ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 727 พาลูกสาวขึ้นเครื่องบินครั้งแรก
ตอนที่ 727 พาลูกสาวขึ้นเครื่องบินครั้งแรก
หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ หลินฉางเกิง และหลินต้ากั๋วก็พูดคุยกันสักพัก จากนั้นเจียงเสี่ยวไป๋และหลินฉางเกิงก็ลุกขึ้นยืนออกไป
หลินต้ากั๋วส่งทั้งสองคนกลับ
เมื่อพวกเขามาถึงที่จอดรถ ก่อนที่หลินฉางเกิงจะขึ้นรถ หลินต้ากั๋วก็พูดว่า “พี่ ถ้ามีเวลาแวะมาเที่ยวเล่นบ้านฉันอีกนะ”
หลินฉางเกิงยิ้มออกมาพร้อมทั้งตอบตกลง
ทว่าหลินต้ากั๋วก็ไม่ได้พูดอะไรกับเจียงเสี่ยวไป๋มากนัก
จากนั้น หลินเจียจวินก็ขับรถพาทั้งสามคนกลับไปที่เกสต์เฮาส์หงซาน
ส่วนรถของเจียงเสี่ยวไป๋จอดอยู่ด้านนอกบ้านพักตระกูลหลิน
เขาต้องไปเทียนจิงหลายวัน ซึ่งการจอดรถในสนามบินหรือลานจอดรถของเกสต์เฮาส์ไม่ปลอดภัยมากนัก
ในยุคสมัยนี้ไม่มีค่าจอดรถ แต่ก็ไม่มีคนดูแลรถเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น หลินเจียจวินก็ได้มารับเจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานไปที่สนามบิน
ซึ่งก็รวมถึงหลินฉางเกิงด้วย
ระหว่างทางไปสนามบิน หลินเจียจวินก็พูดว่า “เสี่ยวไป๋ พ่อบอกว่าจะมีคนมารับนายเมื่อพวกนายไปถึงสนามบินเทียนจิง”
เจียงเสี่ยวไป๋ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามไปว่า “ที่จริงแล้วมันไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ครับ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “พ่อเตรียมการไว้แล้ว เมื่อนายออกจากสนามบินให้โทรตามคนไปรับ จากนั้นวันมะรืน พ่อของฉันก็จะตามไปที่เทียนจิง”
“ลุงรองก็กำลังจะไปเทียนจิงด้วยเหรอ ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ถามด้วยความประหลาดใจ
หลินเจียจวินกล่าวว่า “น่าจะเพราะเรื่องโครงการล็อตเตอรี่แห่งความหวัง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “โอ้” และถามว่า “แล้วคนที่มารับผมคือ…”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ก็ต้องเป็นคนในครอบครัวสิ เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่าเป็นใคร”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหยุดพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพูดเพียงว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมต้องฝากเหล่าหลินไว้กับพี่ด้วยนะครับ”
หลินเจียจวินยิ้มและพูดว่า “ไม่มีปัญหา ฉันนัดกับผู้จัดการเจียให้แล้ว หลังจากที่ฉันพานายไปส่งที่สนามบิน ฉันจะพาคุณหลินไปที่สำนักพิมพ์เจียงเฉิง”
หลังมาถึงสนามบิน เจียงเสี่ยวไป๋ก็หยิบกระเป๋าเดินทางขึ้นมา ส่วนหลินเจียจวินก็หยิบกล่องสองใบและถุงเล็กหนึ่งใบออกมาจากท้ายรถแล้วพูดว่า “แม่บ้านอู๋แบ่งให้แล้ว นายก็เอาถุงหนึ่งไปให้คุณปู่ ส่วนอีกถุงไปให้เหล่าโฮ่วได้เลยนะ”
มีเชือกผูกติดกับกล่องเพื่อให้ยกได้ง่าย และมีป้ายเขียนชื่อไว้อย่างชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สลับกัน
ในกล่องนั้นมีถุงสะดวกซื้อที่แต่ละใบบรรจุพริกเขียว มะเขือยาว และอื่น ๆ
หลินเจียจวินยื่นกล่องให้เจียงชานแล้วพูดว่า “ถือกล่องสองใบนี่ด้วย หิ้วของไปแบบนี้เหมือนกับสมัยพ่อของเราเมื่ออยู่ที่เทียนจิงเลย”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “แล้วของในนี้ถูกต้องหรือเปล่าครับ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ทั้งหมดนี้แม่บ้านอู๋เป็นคนแบ่งให้ เธอบอกว่าพริกเขียวและมะเขือยาวมีแนวโน้มที่จะเสียน้อยกว่า”
