ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 734 รสชาติที่ใช่
ตอนที่ 734 รสชาติที่ใช่
หลังจากนั้น อาหารกลางวันก็มาเสิร์ฟบนโต๊ะ ซึ่งได้แก่ ปลาตะเพียนต้ม ซุปไก่ใส่เห็ด หมูตุ๋น มะระผัดพริกหยวก ผัดผักกาดหอมใส่หมูสามชั้น มะเขือเทศผัดใส่ไข่ หมูผัดกะหล่ำปลี อาหารหกอย่างและซุปอีกหนึ่งอย่าง
นอกจากนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ยังทำรากหูดองหนึ่งจานและมะเขือยาวย่างกับพริกเขียวอีกหนึ่งจานด้วย
ชายชรามองดูจานบนโต๊ะ ดวงตาที่ขุ่นมัวของเขาก็สดใสขึ้นในทันใด เขาสูดกลิ่นหอมของอาหารเข้าไปและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “มันเหมือนกับอาหารที่อยู่ในความทรงจำของฉันที่มันยังอร่อยเหมือนเดิม”
หลังจากพูดจบ เขาก็พูดกับชายวัยกลางคนที่ชื่อติงว่า “เสี่ยวติง ไปเอาเหล้าของฉันมา ฉันอยากดื่มกับเสี่ยวไป๋”
ชายวัยกลางคนกล่าวว่า “คุณท่าน เราตกลงกันแล้วว่าจะดื่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
ชายชราพูดอย่างไม่อดทน “ไม่ได้ เสี่ยวไป๋มาที่นี่ทั้งที ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ฉันต้องดื่มสักสามแก้ว”
ชายวัยกลางคนยืนกราน “คุณท่าน ผมให้คุณดื่มได้แค่แก้วเล็ก ๆ เท่านั้น ! ”
ชายชราจ้องเขาด้วยความโกรธ และพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึม “ติงจงผิง เชื่อหรือไม่ฉันสามารถย้ายนายไปได้พรุ่งนี้เลย ! ”
ติงจงผิงยิ้มอย่างมีเลศนัย “คุณท่าน ถ้าคุณย้ายผมไป คนที่มาแทนที่ผมอาจจะเข้มงวดกว่านี้ก็ได้ บางทีคุณอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มแม้แต่แก้วเล็ก ๆ เลย”
ชายชราพูดด้วยความโกรธ “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่สนใจ ฉันจะไม่เสียใจถ้าฉันไม่ได้เจอนายอีก ค่อยดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
ติงจงผิงตกตะลึง ชายชรามักจะคุยด้วยค่อนข้างง่ายอยู่แล้ว แต่ทำไมวันนี้เขาถึงดื้อรั้นขนาดนี้ ?
เขาคิดอยู่พักหนึ่งแล้วกัดฟัน และพูดว่า “คุณท่าน เอาแบบนี้ดีไหม ผมให้ดื่มสองแก้ว ! สองแก้วคือขีดจำกัดแล้วครับ ! ”
ชายชราเชิดหน้าขณะตอบกลับออกมา “เอาล่ะ สองแก้วก็สองแก้ว ! ”
ติงจงผิงยิ้มออกมา “คุณท่านรับปากผมแล้ว จะกลับคำไม่ได้นะครับ”
ชายชราเม้มริมฝีปาก “เที่ยงสองแก้ว และบ่ายสองแก้วเหมือนเดิม ! ”
ติงจงผิงแทบจะเซตอนที่เขากำลังลุกขึ้นแล้วได้ยินประโยคนี้ เขาบอกว่าขีดจำกัดคือดื่มวันละ 2 แก้ว แต่เขาไม่ได้บอกว่าจะให้ดื่มสองแก้วในช่วงเช้า และสองแก้วในช่วงบ่าย
ทว่าชายชราก็ไม่สนใจมากนัก และเร่งเร้าเขาทันที “ทำไมไม่รีบไปเอาเหล้าเล่า ! ”
ติงจงผิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจัดการกับสถานการณ์ก่อน จากนั้นจึงเดินไปหยิบเหล้าอย่างเงียบ ๆ
เหล้าของชายชราไม่ใช่เหมาไถหรือเหล้าข้าวโพด แต่เป็นเหล้าเพื่อสุขภาพที่ทำจากเหล้าขาว
แก้วที่ใช้ดื่มในภาคเหนือมีขนาดเล็กกว่าแก้วในภาคใต้ ในภาคใต้ คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ใช้แก้วตาวัวซึ่งใส่เหล้าได้ในประมาณ 250 มิลลิลิตร แต่ทางภาคเหนือใช้แก้วใบเล็ก ๆ ที่ใส่เหล้าได้ประมาณ 50 มิลลิลิตร
สองแก้วที่ชายชราบอก ก็ประมาณ 100 มิลลิลิตร
