ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1506 เรือที่เดินทางหลายพันไมล์ย่อมเจอกับอุปสรรค์
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1506 เรือที่เดินทางหลายพันไมล์ย่อมเจอกับอุปสรรค์
ตอนที่ 1506 เรือที่เดินทางหลายพันไมล์ย่อมเจอกับอุปสรรค์
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เจียได้เดินทางไปที่ถู่เฉิงพร้อมกับข้อมูลที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้ให้ไว้
ในเวลานี้ หลินเจียจวินและหลินเจียตงได้มาอยู่ในห้องทำงานของเจียงเสี่ยวไป๋ ทั้งสามคนนั่งข้างหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานและสูบบุหรี่
ทั้งคู่ถอนหายใจ ช่วงเวลาสองสามวันที่พวกเขาได้อยู่ที่นี่ พวกเขาต่างก็มีความสุขมาก
โดยเฉพาะหลินเจียตงที่มีงานยุ่งมาโดยตลอด ทั้งการประชุมต่าง ๆ การค้นคว้าข้อมูล และการฟังรายงานมาเป็นเวลานาน ครั้งนี้ที่เขามาที่ชิงโจว เขาไม่ได้ไปประชุมที่ไหน ไม่มีแรงกดดันในการทำงาน และยังมีอาหารและเหล้าดี ๆ ให้กินดื่มในทุกวัน อีกทั้งยังได้ไปนวดเท้าเพื่อผ่อนคลายเมื่อเขาเหนื่อยอีกด้วย
แต่ก็อย่างคำกล่าวที่ว่า ช่วงเวลาดี ๆ มักสั้นเสมอ
วันนี้ เมื่อเขาได้รับข้อมูลจากหม่าซานซิ่นแล้ว เขาก็ต้องเดินทางกลับไปที่เจียงเฉิงทันที
แน่นอน หลินเจียจวินก็กลับไปกับเขาเช่นกัน
ตามคำพูดของเขา แม้ว่าชิงโจวจะดี แต่รังทองและรังเงินก็ยังดีที่สุด ย้อนกลับไปในเจียงเฉิงซึ่งเขาเป็นเจ้าของที่ดินหนึ่งในสามของทั้งเมือง ที่นั่นเขาถือว่าเป็นกษัตริย์ที่ไร้กังวลที่สุด
“คุณหม่าก็นะ ทำไมเราไม่ไปเอาข้อมูลมาเลยล่ะ ไม่ต้องให้คนมาส่งให้เราก็ได้ ! เหมือนเขากลัวว่าเราจะไปดื่มชาของเขาจนหมดอย่างไรอย่างนั้นแหละ ! ” หลินเจียจวินพ่นควันบุหรี่พลางบ่นออกมา
เจียงเสี่ยวไป๋เม้มริมฝีปากและไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่พูดกับตัวเองในใจว่า: ตอนไปที่ห้องทำงานของคุณหม่า เขาเคยชงชาให้พี่ด้วยเหรอ ?
ขนาดเขาเองยังไม่เคยดื่มชาของคุณหม่าแม้แต่แก้วเดียว !
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลินเจียจวินเลย
หลินเจียตงเข้าใจและพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณหม่าเขาไม่ชอบให้พวกเราไปทำให้เขาเสียเวลาทำงาน”
เขารู้ว่าสิ่งที่คนอย่างหม่าซานซิ่นเกลียดที่สุดคือการที่คนอื่นมาพรากเวลาทำการวิจัยของเขาไป
เพราะการที่เขาไม่ต้องเสียเวลามาต้อนรับแขก มันอาจทำให้เขาทำการทดลองเพิ่มเติมได้อีกสองสามงานเสร็จสิ้น
หลินเจียจวินไม่เห็นด้วยกับวิถีชีวิตแบบนี้เลยจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “มันน่าเบื่อจะตายไป ที่ต้องมาอยู่กับความเครียดตลอดทั้งวัน”
แต่เขานั้นอยากจะใช้ชีวิตอย่างเจียงเสี่ยวไป๋มากกว่า “หากว่าจะใช้ชีวิตให้ดี ต้องมีชีวิตเหมือนอย่างเสี่ยวไป๋นี่”
หลินเจียตงพูดด้วยรอยยิ้ม “ชีวิตของเขามีอะไรเจ๋งกัน ฉันคิดว่าชีวิตภายนอกของเขาอาจจะดูว่าเจ๋ง แต่จริง ๆ แล้วคงจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาต้องกดดัน”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและไม่ปฏิเสธ
ในชีวิตที่แล้ว เขาก็เป็นเหมือนกับหม่าซานซิ่น ที่เป็นคนบ้างาน มิฉะนั้น คนบ้านนอกอย่างเขา จะกลายมาเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อยได้อย่างไร
โลกนี้อาจดูไม่ยุติธรรม ดั่งคำกล่าวที่ว่า: มหามรรคามีห้าสิบ แต่สวรรค์บังเกิดเพียงสี่สิบเก้า ความไม่สมบูรณ์แบบมีอยู่ในทุกสิ่ง แม้ในกฎแห่งฟ้าดินเองก็ยังเหลือ ‘’ช่องว่างหนึ่งจุด’ ที่มนุษย์ต้องเติมเต็มด้วยตนเอง
