ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 758 โฮ่วเสี่ยวไห่
ตอนที่ 758 โฮ่วเสี่ยวไห่
“พี่โฮ่วผิง กระโดดขึ้นไปสิคะ แค่กระโดดอีกนิดเดียว หนูก็เอื้อมถึงแล้ว ! ”
ไม่ว่าเจียงชานจะยื่นมือออกมาสุดแขนแล้วก็ตาม เธอก็ยังอยู่ห่างจากลูกไห่ถังเล็กน้อย เจ้าตัวเล็กขี่บนไหล่ของโฮ่วผิงและได้แต่ตะโกนออกมา
พื้นเต็มไปด้วยหิมะ โฮ่วผิงที่เหยียบบนหิมะก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ลื่นอะไร เขาจับขาของเจียงชานไว้แน่น แล้วพูดว่า “ถ้าพี่กระโดด เธอก็ต้องระวังให้ดีนะ เข้าใจไหม”
“ได้ค่ะ ! ” เจียงชานตอบรับ
ในตอนที่โฮ่วผิงกระโดดขึ้น เจียงชานก็รีบเอื้อมมือออกไปเพื่อที่จะเด็ดลูกไห่ถัง แต่เนื่องจากโฮ่วผิงเป็นคนที่อยู่ข้างล่าง ตำแหน่งจึงไม่แม่นยำ ทำให้เธอพลาดลูกไห่ถังลูกนั้นไป
“พี่โฮ่วผิง ตำแหน่งที่พี่กระโดดมันยังไม่ถูก พี่ช่วยเดินไปข้างหน้าอีกนิดสิ”
เจียงชานที่อยู่ข้างบนช่วยกำกับ โฮ่วผิงจึงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วกระโดดขึ้นอีกครั้ง
“เสี่ยวผิง กำลังทำอะไรอยู่ ? ”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงทุ้มลึกหนึ่งดังขึ้น
โฮ่วผิงสะดุ้งเฮือก เมื่อเขารีบหันไปก็ทำให้เขาทรงตัวไม่อยู่ เท้าของเขาเริ่มเซ และในที่สุดทั้งสองก็ล้มลงกับพื้น
ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเจียงชาน เธอเองก็ตกลงไปบนหิมะอย่างแรงไม่ต่างกัน
โชคดีที่หิมะบนพื้นหนาพอที่จะรองรับน้ำหนักของทั้งสอง เมื่อทั้งสองตกลงไปบนหิมะ จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร จะมีก็เพียงฝังรอยไว้บนหิมะเท่านั้น
โฮ่วผิงรีบลุกขึ้นโดยไม่สนใจที่จะปัดหิมะออกจากตัวเองแม้แต่น้อย เขารีบไปช่วยพยุงเจียงชาน และถามอย่างกังวลใจว่า “ชานชาน เธอโอเคไหม ? ”
เจียงชานส่ายหัว “หนูไม่เป็นไรค่ะ ! ”
เจียงชานรีบพาตัวเองออกมาจากกองหิมะ ร่างของเธอยังคงถูกปกคลุมไปด้วยก้อนหิมะ
โฮ่วผิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็มองไปยังที่มาของเสียงแล้วพูดว่า “พ่อ จู่ ๆ ก็มาเรียกแบบนี้ ผมก็ตกใจหมดสิ เห็นไหมว่าชานชานกับผมล้มลงไปบนพื้นเลย ดีนะที่ไม่มีใครเป็นอะไร”
ซึ่งคนที่เรียกโฮ่งผิงนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากโฮ่วเสี่ยวไห่
เมื่อเลิกงาน เขาก็ตรงมาที่หน้าบ้านทันที และได้เห็นลูกชายคนเล็กกำลังเล่นอยู่กับเด็กผู้หญิง จึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนเรียก แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้ทั้งสองคนตกใจจนล้มลงแบบนั้น
