ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1522 รายชื่อของบริษัทใหม่
ตอนที่ 1522 รายชื่อของบริษัทใหม่
เมิ่งเสี่ยวเป่ยคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับโมเดลธุรกิจที่เจียงเจียกรุ๊ปมีอยู่แล้ว และเธอก็ยินดีที่จะบูรณาการเข้าด้วยกัน
แม้ว่าผลลัพธ์จะแตกต่างจากที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้คิดเอาไว้เล็กน้อย แต่ทิศทางทั่วไปก็เหมือนกัน และแม้แต่การเปลี่ยนแปลงก็มีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทว่าสำหรับโมเดลธุรกิจใหม่นั้น เมิ่งเสี่ยวเป่ยไม่สามารถรู้ความคิดของเจียงเสี่ยวไป๋ได้
สิ่งที่เธอรู้ตอนนี้ก็คือ เจียงเสี่ยวไป๋กำลังวางแผนที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับการสื่อสารเคลื่อนที่
อ๋อ… และยังมีสาขายานยนต์อีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว หลี่กวงหรงก็ได้เข้าร่วมบริษัทเพื่อก่อตั้งบริษัทขายรถยนต์แห่งใหม่ที่เธอเคยดูแลมาก่อนหน้านี้
แต่สิ่งที่เธอรู้คือขายรถยนต์เท่านั้น และเธอไม่รู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋วางแผนที่จะผลิตรถยนต์ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ เมิ่งเสี่ยวเป่ยยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจใหม่อื่น ๆ เลย
เพราะลำพังแค่งานปัจจุบันที่เธอรับผิดชอบ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอยุ่งจนไม่มีเวลาไปรับผิดชอบเรื่องอื่น แล้วเธอจะมีเวลาไปคิดเรื่องธุรกิจอื่น ๆ ที่บริษัทจะพัฒนาได้อย่างไร
นอกจากนี้ การกำหนดกลยุทธ์ของบริษัทและการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่คือสิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋ทำมาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องมากังวลกับเรื่องนี้เลย
ตราบใดที่เจียงเสี่ยวไป๋อยู่ที่นี่ เธอก็ไม่ต้องกังวลอะไร
เมิ่งเสี่ยวเป่ยตระหนักได้ในเวลานี้ว่าหากเธอไม่ได้มารับผิดชอบเรื่องการแยกบริษัทในครั้งนี้ เธอคงไม่คิดถึงโมเดลธุรกิจใหม่นี้เลย
และการได้มาฟังเจียงเสี่ยวไป๋พูดคุยเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจใหม่ อย่างเช่น อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมหนัก โครงข่ายไฟฟ้า วัสดุเทคโนโลยีขั้นสูง อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ทุกอุตสาหกรรมล้วนเป็นสาขาที่เธอไม่เคยสัมผัสหรือเคยได้ยินมาก่อนเลย มันจึงทำให้เธอได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตกใจ
ซึ่งเธอก็รู้สึกว่าเธอไม่สามารถจินตนาการได้ถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วเธอจะวางแผนได้อย่างไร ?
มันเหนือขอบเขตแนวคิดของเธอไปมาก
เธอซึ่งปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้มาโดยตลอดยังต้องก้มหัวในครั้งนี้และพูดออกมาอย่างไร้เดียงสา “ผู้ช่วยเจียง ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร แล้วแบบนี้ฉันควรจะวางแผนนี้อย่างไรดีคะ ? ”