ความแตกต่างก็คือในชาติที่แล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ทำงานหนักมากเพราะเขาเคยทำผิดพลาดเมื่อเขายังเป็นวัยรุ่น เขาใช้ชีวิตอย่างเสเพล หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเสียใจ เมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงไม่สนใจสิ่งอื่นใด นอกจากบ้างานไปวัน ๆ
หม่าซานซิ่นหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาก เพราะเขารักมันจากก้นบึ้งของหัวใจ และอุทิศทั้งชีวิตให้กับการเป็นนักวิทยาศาสตร์
ดังคำที่กล่าวไว้ว่า มันคือพลังแห่งศรัทธา
แต่ในชีวิตนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ได้ชดเชยความเสียใจทั้งหมดของเขาไป จึงไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่งอีกต่อไป นอกจากนี้ด้วยการที่เขาได้กลับมาเกิดใหม่และรู้เกี่ยวกับโลกอนาคต เขาจึงไม่ต้องกังวลกับการสร้างรายได้เลย
แม้ว่าเขาจะทำเงินได้ แต่ส่วนใหญ่เขาแค่อยากช่วยให้ผู้คนรอบตัวเขามีชีวิตที่ดีขึ้นและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตของพวกเขา
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะบ้างานและทำงานหนักอีกต่อไป
เขาต้องการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น เพื่อชดเชยชีวิตที่แล้ว ที่เขาไม่ได้ดูแลครอบครัวให้ดีพอ จนต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
และเขายังตระหนักดีถึงการทำงานหนัก และความยากลำบากของชีวิตที่ผ่านมา เขาจึงกล่าวว่า “ในโลกนี้ มักจะมีคนที่เลือกทำงานหนักเพื่อให้ชีวิตของตนเองก้าวไปข้างหน้า ! และมีคนที่ให้ความสำคัญกับความสุขของชีวิตมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่ทั้งหมดนี้ก็ล้วนมาจากความพอใจของคน ๆ นั้น เขาจะเลือกใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปอย่างไร ? ”
หลินเจียตงพยักหน้าเห็นด้วย “ในประเทศของเราไม่เคยขาดแคลนคนที่ทุ่มเทให้กับหน้าที่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่ในยุคของสงครามจนถึงยุคแห่งสันติภาพ คนอย่างคุณหม่าก็กำลังต่อสู้ในสนามรบเช่นกัน แต่เป็นสนามรบที่ปราศจากควันดินปืน ! พวกเขาถือว่าเป็นวีรบุรุษไร้ควัน ! และพวกเขาสมควรได้รับความเคารพจากเรา ! ”
หลินเจียจวินพูดออกมาอย่างหดหู่ “นี่พี่กำลังสอนผมกันอยู่ใช่ไหม ! ไม่ใช่ว่าผมไม่ชื่นชมคุณหม่า ผมแค่บอกว่าผมไม่สามารถเป็นคนแบบนั้นได้ก็เท่านั้น ! ”
หลินเจียตงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันไม่ได้สอนนาย ฉันแค่พูดออกมาเท่านั้น พูดไปฉันก็รู้สึกสะเทือนอารมณ์เล็กน้อย”
เจียงเสี่ยวไป๋ยังกล่าวอีกว่า “วิถีชีวิตของทุกคนมันแตกต่างกัน คนชั่วก็มีเส้นทางชีวิตของเขา คนดี แม้นตายไปก็ยังมีคนชื่นชม และโลกอันแสนมหัศจรรย์นี้ก็ได้รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันอย่างสมดุล”
“โดยพื้นฐานแล้ว ไม่มีใครมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์วิถีชีวิตของผู้อื่น ไม่มีอะไรถูกหรือผิดเกี่ยวกับชีวิตที่พวกเขาเลือกเดิน เพราะทุกคนต่างก็มีชีวิตเป็นของตนเอง”
หลินเจียตงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันชอบฟังปรัชญาของนายจริง ๆ มันสามารถสอนฉันได้ทุกครั้ง”
หลินเจียจวินมุ่ยปาก “ก็แค่คำพูดคำพูดหนึ่ง จะมีอะไรดีขนาดนี้”
“ถ้านายมีความสามารถขนาดนั้น นายควรจะเอาเวลามาคิดว่าจะทำให้โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของนายกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างไรไม่ดีกว่าเหรอ ! สิ่งนี้เร่งด่วนมากกว่าเสียอีก ! ”
