ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 733 เตาแก๊ส
ตอนที่ 733 เตาแก๊ส
เจียงเสี่ยวไป๋ไปทำอาหาร ส่วนป้าจางก็เดินตามเขาเข้าไปในครัว
“คุณเจียง ฉันต้องขอโทษคุณด้วย แม้ว่าคุณจะเป็นหลานเขยของคุณท่าน แต่ฉันก็ยังต้องเฝ้าดูคุณเวลาทำอาหารให้คุณท่านทาน”
ป้าจางพูดขอโทษ สิ่งที่เธอต้องการสื่อคือฉันจะต้องชิมอาหารทุกจานที่คุณปรุง ก่อนจะเอาไปให้ชายชรา
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “พี่จาง ผมเข้าใจดีครับ”
เมื่อเห็นว่าเธอเขินอายเล็กน้อย เขาจึงกล่าวเสริมว่า “ผมไม่รู้ที่วางอุปกรณ์ในครัว พี่จางอยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว”
ป้าจางพูดว่า “คุณจะทำอาหารอะไร ฉันจะช่วยเตรียมวัตถุดิบให้”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมเอาแต่ผักมาหมดเลย ในครัวมีเนื้ออะไรบ้างครับ ขอผมดูหน่อยว่าพอจะทำอาหารอะไรได้บ้าง”
ป้าจางพยักหน้า เมื่อรู้ว่าวันนี้เจียงเสี่ยวไป๋จะมา ชายชราจึงสั่งให้เธอไปตลาด เธอไปจ่ายตลาดสดแต่เช้าเพื่อซื้อไก่ หมูสามชั้น และปลาตะเพียน
ฤดูหนาวทางภาคเหนือไม่จำเป็นต้องใส่เนื้อสดในตู้เย็น ป้าจาง ทำความสะอาดแล้ววางลงในกะละมัง
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูเนื้อทั้งสามอย่าง ไม่นานเขาก็คิดเมนูได้ เขาจึงสั่งให้ป้าจางล้างผักทันที
จากนั้นเจียงเสี่ยวไป๋ก็มองดูรอบ ๆ ห้องครัว และรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าที่นี่ใช้เตาแก๊สแล้ว
เขาคิดมาเสมอว่า คงอีกหลายปีกว่าจะมีแก๊สหุงต้มอาหารใช้ที่บ้าน แต่ในความเป็นจริงในช่วงต้นปี 1965 ได้มีการส่งเสริมการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวในประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และในช่วงทศวรรษ 1980 ก็ได้มีการพัฒนามาเป็นเตาแก๊ส
แต่ถึงอย่างนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซในประเทศยังล้าช้ามาก เพราะภายในปี 1978 อัตราการเจาะก๊าซในประเทศยังอยู่ที่ 14% เท่านั้น
ในชาติก่อน เจียงเสี่ยวไป๋ยังคงทำงานอย่างหนักก่อนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจเมื่อปลายปี 1983 ซึ่งตอนนั้นเขายังคงมีรายได้น้อย ดังนั้นเขาจึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการใช้เตาแก๊สเลย
ขณะนี้ เมื่อเขาได้เห็นเตาแก๊ส ก็ตระหนักได้ว่าบางอย่างที่เขาจดจำมาก็คลาดเคลื่อนไปได้
แม้ว่าจะมีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ แต่ก็ยังต้องไปเมืองใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถรับข้อมูลได้ทันเวลา เจียงเสี่ยวไป๋จึงยิ่งมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจของเขาไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
“นี่คือเตาแก๊ส ! ”
ป้าจางเห็นเจียงเสี่ยวไป๋จ้องมองเตาแก๊สด้วยความงุนงง และคิดว่าเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน เธอจึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม
