ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 757 โฮ่วผิง
ตอนที่ 757 โฮ่วผิง
เหล่าโฮ่วบอกว่า “ลูกทำงานอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้ได้ ? ”
“ตั้งใจทำงานของเธอไปดีกว่า อย่ายุ่งเรื่องธุรกิจเลย”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเติ้งลี่ก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอพูดออกมาว่า “หนูก็แค่อยากจะขอให้เสี่ยวเจียงเอาผักไปขายที่มหาวิทยาลัย พ่อกับแม่จะได้ซื้อได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นหากเราอยากซื้อมัน เราจะต้องไปถึงตลาดเกษตรกรในเขตเฉาหยางเลยหรือคะ ? ”
เหล่าโฮ่วถูกเธอเถียงกลับมาแบบนี้ก็เริ่มไม่พอใจ แต่เขาจะแสดงความโกรธต่อหน้าแขกไม่ได้ เขาจึงพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ไปว่า “เสี่ยวไป๋ รีบไปทำอาหารเถอะ ฉันอยากชิมฝีมือนายแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋ที่สูบบุหรี่เสร็จพอดีและยังไม่อยากคุยกับเติ้งลี่เรื่องการขายผักในตอนนี้ เขาจึงรีบดับก้นบุหรี่แล้วยืนขึ้น ก่อนจะพูดว่า “ครับ ลุงโฮ่ว งั้นผมไปทำอาหารก่อนนะ ลุงกับเสี่ยวชู่นั่งคุยกันไปก่อนนะครับ”
เมื่อเห็นแบบนั้น เซินติงจื่อก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวเจียง ป้าขอโทษจริง ๆ แต่ป้าจะให้แขกมาทำอาหารให้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวป้าทำเองดีกว่า”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมสัญญากับลุงโฮ่วไว้ตั้งแต่อยู่ที่เจียงเฉิงแล้ว ป้าเซินให้ผมทำเถอะ ! ”
เซินติงจื่อพยักหน้า ก่อนที่จะเดินนำเจียงเสี่ยวไป๋ไปที่ห้องครัว
แต่เติ้งลี่ก็ยังคงทำท่าจะเดินตามเข้าไป แต่เหล่าโฮ่วก็ได้มองไปที่เธอก่อนที่จะพูดเสียงเข้ม “นั่งลง ! ”
ชายชราก็ยังคงชอบออกคำสั่งอยู่เล็กน้อย ถึงแม้ว่าเติ้งลี่จะไม่ค่อยชอบก็ตาม แต่เธอก็ต้องนั่งลงอย่างเชื่อฟัง ทว่าเธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “พ่อ ทำไมพ่อถึงไม่อยากให้หนูพูดล่ะ ? ”
เหล่าโฮ่วบอกว่า “เสี่ยวเจียงเขาเคยพูดเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าการขายผักนอกฤดูมันต้องควบคู่ไปกับการขนส่งด้วย ไม่ใช่อยากจะขายก็ขายได้ ทำไมถึงยังไม่เข้าใจอีก ? ”
เติ้งลี่กล่าวว่า “ฉันเข้าใจ แต่คุณพ่อและคุณแม่ต่างก็สนิทกับเขา ในเมื่อเขาสามารถขายให้กับตลาดเกษตรกรเขตเฉาหยางได้ ทำไมเขาถึงขายให้กับมหาวิทยาลัยเราไม่ได้ ? ”
“เขาก็บอกไปแล้วนี่ว่ามีรถวิ่งมาวันละสองคัน ? ”
“จะแบ่งวิ่งไปส่งที่ตลาดเกษตรกรเขตเฉาหยางและมหาวิทยาลัยของเราวันละคันรถไม่ได้หรือคะ ? ”
“ต่อให้ไม่ได้ งั้นก็เพิ่มรถวิ่งส่งอีกสักคันจะเป็นไรไป ? ”
“พ่อไม่ได้บอกว่าเขามีบริษัทโลจิสติกส์ มีรถบรรทุกขนาดใหญ่มากกว่าร้อยคันเหรอคะ ? ”
“……”
เติ้งลี่เริ่มขึ้นเสียงในขณะที่เธอพูด
ชายชราโฮ่วโกรธมากจนลุกยืนขึ้นแล้วพูดด้วยความโกรธ “เราสนิทกันก็จริง แต่เราก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของกันและกัน ฉะนั้นเธอเลิกคิดได้เลย ! ”
เติ้งลี่ยังคงเงียบราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เห็นได้ชัดว่าเธอยังไม่ยอมแพ้
