเขาจะไม่เคยปรากฏตัวในวงการเสื้อผ้า แต่แนวคิดการออกแบบของแบรนด์และข้อกำหนดของร้านที่มีภาพลักษณ์ล้วนมาจากฝีมือของเขา
เพียงแต่เขาได้ให้หลินเจียจวินเป็นตัวกลาง ก่อนจะส่งต่อให้กัวเสี่ยวผิงนำเนื้อหานั้นไปนำเสนอให้กับสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้า
“ต้องมีบรรยากาศทางธุรกิจแบบนี้สิ”
เจียงเสี่ยวไป๋เดินอยู่ในนั้น มองดูฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ก็อดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้
จากนั้นเขาก็สุ่มเดินเข้าไปในร้านหนึ่ง
“ยินดีต้อนรับค่ะ ! ”
พนักงานต้อนรับเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและยิ้มรับ ซึ่งถือเป็นการขอบคุณ
พนักงานยิ้มและพูดว่า “ที่นี่คือร้านจำหน่ายเสื้อผ้าผู้ชายแบรนด์จินปา คุณผู้ชายสนใจดูแบบไหนหรือเปล่าค่ะ ? ”
ถือได้ว่าพนักงานสาวคนนี้ยังมีหูตาไวอยู่ ถึงแม้เสื้อผ้าที่เจียงเสี่ยวไป๋สวมใส่จะไม่มีแบรนด์ แต่คุณภาพและการตัดเย็บนั้นยอดเยี่ยมอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นสินค้าระดับหรูเลยก็ว่าได้
ใช่แล้ว นั่นก็เป็นเพราะเจียงเสี่ยวไป๋ใส่เสื้อผ้าที่เขาสั่งตัดพิเศษส่วนตัว
ในยุคนี้ แม้ว่าจะไม่ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหาร แต่คนส่วนใหญ่ยังคงมองเสื้อผ้าแค่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างระหว่างเสื้อผ้าระดับหรูและปกติ แต่ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงการสั่งตัดเสื้อผ้าตามสั่งส่วนบุคคล
ดังนั้นพนักงานจึงไม่รู้ว่าเสื้อผ้าของเจียงเสี่ยวไป๋เป็นแบบสั่งทำพิเศษ เธอคิดแค่เพียงว่าแบรนด์ที่เขาใส่เป็นแบรนด์ที่ตัวเองไม่รู้จัก
แต่ความหรูหราของมันเห็นได้ชัดเจน
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
นับเป็นลูกค้าในเป้าหมายของเธอ
เพราะว่าแบรนด์จินปาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายระดับหรู
พูดถึงแล้ว ที่จริงชื่อนี้ก็เป็นชื่อที่เจียงเสี่ยวไป่ลอกมาจากแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายในชาติก่อน ซึ่งออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน และในอนาคตยังมีคำว่า ‘จินจู่ป้าปา’ ที่หมายถึง ‘พ่อผู้สนับสนุนทางการเงิน’ เขาเลยตัดสินใจใช้คำว่า ‘จินปา’ เป็นชื่อแบรนด์เสื้อผ้า
ผลปรากฏว่าชื่อนี้ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก
โดยเฉพาะเมื่อเด็ก ๆ พูดด้วยความภูมิใจว่า ‘พ่อของฉันคือจินปา ! ’ ใบหน้าของพ่อจะเต็มไปด้วยความภูมิใจ ซึ่งช่วยเติมเต็มความรู้สึกสำเร็จในตัวของคนเป็นพ่อได้อย่างมาก ดังนั้นผู้ชายที่มีลูกจึงชื่นชอบแบรนด์ ‘จินปา’ กันมาก และตลาดก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี
แน่นอนว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้มาเพื่อซื้อเสื้อผ้า
ตอนนี้เขาต้องการเสื้อผ้าแบบไหน เพียงแค่พูดออกไปก็จะมีคนทำมาให้เขาและส่งมาให้ถึงที่
แม้ว่าเขาจะไม่ต้องพูดอะไร ว่านฉีฉีก็จะส่งชุดใหม่มาให้เขาทำเป็นประจำ ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบใหม่ล่าสุด
ซึ่งนี่ก็เป็นเพราะหลินเจียจวินขี้เกียจเป็นหลัก
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจียงเสี่ยวไป๋สั่งทำเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เขาก็ไม่อยากให้เจียงเสี่ยวไป๋มาขอร้องเขาอีกในภายหลัง เลยสั่งให้ทำตามขนาดนี้ทุกครั้ง ถ้ามีแบบใหม่ก็ให้ตัดตามไซส์ของเจียงเสี่ยวไป๋เลย
เพราะถึงอย่างไรก็มีเงินจ่ายอยู่แล้ว
สำหรับเสื้อผ้าที่ส่งมาให้บ่อย ๆ จางเสี่ยวไป๋ก็ไม่ปฏิเสธ
ที่สำคัญคือเสื้อผ้าเหล่านั้นไม่เพียงแต่มีของเขาเท่านั้น แต่ยังมีของหลินเจียอิน เจียงชาน เจียงอัน เจียงห่าว เจียงไห่หยาง และหวังซิ่วจวี๋ด้วย