“อ้อ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจและพูดว่า “ผมก็ว่าทำไมผมถึงมองหาเตาไม่เจอ นี่คือเตานี่เอง ! ”
ป้าจางกล่าวว่า “เตาแก๊สใช้งานง่าย รวดเร็ว สะอาด ถูกสุขลักษณะ และสะดวกกว่าการเผาถ่านหินมาก”
“เดี๋ยวฉันจะสอนวิธีใช้ให้ มันง่ายมาก”
เจียงเสี่ยวไป๋ดูจะสนใจขึ้นมาทันที ราวกับเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกมาก่อน
มีหม้อหุงข้าวด้วย
สิ่งนี้เจียงเสี่ยวไป๋ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก เพราะที่บ้านของหลินต้ากั๋วก็มีหม้อหุงข้าว เขายิ้มแล้วพูดว่า “นี่คือหม้อหุงข้าว ผมเคยเห็นที่บ้านลุงรอง”
ป้าจางบอกว่า “ข้าวค่อยหุงทีหลัง เพราะหม้อหุงข้าวหุงข้าวได้เร็วมาก”
เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหัว “ผมจะไม่ใช้หม้อหุงข้าวในการหุงข้าว เพราะคุณปู่อยากกินรสชาติของบ้านเกิด ผมจึงจะหุงข้าวแบบเก่า”
ป้าจางคิดอยู่พักหนึ่งโดยไม่พูดอะไร และชี้ถังข้าวให้เจียงเสี่ยวไป๋
เจียงเสี่ยวไป๋หยิบกะละมังเคลือบ ตักข้าวจากถังข้าวแล้วล้าง และขอให้ป้าจางช่วยเปิดเตาแก๊สให้
ป้าจางเดินไปเปิดถังแก๊สก่อน แล้วจึงหมุนสวิสช์บนเตาแก๊ส เมื่อเสียงดัง “ป๊อก” เปลวไฟสีน้ำเงินตรงฐานวงกลมก็ลุกโชนขึ้นมา
“คุณเจียง สวิตช์ตรงนี้สามารถปรับระดับความแรงของไฟได้” ป้าจางหมุนสวิตช์แล้วพูดไปด้วย
เจียงเสี่ยวไป๋ก็เริ่มที่จะลองบิดสวิตช์ทันทีสองสามครั้ง และพูดด้วยรอยยิ้ม “สะดวกจริง ๆ ! ”
ป้าจางยิ้ม “งั้นฉันจะไปล้างผักก่อนนะ”
“ครับ พี่จาง ต้องขอรบกวนด้วย ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างสุภาพ อีกมือก็เทข้าวลงในหม้อ แล้วเปิดเตาเพื่อหุงข้าว
“อาครับ ผมพอจะช่วยทำอะไรได้บ้าง ? ”
หลินชู่เอามือถูกันแล้วถามขึ้นมา
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเขา แล้วถามว่า “คุณเคยทำอาหารมาก่อนไหม ? ”
หลิวซู่ส่ายหัว เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ จึงทำให้เขาไม่เคยเข้าครัวมาตั้งแต่เด็ก
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดูไปก่อน”
หลินชู่มีสีหน้าเคร่งขรึม คุณปู่ทวดขอให้เขามาช่วย เขาไม่กล้าอยู่ดูเฉย ๆ หรือออกไปข้างนอก เขาเดินไปตรงที่ป้าจางกำลังล้างผัก แล้วพูดว่า “ป้าจาง ให้ผมช่วยล้างผักหน่อยเถอะ”
ป้าจางพูดว่า “เสี่ยวชู่ ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวเสื้อผ้าของคุณจะเปียกเอาได้”
หลินชูกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ผมโตแล้วนะ ล้างผักไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
เขาพูดแล้วเอื้อมมือเข้าไปในอ่าง
“เฮ้ย ! ” ทันทีที่มือของเขาจุ่มลงไปในน้ำ เขาก็อุทาน แล้วรีบชักมือกลับ ทำให้น้ำกระเด็นไปโดนหน้าอกของเขา
น้ำเย็นเหมือนน้ำแข็งเลย
ป้าจางจึงรีบพูดขึ้นมาว่า “ฉันบอกคุณแล้วว่าไม่ต้องทำ แต่คุณก็ดื้อ เสื้อผ้าของคุณเปื้อนหมดแล้วค่ะ รีบไปเอาผ้าขนหนูมาเช็ดเถอะ”