ที่จริงแล้วเมื่อวานเธอได้นำผักกลับไปกินที่บ้านแม่ของเธอด้วย หลังจากที่ได้ลองชิมกัน พี่ชายของเธอก็พูดขึ้นว่าเมื่อถ้าผักเหล่านี้ได้ถูกนำไปวางขายในตลาดเทียนจิง พวกเขาจะทำเงินได้มากมายแน่นอน
พ่อแม่ของเธอเป็นคนทำงานทั้งคู่ เติ้งฮุ่ยพี่ชายของเธอหาเงินจากการทำธุรกิจและมีชีวิตที่ดีกว่าพี่น้องคนอื่น
ดังนั้นเธอจึงเชื่อมั่นในคำพูดของเติ้งฮุ่ยพี่ชายของเธอ
เธอยังต้องการใช้ความสัมพันธ์ของชายชราเพื่อให้เติ้งฮุ่ยและเจียงเสี่ยวไป๋ได้ร่วมมือกัน
เจียงเสี่ยวไป๋ในตอนนี้ยังไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเซินติงจื่อได้พาเขาไปที่ห้องครัวเรียบร้อยแล้ว
เมื่อคืนเหล่าโฮ่วโทรมาบอกว่าวันนี้เขาอยากจะกินหม้อไฟ เขาได้ซื้อส่วนผสมทั้งหมดตามเมนูที่เจียงเสี่ยวไป๋เตรียมไว้
หลังจากตรวจสอบส่วนผสมก็คิดว่าน่าจะครบแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋จึงได้เริ่มทำอาหาร
เซินติงจื่อเองก็ยังไม่ได้เดินออกไป ยังคงอยู่กับเขาในครัว
ในขณะที่ทำอาหารอยู่นั้น ทั้งสองคนก็ได้พูดคุยอะไรไปเรื่อย จนเจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้รู้ว่านี่คือบ้านของโฮ่วเสี่ยวไห่ ลูกชายคนรองของเธอกับเหล่าโฮ่ว
โฮ่วเสี่ยวไห่เขาเป็นศาสตราจารย์ที่มหา’ลัย Capital Normal University และคนรักของเขา เติ้งลี่ก็ทำงานอยู่ที่มหา’ลัยนี้ด้วยเช่นกัน เธอเป็นบรรณารักษ์ดูแลห้องสมุดของมหาวิทยาลัย
ส่วนโฮ่วหย่ง ลูกชายคนโตของโฮ่วเสี่ยวไห่ทำงานที่สำนักงานไปรษณีย์และโทรคมนาคมประจำไห่เตี้ยน และโฮ่วผิงลูกชายคนเล็กของเขายังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน และกำลังจะเรียนจบในเดือนมิถุนายนปีหน้า
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ป้าเซิน ป้าเคยเป็นครูมาก่อนใช่ไหมครับ ? ”
เซินติงจื่อยิ้มและพูดว่า “ฉันเคยทำงานที่วิทยาลัยหยางจื่อเจียง เธอรู้ได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ป้ามีมาดของความเป็นคุณครูน่ะครับ ลูกชายและหลานชายของป้าก็ได้สืบทอดอาชีพของป้าด้วยเหมือนกัน นี่มันครอบครัวนักวิชาการชัด ๆ ! ”
เซินติงจื่อยิ้ม “เหล่าโฮ่วและฉันต่างก็มาจากครอบครัวนักวิชาการ ลูกชายคนโตของเรา โฮ่วเสี่ยวซาน, ลูกชายคนรองของเรา โฮ่วเสี่ยวไห่, และลูกสาวของเรา โฮ่วเสี่ยวเยี่ยน ที่กำลังศึกษาอยู่ และหลาน ๆ ของเราก็เลือกที่จะเป็นครูด้วย ดังนั้นเราเลยก็เลยดูเป็นครอบครัวนักวิชาการ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกทึ่งเมื่อได้ยินสิ่งนี้และกล่าวว่า “การปลูกต้นไม้อาจใช้เวลาสิบปี แต่การปลูกฝังผู้คนต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศของเราจะพัฒนาการศึกษา ครอบครัวคุณมีส่วนร่วมในการศึกษาของประเทศได้ไม่น้อยเลย”
เซินติงจื่อกล่าวว่า “มันไม่ขนาดนั้นหรอก การเป็นครูก็เป็นเพียงวิธีการหาเลี้ยงชีพอย่างหนึ่ง มันก็เป็นเพียงสายอาชีพหนึ่งเท่านั้น”
เธอมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ แล้วพูดว่า “ฉันจำได้ว่าเธอเคยบอกว่าได้ตั้งโรงเรียนประถมขึ้นมาด้วยนี่”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้าและพูดคุยเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนประถมฉิวซู่ในชิงโจวและเจี้ยนหยาง