เดิมทีเขากังวลเล็กน้อยเมื่อทั้งสองล้มลง แต่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ยังสบายดี เขาก็จ้องมองมาที่โฮ่วผิงแล้วดุว่า “ลูกเรียนมหาวิทยาลัย อายุเท่าไหร่แล้ว ทำไมยังทำตัวแบบนี้อยู่ ! ”
“คุณลุงคะ หนูขอโทษ พอดีหนูเป็นคนขอให้พี่โฮ่วผิงพามาเก็ยลูกไห่ถังเองค่ะ ! ”
เจียงชานพูดอย่างรวดเร็วและออกหน้ารับผิดชอบเรื่องนี้ทันที
โฮ่วเสี่ยวไห่รู้สึกเขินอายที่จะต้องมาตำหนิเด็กอายุห้าขวบ เขาจึงตอบเธอด้วยรอยยิ้ม “หนูคือชานชานสินะ ลุงไม่ได้จะว่าอะไรให้หนูเลย”
เจียงชานแลบลิ้นของเธอออกมา
โฮ่วเสี่ยวไห่กล่าวว่า “มานี่เร็ว ปัดหิมะออกจากตัวแล้วเข้าไปอบอุ่นร่างกายข้างในก่อน ข้างนอกมันหนาว”
เจียงชานตบหิมะบนตัวของเธอออก แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “หนูไม่กลัวหนาวหรอกค่ะ”
แต่พอพูดจบ เธอก็ยังเดินตามโฮ่วเสี่ยวไห่เข้าไปในบ้านอย่างเชื่อฟัง
โฮ่วผิงก็ตามมาด้วย
เมื่อโฮ่วเสี่ยวไห่เข้ามาในบ้าน เขาก็ได้ทักทายโฮ่วเซียนเนี่ยน ก่อนจะหันไปเห็นหลินชู่และรู้สึกว่าคุ้นเคยกับเด็กคนนี้อย่างบอกไม่ถูก แต่เขาก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เหล่าโฮ่วจึงได้แนะนำทันที “นี่คือหลินชู่ ลูกชายของเจียตง”
จากนั้น โฮ่วเสี่ยวไห่ก็จำได้ และพูดด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวชู่นี่เอง ผมไม่ได้เจอเขามาหลายปีแล้ว ไม่ทันไรก็โตเป็นหนุ่มแล้ว มีครอบครัวแล้วหรือยัง ? ”
หลินชู่ยิ้มและตอบว่า “ลุงเสี่ยวไห่ ผมเพิ่งจะอายุแค่ 24 ปีอยู่เลยครับ ยังเร็วไปที่จะมีครอบครัว ! ”
โฮ่วเสี่ยวไห่หัวเราะออกมา “โฮ่วหย่งลูกชายคนโตของฉันแก่กว่าเธอแค่หนึ่งปี ตอนนี้เขาเพิ่งแต่งงานไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง”
หลินชู่รีบกล่าวออกมาว่า “ยังไงก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ! ”
โฮ่วเสี่ยวไห่ยิ้มและขอบคุณเขา ก่อนจะหยิบบุหรี่ออกมาแล้วยื่นให้กับหลินชู่และเหล่าโฮ่วคนละหนึ่งมวน
เหล่าโฮ่วหยิบไฟแช็กแบบใช้แล้วทิ้งออกมาจุดบุหรี่อย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “นี่คือไฟแช็กแบบใช้แล้วทิ้งที่เสี่ยวไป๋ให้ฉัน มันสะดวกมาก เอาล่ะ ฉันจะให้แกอันหนึ่งก็แล้วกัน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ยื่นไฟแช็กแบบใช้แล้วทิ้งในมือของเขาให้
โฮ่วเสี่ยวไห่รับมันมาแล้วจุดบุหรี่ทันที เขารู้สึกว่าไฟแช็กนี้สะดวกจริง ๆ “พ่อครับ แล้วเสี่ยวไป๋และแม่อยู่ที่ไหน ไม่ใช่ว่าพ่อปล่อยให้เขาทำอาหารให้เราจริง ๆ หรอกนะ”
เหล่าโฮ่วยิ้ม “จริงสิ ตอนนี้เขาอยู่ในครัวโดยมีแม่ของแกคอยเป็นลูกมือช่วยเขาอยู่”
โฮ่วเสี่ยวไห่ส่ายหัว “พ่อเอาจริงด้วย ตอนแรกผมคิดว่าพูดเล่นซะอีก ไม่คิดว่าพ่อจะขอให้เขาทำอาหารให้จริง ๆ ”