ติงจงผิงหยิบแก้วที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จากนั้นคว้าแก้วตวง เทเหล้าประมาณหนึ่งหรือสองออนซ์ หรือประมาณเจ็ดหรือแปดมิลิลิตร จากโถเหล้าลงในแก้วใหญ่
อืม ถ้าต้องการลด ก็ลดปริมาณลงหน่อยแล้วกัน
หลังจากรินเหล้าในแก้วของชายชราเสร็จแล้ว เขาก็หยิบเหมาไถมาหนึ่งขวดและแก้วอีกสองใบจากตู้ข้าง ๆ จากนั้นเขาก็เดินไปที่โต๊ะกินข้าว
“คุณท่าน นี่คือเหล้าของคุณ ! ”
ติงจงผิงวางเหล้าเพื่อสุขภาพของเหล่าหลินลงตรงหน้าเขาก่อนจะพูดมันออกมา จากนั้นจึงวางแก้วเหล้าตรงหน้าเจียงเสี่ยวไป๋และหลินชู่คนละแก้ว คลายเกลียวฝาขวดเหมาไถ แล้วยื่นขวดให้หลินชู่
หลินชู่รับมันมา เทเหล้าให้เจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “คุณอา วันนี้ผมจะดื่มกับคุณสักหน่อย”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า
ฉันมาที่นี่เป็นครั้งแรก มันคงจะน่าเสียดายถ้าไม่ได้ดื่มกับชายชรา
เหล่าหลินมองดูแก้วเหล้าตรงหน้าเขา แล้วเหลือบมองติงจงผิงพลางแอบบ่นในใจ ก่อนจะพูดกับหลินชู่ว่า “ไปเอาแก้วใบเล็กมาให้ฉันหน่อย”
ติงจงผิงพูดด้วยความเร่งรีบ “คุณท่าน ไม่ต้องหรอกครับ อย่างไรก็ตามเหล้าของคุณก็เหลือไม่มากแล้ว หากใช้แก้วใบใหญ่แบบนี้ มันก็จะเทได้สองแก้วพอดี”
เหล่าหลินขมวดคิ้วอย่างเย็นชาและตะคอกออกมา “แก้วแบบนี้มันใช่แก้วเหล้าที่ไหนกัน ? ”
ติงจงผิงกล่าวว่า “นี่จะพอดีกับสองแก้วที่เราตกลงกัน ! ”
“ฮ่าฮ่า…” ชายชราหลินหัวเราะเยาะ จากนั้นติงจงผิงก็ก้มศีรษะลงด้วยความรู้สึกผิด
ทันทีที่หลินชู่เห็น เขาก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและแนะนำ “คุณปู่ทวด ผมว่าช่างมันเถอะ แค่ค่อย ๆ ดื่มมันช้า ๆ เพราะแก้วของปู่ใบใหญ่ ส่วนผมจะดื่มไปพร้อมกับอาเจียงเอง ไม่ต้องเป็นห่วง”
เหล่าหลินกล่าวว่า “หากว่ามีใครบางคนไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยของคนส่วนมาก และทำผิดกฎหมาย ในฐานะนายทหารรุ่นเยาว์ นายจะมองข้ามและสนับสนุนการกระทำนี้ไหม ? ”
หลินชู่รีบตอบทันที “ไม่ครับ ! ”
เหล่าหลินพูดด้วยความโกรธ “แล้วนายยังจะช่วยพวกเผด็จการทำชั่วอีกเหรอ ? ”
หลินชู่ไม่กล้าเถียงและรีบไปหยิบแก้วเหล้าใบเล็กมา เขาจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนกับเรื่องนี้อีก
ติงจงผิงมีสีหน้าเคร่งเครียด หยิบแก้วเหล้าใบใหญ่ขึ้นมาแล้วพูดว่า “วันนี้ผมมีความสุขมาก งั้นผมจะเพิ่มเหล้าให้คุณท่านอีกนิดก็ได้”
เหล่าหลินไม่แม้แต่จะมองเขา เขากำลังคิดกับตัวเองว่า ‘นี่คิดจะเล่นตุกติกกับฉันอยู่ใช่ไหม อย่าหวังเลย ฝีมือของเรามันยังห่างไกลกันเกินไป’
ติงจงผิงไปที่ห้องเก็บเหล้าแล้วหยิบเหล้าเพื่อสุขภาพขึ้นมา แต่เพราะกลัวว่าจะน้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ เขาจึงหยิบแก้วตวงมาตวง เหล้าแก้วใหญ่หนึ่งแก้ว เท่ากับแก้วเล็กสองแก้วกว่า ๆ ทำให้ในแก้วนี้น่าจะมีเหล้าประมาณ 100 มิลลิลิตรกว่า ๆ จากนั้น เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและแอบรำคาญที่ชายชราฉลาดเกินไป ทำให้ไม่เพียงแต่ปริมาณเหล้าที่ให้ชายชราจะไม่ลดลงเท่านั้น แต่ยังเยอะกว่าที่ตกลงกันไว้เสียอีก
หลินชู่ส่ายหัว “ลุงติง คุณก็มาที่นี่เหมือนกันเหรอ ? ”