ไม่ว่าเขาจะต้องการเสื้อผ้าใหม่หรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่เขาต้องการให้คนในครอบครัวมีเสื้อผ้าใหม่สวมใส่ทุกวัน
ตอนแรกที่มีเสื้อผ้าใหม่ ๆ เข้ามาไม่ขาดสาย เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ยังบ่นอยู่เลยว่ามันสิ้นเปลือง
แต่หลังจากนั้นเมื่อคิดไปคิดมา เจียงเสี่ยวไป๋มีเงินมากมายจนใช้ไม่หมดแล้ว
การซื้อเสื้อผ้าใหม่เพิ่มอีกนิดหน่อยก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร
ดังนั้นทั้งสองก็ไม่พูดอะไรอีก
อย่างไรก็มีเสื้อผ้าใหม่ ๆ ก็ใส่ไปก่อน ถ้าใส่ไม่หมด หรือไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นของใหม่หรือของที่ใส่แล้วแค่ครั้งเดียว ถ้าเห็นญาติคนไหนใส่พอดี ก็จะให้ไปอย่างไม่ลังเล
ทำให้ระยะเวลาครึ่งปีมานี้ คู่สามีภรรยาจึงได้ส่งเสื้อผ้าไปให้ญาติพี่น้องไปไม่น้อย
ส่วนหลินเจียอิน เธอกลับรู้สึกดีใจ
อย่างไรนี่ก็เป็นการตามใจของสามี ทุกครั้งเธอก็จะรับมาอย่างมีความสุข และยังคาดหวังว่าจะได้รับแบบใหม่ ๆ ในครั้งถัดไปอีกด้วย
สำหรับเธอ ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าเท่านั้น แม้แต่รองเท้า กระเป๋า หรือเครื่องประดับก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
ถึงแม้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะไม่ซื้อเสื้อผ้า แต่เขาก็ยังคุยกับพนักงานขาย
ที่จริงแล้วเขามาที่นี่เพื่อศึกษาตลาด
ด้วยประสบการณ์ของเขา แค่พูดไม่กี่คำก็สามารถถามคำถามได้หลายข้อ จนทำให้พนักงานคิดว่าเขาคือผู้ที่มาซื้อเสื้อผ้า จึงให้การต้อนรับอย่างเต็มที่
“เจียงเสี่ยวไป๋ นายมาซื้อเสื้อผ้าเหรอ ? ”
ขณะที่กำลังคุยกับพนักงานอยู่ ก็มีคนเดินเข้ามาในร้าน พอเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ก็ถามด้วยความประหลาดใจ
เจียงเสี่ยวไป๋หันกลับไปและเห็นว่าเป็นหยางเจี๋ย
ก็จริง เพราะตอนนี้แทบจะไม่มีใครเรียกชื่อเขาโดยตรงแล้ว
คนส่วนใหญ่เห็นเขาก็จะเรียกเขาว่า ‘ผู้ช่วยเจียง’ และก็มีแค่เพียงเพื่อนเก่าอย่างหยางเจี๋ยเท่านั้นที่เรียกชื่อแซ่ของเขาโดยตรง
“เป็นเธอนี่เอง ! ”
“มาซื้อเสื้อผ้าให้เหล่าหลี่เหรอ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มทักทาย
“จะมาทำอะไรได้ล่ะ ! ” หยางเจี๋ยพูดว่า “ไม่ซื้อให้เขา แล้วจะให้ฉันไปซื้อให้ผู้ชายคนอื่นเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ลูบจมูกตัวเองและพูดติดตลกว่า “งั้นเธอก็ซื้อให้ฉันได้นะ ! ”
หยางเจี๋ยหัวเราะ แล้วพูดว่า “นายรวยขนาดนั้น ยังจะให้ฉันซื้อให้อีกหรือไง ยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า ? ”
ฟังคำพูดของทั้งสองคน พนักงานข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้าง เธอมองเจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความไม่เชื่อและแสดงสีหน้านับถืออย่างชัดเจน
มีใครบ้างในชิงโจวที่ไม่รู้จักชื่อเสียงของเจียงเสี่ยวไป๋ ?
แน่นอนว่าเธอเองก็ต้องเคยได้ยินมาก่อน
แค่ไม่คิดเลยว่าเจียงเสี่ยวไป๋ตัวจริงเสียงจริงจะมาที่ร้านเสื้อผ้าของเธอ
เซอร์ไพรส์มากเลยจริง ๆ
“คุณ… คุณ… คุณจริง ๆ ด้วย คุณคือเจียง… ผู้ช่วยเจียงจริง ๆ ใช่ไหมคะ ? ”
พนักงานบริการพูดไม่ค่อยเป็นภาษาแล้ว เกือบจะเรียกชื่อเจียงเสี่ยวไป๋ออกมา แต่ในช่วงเวลาสำคัญก็เปลี่ยนคำพูดทันที และใช้คำที่ทุกคนเรียกกันว่า ‘ผู้ช่วยเจียง’ แทน
เมื่อตัวตนถูกเปิดเผย เจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีทางเลือก เขายิ้มและพยักหน้ารับพร้อมพูดว่า “ใช่แล้ว ฉัน เจียงเสี่ยวไป๋ ! ”
“เป็นคุณจริง ๆ ด้วย ! ”
พนักงานบริการตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น แล้วหันไปตะโกนบอกพนักงานอีกคนว่า “เสี่ยวฟาง เร็วเข้า ไปเอากล้องถ่ายรูปมาเร็ว ! ”