ขณะที่เขาพูด เขาก็ถือกล่องกระดาษในมือข้างหนึ่งและนำทางไปยังอาคารผู้โดยสาร
เมื่อพวกเขาเดินไปที่ประตู เจียงเสี่ยวไป๋ก็เห็นร่างที่คุ้นเคย นั่นคือจางอ้ายผิง
“สวัสดีพี่สะใภ้รอง ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวทักทายเธอ
จางอ้ายผิงกล่าวว่า “พอดีเลย มากับฉัน ฉันจะพาไปเช็คอินเอง”
“ต้องรบกวนด้วยนะครับพี่สะใภ้ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยท่าทีสุภาพ
จางอ้ายผิงยิ้ม “ฉันทำงานที่สนามบิน ก็ต้องบริการลูกค้าอยู่แล้ว”
เมื่อมีเธออยู่ที่นี่ ขั้นตอนการเช็คอินก็ราบรื่นมาก ทั้งกระเป๋าเดินทางและกล่องใส่สองกล่องก็ถูกเช็คอินไปแล้ว
ในที่สุด จางอ้ายผิงก็มอบบอร์ดดิ้งพาสสองใบให้กับเจียงเสี่ยวไป๋
ในช่วงทศวรรษ 1980 บัตรผ่านขึ้นเครื่องจะเขียนด้วยลายมือ หมายเลขของเครื่องบินคือ tu_146 และได้ที่นั่งสองที่ด้านหน้า
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่เคยขึ้นเครื่องบินแบบนี้มาก่อนในชีวิตของเขา ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งตารอคอยมัน
ที่ทางเข้า พวกเขากล่าวลาหลินเจียจวิน จางอ้ายผิง และหลินฉางเกิง จากนั้นเจียงเสี่ยวไป๋ก็ขึ้นไปบนเครื่องพร้อมกับเจียนชาน
ในยุคนี้ กฎเกณฑ์ในการบินมีไม่มากนัก ผู้โดยสารยังสามารถสูบบุหรี่บนเครื่องบินได้ตามปกติ
ไฟแช็กหลายสิบอันที่เจียงเสี่ยวไป๋มีอยู่ในกระเป๋าถือของเขาไม่ได้ถูกยึด
เมื่อพาเจียงชานไปที่ลานบิน เด็กน้อยก็ดูตื่นเต้นมาก “ป่าป๊าคะ เครื่องบินลำนี้ใหญ่มาก ตอนที่ดูขึ้นไปบนฟ้า หนูก็คิดว่ามันจะเล็ก”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม Tu_146 เป็นเครื่องบินโดยสารที่เล็กที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาแล้ว เขาจึงกล่าวว่า “เครื่องบินที่หนูเห็นลำนี้ยังถือว่าเล็กอยู่ เพราะในอนาคตเราจะได้นั่งเครื่องบินลำที่ใหญ่กว่านี้”
เจียงชานพูดว่า “ยังมีเครื่องบินลำใหญ่กว่านี้อีกเหรอคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ในขณะที่สังคมพัฒนาไปเรื่อย ๆ เทคโนโลยีก็จะก้าวหน้าขึ้นเช่นกัน ในอนาคตจะมีเครื่องบินที่ลำใหญ่กว่านี้แน่นอน”
ได้ยินแบบนั้น เจ้าตัวเล็กจึงมองไปที่เครื่องบินอย่างมีความหวัง
บันไดของเครื่องบิน tu_146 ที่ให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องนั้นจะเป็นบันไดที่ติดกับตัวเครื่อง ซึ่งแตกต่างจากยุคหลังที่ใช้สะพานเครื่องบินและงวงช้าง บันไดพับที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง หลังจากที่ผู้โดยสารขึ้นเครื่องบินแล้ว บันไดจะถูกพับและเก็บไว้บนเครื่องเลย
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ ทัศนคติการบริการของบริษัทการบินพลเรือนก็ดีอยู่แล้ว เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานขึ้นเครื่องบิน เขาก็ได้ยินคำพูดต้อนรับที่คุ้นเคยบนเครื่อง “ยินดีต้อนรับเข้าสู่สายการบินไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MU312 ฉันและลูกเรือขอให้ผู้โดยสารทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