ติงจงผิงพูดด้วยความหดหู่ “ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งนี้ปู่ทวดของคุณจะจริงจังมาก ? ”
ทั้งสองยิ้มอย่างขมขื่นให้กัน และกลับไปที่โต๊ะอาหารพร้อมกัน
ชายชรารู้สึกสบายใจมากกับครั้งนี้ เขาหยิบเหล้าในแก้วใบใหญ่มารินใส่แก้วใบเล็ก แล้วเริ่มบอกเจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานให้รับประทานอาหาร
เขาเป็นคนแรกที่หยิบตะเกียบไปคีบมะระผัดพริกเขียว มันรู้สึกขมและเผ็ดในปาก แต่ก็หวานอยู่ในใจ
“รสชาติแบบนี้ ไม่ได้กินมาแปดสิบกว่าปีแล้ว ! ”
เสียงของชายชราดูจะสั่นเครือเล็กน้อย
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณปู่ อย่างน้อยคุณก็ยังจำรสชาติของมันได้ขึ้นใจ ค่อย ๆ กิน แล้วก็กินเยอะ ๆนะครับ”
เหล่าหลินพยักหน้าซ้ำ แล้วเอาตะเกียบมาคีบเข้าปากอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าปู่ทวดของเธอรับประทานอาหารได้น่าอร่อยแค่ไหน เจียงชานก็หยิบตะเกียบขึ้นมา แต่พอคีบเข้าปาก เธอกลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้น
มะระผัดพริกหยวกนี้ไม่อร่อยเหมือนที่ป่าป๊าทำให้ทานตอนอยู่ที่บ้านเลย
เธอมองเหล่าหลินด้วยความประหลาดใจ และสงสัยว่าทำไมคุณปู่ทวดของเธอถึงกินมันได้เอร็ดอร่อยขนาดนั้น ทั้งที่มันไม่อร่อยเอาซะเลย
ติงจงผิงและป้าจางก็คีบมะระผัดพริกเขียวชิมเข้าไป ซึ่งรสชาติของมันค่อนข้างจืดชืด ดูเหมือนว่าจะใส่เครื่องปรุงน้อยมาก และยังผัดออกมาแห้ง ๆ มะระควรจะเอาไปต้มในน้ำเดือดก่อนจะเอามาผัด เพราะจะได้คายความขมของมันออกมา
หากทำแบบนี้ อย่างไรก็ไม่อร่อยแน่นอน
ป้าจางอดไม่ได้ที่จะสับสนเล็กน้อย ผู้คนในเจียงเฉิงยกย่องทักษะการทำอาหารของเจียงเสี่ยวไป๋ว่าไม่มีใครเทียบได้ แต่ทำไมรสชาติที่เธอกำลังกินอยู่ตอนนี้มันไม่อร่อยเอาซะเลย !
แต่พวกเขาจะไปรู้อะไรว่ารสชาติของมะระผัดพริกหยวกที่คุณหลินเคยกินที่บ้านเกิดนั้นมีรสชาติแบบนี้
เพราะเมื่อก่อน แต่ละบ้านจะขาดแคลนเครื่องปรุง ทั้งเกลือและน้ำมันเป็นสิ่งที่หายากมาก เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ทำมะระผัดพริกเขียว เขาจึงตั้งใจเติมน้ำมันและเกลือให้น้อยลง เพื่อให้ชายชราได้ลิ้มลองรสชาติของอาหารในสมัยก่อน
เรียกได้ว่ายกเว้นเหล่าหลินแล้ว ก็ไม่มีใครพิศมัยอาหารจานนี้เลย
เหล่าหลินคีบอาหารเข้าปาก ยกแก้วขึ้นแล้วพูดว่า “เสี่ยวไป๋ นายช่างน่าประทับใจมาก พวกเขาทำอาหารที่มีรสชาติเหมือนกับบ้านเกิดฉันเมื่อ 80 ปีก่อนไม่ได้เลย”
“มาเถอะ ฉันนับถือนายจริง ๆ ”
เจียงเสี่ยวไป๋รีบพูดว่า “ผมต่างหากที่ต้องดื่มเคารพคุณปู่ ! ”
เขาชนแก้วกับชายชรา จากนั้นเงยหน้าขึ้นดื่มจนหมดในอึกเดียว
ชายชราหัวเราะและค่อย ๆ จิบเหล้าในแก้วของเขา
ติงจงผิงที่อยู่ข้าง ๆ มองไปที่ชายชราซึ่งกำลังดื่มอยู่ พร้อมทั้งคิดไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาดื่มหนักขนาดนี้
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “คุณปู่ หลังจากดื่มแก้วแรกนี้เสร็จ เราจะดื่มช้า ๆ นับจากนี้เราไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ครับ”
ชายชราไม่ปฏิเสธอย่างน่าประหลาดใจ และพูดด้วยรอยยิ้ม “ขึ้นอยู่กับนายเลย”