……
ด้านนอก ตอนนี้โฮ่วผิงได้กลับบ้านมาก่อน เมื่อเขาเห็นหลินชู่และเจียงชาน เขาก็นึกว่าหลินชู่คือเจียงเสี่ยวไป๋ จึงพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณปู่ นี่คือเจียงเสี่ยวไป๋ที่คุณปู่พูดถึงใช่ไหม ? เขาดูแก่กว่าผมแค่สองสามปีเอง ผมต้องเรียกเขาว่าอาหรือควรจะเรียกเขาว่าพี่ชายล่ะ ? ”
ชายชราโฮ่วพูดด้วยความโกรธว่า “พูดจาไร้สาระ นี่คือพี่หลินชู่ต่างหาก”
สีหน้าของโฮ่วผิงดูมึนงงขึ้นมาในทันที
หลังจากทักทายหลินชู่แล้ว เขาก็รีบพูดว่า “แต่นี่จะต้องเป็นชานชานแน่นอน ! ”
เจียงชานยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ชาย พี่รู้จักหนูด้วยหรือ ? ”
โฮ่วผิงยิ้มและพูดว่า “ช่วงนี้คุณปู่และคุณย่าคุยกันเรื่องเธอกับพ่อของเธอทุกวัน ฉันจะไม่รู้จักได้อย่างไร ? ”
“เอาล่ะ ฉันจะพาเธอไปเล่นอะไรสนุก ๆ ! ”
เจียงชานพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเราออกไปเก็บลูกไห่ถังข้างนอกกันเถอะค่ะ ! ”
โฮ่วผิงที่ไม่ค่อยอยากจะอยู่ในบ้านเท่าไหร่เลยตอบตกลงทันที
เติ้งลี่ที่อารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้วพูดขึ้นว่า “ข้างนอกหิมะตกหนักขนาดนั้น ทำไมถึงยังดื้อด้านอยากจะออกไปอยู่ได้ ? ”
โฮ่วผิงไม่สนใจอะไรเธอ ก่อนที่จะดึงเจียงชานแล้วเปิดประตูออกไป
ก่อนหน้านี้ได้มีรอยเท้าอยู่มากมายบนหิมะ แต่ในตอนนี้มันได้ถูกหิมะปกคลุมรอยเท้าหายไปหมดแล้ว มีเพียงรอยเท้าที่โฮ่วผิงเพิ่งเหยียบไปเท่านั้นที่เห็นได้ชัดเจนในตอนนี้
ดูเหมือนเจียงชานจะสนุกที่ได้เล่นหิมะมาก เธอวิ่งไปรอบ ๆ ลานบ้านราวกับกระรอกตัวน้อยที่มีชีวิตชีวา
โฮ่วผิงเห็นแบบนั้นจึงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “ชานชาน ทางตอนใต้ที่บ้านของเธอไม่มีหิมะเหรอ ? เหมือนเธอเพิ่งเคยเห็นหิมะเป็นครั้งแรกเลย ! ”
เจียงชานที่กำลังเล่นอยู่ก็พูดออกมาว่า “ในชิงโจวก็มีหิมะตกเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ตกเยอะขนาดนี้”
โฮ่วผิงยิ้ม “ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะตื่นเต้น หิมะในเทียนจิงตกหนักมากจริง ๆ หากหิมะตกหนักติดต่อกันหลายวัน พอเธอเหยียบลงไปในหิมะก็จะพบว่าหิมะนั้นเกือบจะสูงถึงเข่าของเธอเลยล่ะ”
เจียงชานยิ้มและพูดว่า “หนูรู้ เมื่อตอนสายหนูไปปีนกำแพงเมืองจีนที่ปาต้าหลิงกับป่าป๊ามาแล้ว หิมะบนภูเขาหนาอย่างที่พี่พูดจริง ๆ พอหนูก้าวเข้าไปและเมื่อหนูจะยกเท้าขึ้นมา มันก็เหมือนกับการดึงแครอทออกมาจากผิวดินเลยล่ะค่ะ”
โฮ่วผิงรู้สึกขบขันกับเธอและหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาเดินไปที่ต้นไห่ถัง ก่อนที่จะเรียกเจียงชานมา
ต้นไห่ถังในยามนี้ผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้าน แต่ถึงอย่างนั้นต้นก็สูงประมาณ 3-4 เมตรได้ โดยมีผลไห่ถังออกลูกกระจายตัวเกือบทั้งพุ่มของกิ่งก้านบนต้น
โฮ่วผิงนั่งยองลงเพื่อที่จะให้เจียงชานขึ้นมาขี่บนไหล่ของเขา จากนั้นบอกให้เธอเด็ดลูกไห่ถังให้
เขาสูง 178 เซนติเมตร เมื่อเจียงชานขี่บนไหล่ของเขา ทำให้ทั้งสองสูงเกือบ 2 เมตร แต่ก็ยังเอื้อมไปเด็ดผลไห่ถังไม่ถึงอยู่ดี