โชคดีที่เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธออับอาย เขาจึงพูดออกมาตามตรงว่า “ผมจะให้รายชื่อบริษัทใหม่กับคุณไป เมื่อถึงเวลา คุณก็แค่ลงทะเบียนบริษัทตามนี้ไปก่อน และไม่ต้องกังวลถึงปัญหาที่จะตามมา เดี๋ยวผมจะคอยให้คำปรึกษาเอง”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยถามด้วยความประหลาดใจ “คุณจะไม่กังวลกับโครงสร้างองค์กร ข้อบังคับบริษัท หรืออื่น ๆ เลยเหรอคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ละเลยไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทใหม่เหล่านี้คือเจียงเจียกรุ๊ป ซึ่งผู้บริหารระดับสูงทุกคนสามารถรับส่วนแบ่งเงินปันผลได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็เข้าใจทันทีว่าบริษัทใหม่นี้จะมีผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือเจียงเจียกรุ๊ปของพวกเธอ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร
เธอจึงไม่คัดค้านเรื่องนี้อีก และถามออกมาเพียงว่า “แล้วเราจะเอาผู้นำและสมาชิกหลักของบริษัทใหม่เหล่านี้มาจากไหนล่ะคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “จากนี้ไปเราจะให้ผู้บริหารระดับสูงของเจียงเจียกรุ๊ปรับผิดชอบในการคัดเลือกและกำกับดูแลบริษัทใหม่ทั้งหมด …”
หลังจากพูดมาถึงตรงนี้ เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็เข้าใจทันทีว่างานส่วนใหญ่ของเจียงเจียกรุ๊ปหลังจากนี้คือการจัดสรรบุคลากรชั้นนำให้ไปกำกับดูแลและพัฒนาบริษัทใหม่ให้เติบโตและก้าวหน้าขึ้นไป
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหลังจากที่มีการปรับโครงสร้างของเจียงเจียกรุ๊ปเสร็จ เจียงเจียกรุ๊ปก็จะกลายเป็นสถาบันการจัดการภายในและการลงทุนที่มีขนาดใหญ่มาก
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องของอนาคต เมิ่งเสี่ยวเป่ยไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอเพียงแค่ถามออกมาว่า “แล้วคุณจะให้รายการพวกนั้นแก่ฉันมาเมื่อไหร่ล่ะคะ ? ”
เธอให้ความสำคัญกับเรื่องสำคัญและเร่งด่วนในขณะนั้นเสมอ และไม่ต้องการเอาเรื่องอื่นมาคุยให้รำคาญใจ
“คุณ…” เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและชี้ไปที่เมิ่งเสี่ยวเป่ยแล้วพูดว่า “คุณดูจะเป็นคนที่ยุ่งและจริงจังอยู่เสมอ ! จนไม่มีเวลาจะสนใจอะไรเลย ! ”
เมิ่งเสี่ยวเป่ยก็กล่าวออกมาว่า “คุณเองก็มีนิสัยที่ไม่เป็นเดือดเป็นร้อนกับอะไรเลย ถ้าฉันเป็นคุณ บริษัทก็คงจะทำงานต่อไปไม่ได้แน่นอน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มรับ เขาและเมิ่งเสี่ยวเป่ยในตอนนี้ไม่ต่างจากไม้เบื่อไม้เมากันเลย ซึ่งก็เป็นเพราะบุคลิกที่ต่างกันสุดขั้วของพวกเขา คนหนึ่งก็ขี้กังวล ส่วนอีกคนก็ไม่สนใจอะไร คนหนึ่งเคร่งครัด ส่วนอีกคนหละหลวม เขามีหน้าที่รับผิดชอบในการวางแผนทิศทางเท่านั้น ในขณะที่เมิ่งเสี่ยวเป่ยรับผิดชอบในการดำเนินการเฉพาะเจาะจง และใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
แต่ทว่าการผสมผสานที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันนี้กลับสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดและสมบูรณ์แบบได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“เอาล่ะ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋เม้มริมฝีปาก แล้วพูดว่า “ผมแค่ไม่อยากให้คุณทำงานหนักมากเกินไปก็เท่านั้น ! ”
คำพูดเหล่านี้ของเขาดูจริงใจ
ตอนนี้เจียงเจียกรุ๊ปมีขนาดใหญ่พอและทำกำไรได้มากแล้ว ตราบใดที่ปฏิบัติตามแผนทีละขั้นตอน มันก็จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกธุรกิจอย่างแน่นอน ต่อให้มันจะช้ากว่าเดิมก็ตาม
เขาต้องการให้อาณาจักรธุรกิจของเขาเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่เขาก็ไม่ต้องการที่จะให้สุขภาพของเขาและผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเสียไปกับการทำงานที่หนักเกินไป
ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะใช้ตัวเองเป็นแบบอย่าง เพื่อถ่ายทอดปรัชญาในการทำงานที่ผ่อนคลาย ให้กับเมิ่งเสี่ยวไป๋ เฉินหยวนเฉา เฉินอันผิง และคนอื่น
เจียงเสี่ยวไป๋เคยคิดอย่างจริงใจว่าหากเขาได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เขาจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเติมเต็มมากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ขวนขวายแค่ความสำเร็จพวกนั้น
ชีวิตที่ประสบความสำเร็จก็มีคำจำกัดความที่แตกต่างกันออกไป
และความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของบุคคลเท่านั้น
บางทีคุณอาจจะสังเกตเห็นว่าคนรวยจำนวนมากไม่มีความสุข และยังมีความสุขน้อยกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
เพราะพระเจ้านั้นยุติธรรมเสมอ เมื่อมีประตูบานหนึ่งเปิดให้คุณ ประตูบานอื่นก็จะถูกปิดไว้เสมอ
และเมื่อคนเราได้รับบางสิ่งไป ก็มักจะต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปเสมอ
สิ่งที่คุณสูญเสียมักจะเป็นสิ่งที่คุณคิดว่าไม่สำคัญในขณะนี้ แต่ที่จริงแล้วมันสำคัญมาก
เพียงแต่ในตอนที่มีอาจจะไม่เห็นค่า
แต่เมื่อคุณสูญเสียมันไปจริง ๆ หรือกำลังจะสูญเสียมันไป คุณถึงจะเห็นคุณค่าของมันจริง ๆ
คุณจะรู้ว่ามันมีค่าแค่ไหน ก็ต่อเมื่อคุณสูญเสียมันไปแล้ว จากนั้นคุณก็จะเสียใจที่ไม่รักษามันไว้ในเวลานั้น
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร คุณก็แค่ไม่เห็นค่าในโอกาสที่มีก็เท่านั้น
แม้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะเข้าใจหลักการเหล่านี้และกำลังทำเช่นเดียวกัน แต่มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เขามักจะคิดว่าตัวเองเข้าใจทุกอย่าง แต่ที่จริงสิ่งที่เขาทำก็อาจจะขัดแย้งกันโดยไม่รู้ตัว
ดังคำพูดหนึ่งที่ว่า: นักรบยอมตายได้เพื่อเพื่อนที่รู้ใจ สตรีตั้งใจแต่งหน้าเพื่อคนที่รัก !
เมื่อเขาปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้างอย่างจริงใจ มอบความมั่งคั่งและสถานะให้คนรอบข้าง และหวังว่าพวกเขาจะผ่อนคลายมากขึ้น แต่คงไม่มีคนรอบข้างคนไหนที่จะยอมเฉยเมยและไม่พยายามในการตอบแทนเขา
เมิ่งเสี่ยวเป่ยรู้ถึงความเมตตาของเจียงเสี่ยวไป๋อยู่ในใจ แต่เธอก็ไม่สามารถเพลิดเพลินกับมันได้ เธอจึงพูดว่า “ฉันเข้าใจ เรามาทำสิ่งนี้กันก่อน ฉันจะมาหาคุณพรุ่งนี้เพื่อรับรายการ แต่ตอนนี้ฉันยังมีบางอย่างที่ต้องรีบกลับไปทำ งั้นฉันขอตัวไปก่อนนะคะ ! ”
เมื่อเธอพูดจบ เธอก็รีบจากไปทันที ราวกับเธอกลัวว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะรั้งเธอเอาไว้และพูดไม่หยุด
เมื่อเห็นเมิ่งเสี่ยวเป่ยจากไปอย่างเร่งรีบ มุมปากของเจียงเสี่ยวไป๋ก็กระตุกอย่างช่วยไม่ได้
อนิจจา…สิ่งที่เขาพยายามพูดไปเป็นเวลานานกลับไม่มีประโยชน์อะไรเลยเหรอ
จนกระทั่งแผ่นหลังของเมิ่งเสี่ยวเป่ยลับตาไป เจียงเสี่ยวไป๋ก็มองไปทางอื่น พลางหยิบปากกาและกระดาษบนโต๊ะของเขาขึ้นมาและเริ่มเขียนลงไป
แม้เขาจะบอกว่าจะให้รายชื่อบริษัทใหม่แก่เมิ่งเสี่ยวเป่ยไป แต่สำหรับธุรกิจใหม่จำนวนมากเช่นนี้ เมิ่งเสี่ยวเป่ยอาจไม่สามารถเข้าใจเพียงแค่เห็นชื่อของบริษัทได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเขียนรายละเอียดลงไปเพิ่มเติม
แม้ว่ารายการจะยาวและมีโมเดลธุรกิจมากมายที่ต้องเขียน แต่สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ในใจของเขาอยู่แล้ว จึงไม่ได้ใช้เวลานานในการเขียนรายละเอียดลงไป
แน่นอนว่าเขาใช้เวลาเขียนไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น !