ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 738 ไปที่หวงเฉิงเกิน [1]
ตอนที่ 738 ไปที่หวงเฉิงเกิน [1]
เมื่อทานอาหารเย็นเสร็จ หลังจากสูบบุหรี่กับชายชรา เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไปที่ห้องทำงานบนชั้นสองเพื่อเขียนแผนงานของโครงการต่อ
เขาเขียนอย่างละเอียดภายใต้โคมไฟตั้งโต๊ะ ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงถึงจะเขียนมันออกมาได้เสร็จสมบูรณ์
แผนงานระดับสูงเกือบ 20,000 คำ ต้องใช้กระดาษประมาณ 20 กว่าหน้า
เจียงเสี่ยวไป๋อ่านจบแล้วก็รู้สึกพอใจอย่างมาก เขาเขียนปกหน้าและปกหลัง จากนั้นก็เย็บเข้าด้วยกัน
เขาหยิบแผนของโครงการเดินออกจากห้องลงไปชั้นล่าง ไปที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งเวลานี้เหลือเพียงหลินชู่และป้าจางเท่านั้น
“คุณอา เขียนเสร็จแล้วเหรอครับ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและถามว่า “คุณปู่ไปนอนหรือยัง ? ”
หลินชู่กล่าวว่า “คุณปู่ไปนอนนานแล้วครับ ส่วนชานชานก็ไปนอนที่ห้องนอนแขกแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋ยื่นบุหรี่ให้เขาแล้วนั่งลงบนโซฟา
ป้าจางเองก็ไปชงชามาให้เขาหนึ่งแก้ว
ครั้งนี้ไม่ใช่ถ้วยชาเครื่องเคลือบ 7501 แต่เป็นถ้วยชาศิลาดลหลงฉวนแทน
ทำให้เขาอดแปลกใจไม่ได้
หลินชู่เห็นสีหน้าของเขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ลุงติงได้แพ็คถ้วยชาลูกพลัมให้ชานชานแล้วนะครับ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ฉันมาที่นี่ครั้งแรก ไม่มีของดีอะไรมาฝากคุณปู่เลย แต่กลับเอาสิ่งของดี ๆ ของเขาไป ฉันรู้สึกละอายใจจริง ๆ ”
หลินชู่พูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าคุณปู่ทวดต้องการให้ของกับใครก็ไม่ต้องปฏิเสธไปหรอกครับ ในเมื่อเขามอบของเหล่านั้นให้กับชานชาน คุณอาก็ไม่ต้องละอายใจไปหรอกครับ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า เขายื่นแผนของโครงการให้หลินชู่ดูแล้วพูดว่า “เอาล่ะ ลองไปอ่านดู ถ้านายต้องการรู้ แล้วเอาไปให้ปู่ทวดของนายพรุ่งนี้”
หลินชู่ยิ้มและพูดว่า “ผมจะอ่านผลงานชิ้นเอกของอาอย่างแน่นอน”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและไม่พูดอะไรอีก
หลังจากทั้งสองคนสูบบุหรี่เสร็จ ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานต่างก็ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ สองพ่อลูกมาถึงห้องนั่งเล่นในเวลาเดียวกัน
“ป่าป๊าคะ เช้านี้เราจะวิ่งกันอยู่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “แน่นอน เราจะออกไปวิ่งกัน ! ”
เจียงชานพูดว่า “แต่เมื่อวานหนูได้ยินคุณปู่ทวดพูดว่า ถ้าเราวิ่งรอบ ๆ แถวนี้ก็จะมีคนเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเรา”
เจียงเสี่ยวไป๋ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อลองคิดดู ถ้าเขาและลูกสาววิ่งอยู่ในบริเวณรอบวิลล่านี้ คงจะมีคนมารบกวนแน่ ๆ
เฮ้อ…อยู่ชุมชนแบบนี้ไม่สะดวกจริง ๆ
“งั้นก็ช่างมันเถอะ ไปที่สวนและออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายกันก็พอ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นมา
“อื้ม ! ” เจียงชานพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นสองพ่อลูกก็ออกไปด้วยกัน
“ทั้งสองคนก็ตื่นเช้าเหมือนกันเหรอ ? ”