“ขอบคุณมากค่ะ ! หนูก็ขอให้คุณมีความสุขในการทำงานเหมือนกันนะคะ ! ” เจียงชานตอบอย่างสุภาพ ทำให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินยิ้มให้เธอ
บน tu_146 ไม่มีห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาส ในสองแถวมีเพียง 24 ที่นั่ง และไม่มีโต๊ะเล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าที่นั่งด้วย
เจ้าตัวน้อยนั่งริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ดวงตากลมโตของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความประหลาดใจ
ผู้โดยสารขึ้นมานั่งครบทุกคนอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน เครื่องบินก็เริ่มเคลื่อนที่ มันส่งเสียงดังออกมา ไถลออกจากรันเวย์และทะยานขึ้นไป เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวน้อยรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะมือเล็ก ๆ ของเธอจับแขนของเจียงเสี่ยวไป๋ไว้แน่น
เธอดูเป็นกังวลมาก จนเครื่องบินในระดับที่มั่นคงแล้ว เธอถึงกลับมาผ่อนคลาย
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เครื่องบินก็บินผ่านก้อนเมฆแล้ว เมฆขาวกลิ้งอยู่ตรงหน้าของเธอ ภูเขาด้านล่างกลายเป็นเพียงเนินเขาเล็ก ๆ ส่วนบ้านของผู้คนก็เล็กเหมือนกับเม็ดทรายเม็ดเล็ก
“ป่าป๊า ดูสิคะ ภูเขาเล็กมาก ! ”
“ป่าป๊าคะ นั่นเมฆเหรอ ? ทำไมมันถึงเหมือนหมอกล่ะคะ”
“ป่าป๊าคะ การที่ราชาวานรกำลังบินอยู่บนก้อนเมฆในเรื่องไซอิ๋ว จะมีความรู้สึกเหมือนกับพวกเราที่บินอยู่ตอนนี้หรือเปล่า ? ”
“ป่าป๊า……”
“……”
บางครั้ง เจ้าตัวน้อยก็ขอให้เจียงเสี่ยวไป๋ดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างไปกับเธอ และบางครั้งก็ถามคำถามแปลก ๆ ออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกว่าช่วงเวลาดังกล่าวอบอุ่นมาก ซึ่งเขาก็มีความสุขมากที่ได้ร่วมประสบการณ์แรกไปกับลูกสาวและชื่นชมยินดีไปกับเธอ
ที่จริงแล้วในยุคนี้มีคนน้อยมากที่เคยขึ้นเครื่องบิน เจียงชานจึงรู้สึกประหลาดใจและมีความสงสัยต่าง ๆ มากมายตลอดการเดินทาง
การนั่งเครื่องบินอย่างเงียบ ๆ เป็นสถานการณ์ที่มีเฉพาะในยุคหลังเท่านั้น
ผ่านไปได้ครึ่งทาง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็เข็นรถเข็นออกมา ในเวลานี้ อาหารบนเครื่องบินยังเป็นอาหารที่คล้ายกับถาดอาหารกลางวันในโรงอาหาร อาหารถูกบรรจุในถาดอลูมิเนียม และแจกจ่ายให้กับผู้โดยสารทุกคน
ในตอนแรก เจียงเสี่ยวไป๋ยังไม่อยากกิน แต่เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้นของลูกสาว เขาจึงสั่งอาหารมาสองที่
“ป่าป๊าคะ อาหารบนเครื่องบินอร่อยไหม ? ” เด็กน้อยถามอย่างมีความสุข พร้อมถือถาดข้าวอลูมิเนียมที่ยังอุ่นอยู่
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี
ในยุคหลัง อาหารบนเครื่องบินนอกจากจะแพงแล้ว ยังไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ นับประสาอะไรกับตอนนี้
เขาไม่รู้ว่าลูกสาวจะผิดหวังไหมเมื่อเปิดกล่องอาหารกลางวัน เขาจึงพูดเพื่อไม่ให้เธอตั้งความหวังมากเกินไปว่า “อาหารบนเครื่องบินเป็นเพียงอาหารที่ให้ทานพออิ่มเท่านั้น อย่าคาดหวังในรสชาติ”
เจ้าตัวเล็กเปิดมันด้วยความไม่เชื่อ ก่อนจะเห็นว่าในถาดนั้นมีข้าวสวยอยู่ด้านล่าง ผัดผักใส่เนื้อไม่ติดมันโป๊ะอยู่ด้านบน และมีขาไก่ทอดขาเล็กหนึ่งขา
ดูเหมือนว่าปริมาณไม่นับว่าแย่
อย่างน้อยก็ทำให้ผู้โดยสารอิ่มได้