หลินชู่สะบัดน้ำบนมือออกและถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมป้าถึงใช้น้ำเย็นล้างผัก ? ”
ป้าจางพูดว่า “ล้างผักก็ต้องใช้น้ำปกติล้าง จะให้ฉันเอาน้ำต้มสุกมาล้างเหรอคะ ? ”
หลินชู่พูดไม่ออกทันที
เขาไม่รู้ว่าการทำอาหารนั้นยากขนาดนี้
เจียงเสี่ยวไป๋ส่ายหัว ไม่ใช่เพราะท่าทางของหลินชู่ แต่เป็นเพราะเขาไม่คาดคิดว่าแม้แต่บ้านของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างชายชรา ก็ไม่มีน้ำอุ่นให้ใช้ตลอดเวลา
ดีแค่ไหนแล้วที่บ้านในเจียงวานของเขาสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และมีน้ำอุ่นใช้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาที่ต้องพิจารณา หลังจากใส่ข้าวลงในหม้อแล้ว เขาก็นำหมูสามชั้นไปที่เขียงแล้วหั่นและเริ่มเตรียมวัตถุดิบอื่น ๆ
เขายุ่งอยู่ในครัว ส่วนในห้องนั่งเล่นด้านนอก เด็กน้อยก็คลุกคลีอยู่กับชายชราสองคน
“ชานชานตัวน้อย หนูเหมือนแม่ของหนูตอนที่เธอยังเป็นเด็ก ! ” ชายชราเอาเจียงชานมานั่งบนตักแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“คุณปู่ทวดเคยคุณเห็นแม่ของหนูตอนที่ยังเป็นเด็กด้วยเหรอคะ ? ” เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย
ภาพของหลินเจียอินตอนที่ยังเป็นเด็กปรากฎขึ้นมาในใจของชายชรา จากนั้น เขาก็พูดอย่างช้า ๆ “ฉันเคยเห็นแม่ของหนูเพียงสองครั้งเท่านั้น ครั้งหนึ่งเมื่อเธออายุประมาณหนู และอีกครั้งเมื่อตอนที่เธออายุประมาณสิบห้าปี เราพบกันที่บ้านตาของหนูในเจียงเฉิง หลายปีผ่านไปในพริบตา ตอนนี้ลูกของเธอก็โตแล้ว”
เขายิ้มและพูดว่า “อย่างไรก็ตาม หลังจากการเดินทางไปเจี้ยนหยางครั้งล่าสุดของพวกหนู ตายายของหนูได้ส่งรูปถ่ายครอบครัวมาให้ฉันมากมาย ทำให้ฉันเห็นเธออีกครั้งในรูปถ่ายนั้น”
เด็กน้อยยิ้มแล้วพูดว่า “ในรูป คุณปู่ทวดไม่เห็นหนูเหรอคะ ? ”
ชายชราหัวเราะออกมา “แน่นอนว่าฉันต้องเห็นหนูอยู่แล้ว”
เด็กน้อยพูดว่า “แสดงว่าคุณปู่ทวดรู้เรื่องของหนูมานานแล้ว แต่หนูไม่เคยรู้เรื่องของคุณปู่ทวดมาก่อนเลย มันไม่ยุติธรรมเลยค่ะ คุณปู่ทวดต้องเล่าเรื่องของคุณปู่ทวดให้หนูฟังแล้ว หนูจะได้รู้จักคุณปู่ทวดให้มากขึ้น”
ชายชรารู้สึกขบขันกับท่าทางของเด็กน้อยเป็นอย่างมาก “อายุยังน้อยก็พูดถึงความยุติธรรมซะแล้ว ? ”
เด็กน้อยพยักหน้า “ป่าป๊าสอนหนูว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนจะได้รู้จักกันอย่างเท่าเทียม”
ชายชราหัวเราะเยาะ “สิ่งที่คนรุ่นเราแสวงหามาทั้งชีวิตท่ามกลางลูกกระสุนปืนคือความยุติธรรม แต่ตอนนี้เราเพิ่งเข้าใจว่าโลกใบนี้จะหาความยุติธรรมได้จากที่ไหน ? ”
หลังจากพูดแล้ว มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าบนใบหน้าเก่า ๆ ราวกับว่ากำลังโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง
เด็กน้อยจึงยิ้มแล้วพูดว่า “คุณปู่ทวดคะ อย่าคิดมากไปเลยค่ะ เล่าเรื่องของคุณปู่ทวดให้หนูฟังหน่อยสิ ! ”
ชายชราพยักหน้า “เอาล่ะ ฉันจะเล่าให้ฟัง”
“ในปีนั้น……”