ทันทีที่พวกเขากำลังจะเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงของชายชราดังขึ้น
“สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณปู่ทวด ! ”
“สวัสดีตอนเช้าครับคุณปู่ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานต่างก็ทักทายอย่างสุภาพ และพยักหน้าให้ติงจงผิงที่อยู่ข้าง ๆ ชายชรา
ไม่มีใครคิดว่าชายชราจะตื่นเช้าขนาดนี้
เป็นความจริงที่ว่า อย่าคิดว่าคุณเป็นคนแรกที่ออกเดินทาง อาจมีคนที่ออกเดินทางเร็วกว่าคุณ
ชายชราตอบรับ ในขณะที่รำไทเก็กไปด้วยอย่างช้า ๆ และพูดว่า “ทำไมถึงตื่นเช้า ? ออกกำลังกายตอนเช้ากันด้วยเหรอ ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “เราไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายกันยังไงค่ะ ปกติเราแค่วิ่งในตอนเช้าแค่นั้น”
ชายชรากล่าวว่า “ในลานแถวนี้มีคนสัญจรไปมาเยอะ คงไม่สะดวกที่จะวิ่งแถวนี้ ดังนั้นวันนี้ฉันจะให้เสี่ยวติงสอนไทเก๊กเอง”
“โอ้ หนูเคยเห็นคุณปู่ทวดรำไทเก๊กมาก่อนแล้ว มันดูน่าสนุกนะคะ ! ” ก่อนที่เจียงเสี่ยวไป๋จะพูดอะไรออกมา เจ้าตัวน้อยก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
ชายชราหัวเราะเบา ๆ “การรำไทเก๊กไม่ใช่แค่เพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นทักษะที่แท้จริง”
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงขอให้ติงจงผิงสอนเจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานถึงวิธีการรำไทเก๊ก
ติงจงผิงฝึกรำไทเก๊กตระกูลเฉิน เขากล่าวว่า “แม้ว่าคุณจะเคยฝึกอะไรมาก็ไร้ประโยชน์ทั้งหมด การฝึกฝนไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน และการชกมวยไม่สามารถเรียนรู้ได้ภายในวันเดียว”
“เอาล่ะ ผมจะสอนท่าไทเก็กให้คุณ โดยเริ่มจากท่าง่าย ๆ ไปก่อนคือหกหัตถ์สี่ทิศทาง การเคลื่อนไหวมีเพียงไม่กี่ท่า ถ้าฝึกต่อไปนาน ๆ ในอนาคตคุณก็จะเข้าใจเสน่ห์ของไทเก็กได้”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สนใจที่จะฝึกไทเก็ก เพราะคิดว่ามันเป็นเพียงสิ่งเชิดหน้าชูตาสำหรับผู้สูงอายุที่มักจะมาออกกำลังกายในสวนสาธารณะ แต่ชายชราได้บรรยายและขอให้ติงจงผิงสอน ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ตกลงเท่านั้น
แต่เหมือนเจ้าตัวเล็กจะสนใจมาก เพราะตอนนี้เธอกำลังมีสีหน้าตื่นเต้น
ดังนั้นการจ็อกกิ้งตอนเช้าของวันนี้จึงเปลี่ยนมาเป็นการเรียนไทเก๊ก
หกหัตถ์สี่ทิศทางเป็นท่าพื้นฐานที่สุดของไทเก็กตระกูลเฉิน ซึ่งประกอบด้วยการเคลื่อนไหวหกท่า: ท่าเคลื่อนไหวเป็นน้ำพุ ท่าหมัดป้องหัวใจ ท่ารถไฟม้วนตัวกลับ ท่าปิดหกทางหลีกสี่ทิศ ท่าหมัดแส้เดียว และท่าเก็บท่าสงบนิ่ง (การเคลื่อนไหวทั้งหกนี้จึงได้ชื่อว่า “หกหัตถ์” ในระหว่างการฝึกจะแสดงครั้งเดียวในสี่ทิศทางของทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศเหนือ จึงเป็นที่มาของคำว่า “สี่ทิศทาง”)
มันเป็นเพียงท่าพื้นฐาน ซึ่งเจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานต่างก็ความจำดี เพียงแค่วันเดียว พวกเขาทั้งสองก็ได้เรียนรู้หกหัตถ์สี่ทิศทางได้จนครบแล้ว
ติงจงผิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานต่างก็เป็นผู้ที่มีทักษะ สามารถเข้าแข่งขันศิลปะการต่อสู้ได้เลย เอาล่ะ ลืมเจียงเสี่ยวไป๋ไปซะ ถ้าหากว่าวันข้างหน้าเจียงชานต้องการเรียนมวย เขาก็ยินดีที่จะรับเธอเป็นลูกศิษย์