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลินเจียตงมักจะอยู่กับพวกเขาสองคนเสมอ และเขาก็รู้ว่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าภายใต้เจียงเจียกรุ๊ปนั้นกำลังประสบกับปัญหาอยู่
หลังจากฟังคำพูดของหลินเจียจวิน เขาก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “เจียจวินพูดถูก นายควรจะผสมผสานระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติเข้าด้วยกันด้วย ตั้งแต่ที่นายเริ่มทำธุรกิจ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าบริษัทของนายมีโปรเจ็กต์ขาดทุนเหมือนกัน ! ”
ที่ผ่านมา เจียงเสี่ยวไป๋ไม่เคยขายทุนแม้แต่โครงการเดียว ซึ่งมีเพียงโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเท่านั้นที่เพิ่งมาขาดทุนในปีนี้ แต่ในความเห็นของเขา นี่เป็นเรื่องปกติ ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็ไม่ได้มีสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้ยินมาว่าสาเหตุที่โรงงานเสื้อผ้าของเจียงเจียกรุ๊ปขาดทุนไปเป็นจำนวนมาก ก็เพราะคู่แข่งของพวกเขาแข็งแกร่งเกินไป เพราะว่าสถาบันจัดการกองทุนเซิ่งซื่อนั้นได้ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำ และร่วมกันสร้างแบรนด์เสื้อผ้าออกมา ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของเจียงเจียกรุ๊ปถึงขาดทุนไปเป็นจำนวนมาก
“เสี่ยวไป๋ นายได้พบกับคู่ต่อสู้ที่น่าแข็งแกร่งแล้ว ! ” หลินเจียตงมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และพูดอย่างเคร่งขรึม
“อะแฮ่ม…” หลินเจียจวินที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะแตะจมูกของเขาหลังจากได้ยินสิ่งนี้ เขาเกือบจะหัวเราะออกมาเสียงดัง จึงแสร้งทำเป็นไอสองครั้งอย่างรวดเร็วเพื่อปกปิดมันเอาไว้
แต่หลินเจียตงไม่รู้เลย ว่าคู่แข่งขันที่ทรงพลังที่เขากล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วก็คือตัวเจียงเสี่ยวไป๋นั่นเอง
แต่การที่เขาพูดออกมาเช่นนี้ ก็เพื่ออยากให้เจียงเสี่ยวไป๋ได้รู้ว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงทั้งสิ้น
ตอนนี้เจียงเจียกรุ๊ปมีโครงการแรกที่ขาดทุนไปแล้ว ซึ่งอาจจะมีโครงการที่สอง สาม หรือมากกว่านั้นตามมาอีก
เจียงเสี่ยวไป๋เข้าใจความกังวลของหลินเจียตงดี ดังนั้นเขาจึงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “พี่เจียตง แต่พี่ไม่ต้องกังวลไป ผมเชื่อว่าโครงการสื่อสารเคลื่อนที่ของเราไม่มีทางขาดทุนอย่างแน่นอน ! ”
หลินเจียตงยิ้ม เจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนฉลาด เขาแค่พูดออกมาแค่นี้ แต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็รู้จุดประสงค์ของเขาแล้ว
ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “เรือที่เดินทางหลายพันไมล์ย่อมเจอกับอุปสรรค์ ฉันอยากให้นายขับไปช้า ๆ ดีกว่าต้องเผชิญกับความเสี่ยงครั้งใหญ่หลวง”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดว่า “ผมเข้าใจแล้วครับ ! ”
หลังจากได้ยินสิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋พูด หลินเจียตงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่เขากำลังจะให้คำแนะนำเพิ่มเติม จู่ ๆ ก็มีคนเคาะประตู
ทันใดนั้น หลี่ชิงอีก็เปิดประตูและเดินเข้ามา
“ผู้ช่วยเจียง คุณหม่าจากเหลียงหังเซียนเค่อได้ส่งคนมาส่งข้อมูลให้ค่ะ ! ”