สิ่งนี้ทำให้เจียงชานมีความสุขมาก
อย่างไรก็ตาม เจียงเสี่ยวไป๋ไม่เห็นด้วย โดยบอกว่าเขาไม่ค่อยมีเวลาได้มาที่เทียนจิง ไว้ค่อยพูดถึงเรื่องนี้ในภายหลังเมื่อเขามีโอกาส ซึ่งทำให้ติงจงผิงเสียดายมาก
“ชานชาน ปู่ทวดและพ่อของหนูต้องออกไปทำธุระข้างนอกในวันนี้ หนูอยู่บ้านว่าง ๆ มาเรียนมวยกับฉันก็ได้นะ”
แม้ว่าเขาจะรับลูกศิษย์ไม่ได้ แต่ติงจงผิงก็ยังคงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมเจียงชานอยู่ดี
“ได้ค่ะ อาจารย์ช่วยสอนทักษะไทเก๊กให้หนูที ในอนาคตหากว่าไม่มีอะไรทำ หนูจะได้ฝึกฝนไทเก๊กไปด้วย”
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น ติงจงผิงก็ดีใจจนไม่สามารถเก็บปากที่อ้ากว้างได้
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นว่าลูกสาวของเขามีความสุข จึงไม่ได้พูดอะไร
หลังอาหารเช้า เขาก็ได้ขอตัวออกมาจากชายชรา และขอให้หลินชู่พาเขาไปที่พระราชวังต้องห้าม
เมื่อพูดถึงหวงเฉิงเกิน หลายคนมีความเข้าใจผิด โดยคิดว่าพื้นที่รอบ ๆ พระราชวังต้องห้ามในเทียนจิงคือหวงเฉิงเกิน แต่แท้จริงแล้วหวงเฉิงเกินมีขอบเขตที่ชัดเจน โดยทั่วไปแล้วไม่ได้หมายถึงกำแพงรอบ ๆ พระราชวังต้องห้าม แต่หมายถึงรอบกำแพงเฉพาะด้านตะวันออกและตะวันตกเท่านั้น
ฝั่งตะวันตกของหวงเฉิงเกินจะมีถนนซีหวงเฉิงเกินเหนือ ถนนซีหวงเฉิงเกินใต้ ถนนหลิงจิงหูถง และถนนฟูโหยว ส่วนฝั่งตะวันออกจะมีถนนตงหวงเฉิงเกินเหนือ ถนนตงหวงเฉิงเกินใต้ และถนนเฉิงกวง
ซึ่งเรือนสี่ประสานที่หลินฉางเกิงบอกมาอยู่ที่ถนนซีหวงเฉิงเกินเหนือ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนหว่านโซ่ว หลินชู่จึงได้รีบขับรถไปส่งเจียงเสี่ยวไป๋อย่างรวดเร็ว
“คุณอา คุณไม่ต้องการให้ผมไปด้วยเหรอครับ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “ไม่เป็นไร ฉันมีธุระที่ต้องทำหลังจากมาทำธุระที่นี่เสร็จ กว่าจะกลับก็คงเป็นช่วงเย็นนู่นแหละ”
หลินชู่กล่าวว่า “ครับ ถ้าคุณอามาถึงทางเข้าชุมชน ก็ให้ยามโทรไปที่บ้านได้เลย แล้วผมจะออกมารับเอง”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า หลังจากที่รถของหลินชู่ขับออกไป เจียงเสี่ยวไป๋ก็มองไปยังตรอกลึกตรงหน้าเขา แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมา แสงแดดตกกระทบลงบนผนังสีเทา และกระเบื้องดินเผาของตรอกเป็นทางยาว บริเวณทางเดินริมถนนมีผู้คนเดินสัญจรไปมา มีต้นไม้เก่าต้นหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ราวกับเป็นผู้เฒ่าที่เฝ้าดูความผันผวนของกระแสเวลาอยู่ตรงนี้ ประตูบ้านส่วนใหญ่ของถนนทั้งสองด้านปิดอยู่
จนในที่สุดเจียงเสี่ยวไป๋ก็พบบ้านเลขที่ 178 ตามที่หลินฉางเกิงบอกมา เขายกมือขึ้นดึงที่เคาะประตูแล้วกระแทกมันลงไป
“ใครน่ะ ? ”
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงชราก็ดังขึ้นจากด้านใน
“คุณคือ คุณสวีโช่วเย่หรือเปล่าครับ ? ”
“ผมชื่อเจียงเสี่ยวไป๋ มาจากชิงโจว ได้รับการแนะนำจากคุณหลินฉางเกิงให้มาที่นี่” เจียงเสี่ยวไป๋ตอบกลับไป
“โอ้ แขกจากแดนไกลนี่เอง ! ” เสียงผู้เฒ่าดังเข้ามาใกล้ จากนั้นประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายชรา……
[1] หวงเฉิงเกิน 皇城根 เป็นบริเวณรอบพระราชวังต้องห้ามในเขตพื้นที่เมืองหลวง ปกติหมายถึงพื้นที่รอบกำแพงเฉพาะด้านตะวันออกและตะวันตก