หลังจากพูดจบ เขาก็พูดกับเติ้งลี่ว่า “แขกทำกับข้าวอยู่ในห้องครัว ทำไมคุณไม่ไปช่วยเขาล่ะ ? ”
เติ้งลี่พูดว่า “ฉันก็จะไปนั่นแหละ แต่พ่อไม่ยอมให้ฉันไปน่ะสิ ! ”
มุมปากของเหล่าโฮ่วกระตุกทันที เขานึกสงสัยว่าเธอบอกจะไปช่วยตอนไหน ? ตั้งแต่มานั่งตรงนี้ ก็เห็นพูดถึงแต่การขายผักนอกฤดู
ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ความสัมพันธ์ระหว่างลูกสะใภ้กับพ่อแม่สามีนั้นไม่ต่างจากลิ้นกับฟัน และมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ การพูดแบบนี้ต่อหน้าลูกชายมีแต่จะทำให้เติ้งลี่ไม่พอใจ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวได้
โฮ่วเสี่ยวไห่ถอนหายใจและพูดกับหลินชู่ “เสี่ยวชู่ นั่งลงเถอะ ฉันจะไปดูในครัวก่อน”
หลินชู่พยักหน้า “ลุงเสี่ยวไห่ เชิญทำธุระตามสบายเลยครับ”
เมื่อโฮ่วเสี่ยวไห่มาถึงห้องครัว เขาทักทายเซินติงจื่อก่อน แล้วจึงหันไปพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ที่กำลังหั่นผักว่า “เสี่ยวไป๋ ฉันต้องขอโทษจริง ๆ ทั้งที่คุณเป็นแขก แต่ต้องมาทำอาหารให้เรากิน”
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่โฮ่วเสี่ยวไห่ และพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ พี่ใช่พี่เสี่ยวไห่หรือเปล่า ? ”
“ใช่แล้ว ! ” โฮ่วเสี่ยวไห่พยักหน้า “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ ทุกอย่างเกือบจะเสร็จแล้ว ! ”
โฮ่วเสี่ยวไห่มองไปรอบ ๆ ห้องครัว นอกเหนือจากหม้อที่กำลังเดือดอยู่บนเตาแล้ว วัตถุดิบอื่นก็ถูกหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ถูกเรียงไว้ในจาน มีทั้งเนื้อและผักมากมาย ซึ่งเกือบจะพร้อมแล้ว
เขายิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไร ยังมีงานที่ฉันพอจะช่วยได้อยู่ อยู่ที่บ้าน ฉันก็ทำอาหารกินเองบ่อยมาก”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่ต้องหรอกครับ เหล่าโฮ่วจะกินหม้อไฟ ซึ่งวัตถุดิบทุกอย่างก็หั่นใส่จานไว้หมดแล้ว เราไม่ต้องผัดต้องปรุงอะไรเพิ่ม ที่เหลือรอแค่น้ำซุปงวดได้ที่ ก็สามารถกินได้แล้วครับ”
“อ้อ ! ” ในที่สุดโฮ่วเสี่ยวไห่ก็เข้าใจ
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ออกไป และเริ่มพูดคุยกับเจียงเสี่ยวไป๋อยู่ในห้องครัวต่อ
“แม่ครับ ตอนที่ผมเข้ามา ดูเหมือนจะได้ยินแม่พูดถึงโรงเรียนอะไรนะครับ ? ”
เซินติงจื่อยิ้มและพูดว่า “เสี่ยวไป๋ได้สร้างโรงเรียนประถมศึกษาสองแห่งในชิงโจว แม่กำลังพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับแนวคิดด้านการศึกษา ซึ่งแนวคิดมากมายของเขาก็น่าสนใจจนอดไม่ได้ที่จะพูดถึงรายละเอียด”
โฮ่วเสี่ยวไห่รู้สึกประหลาดใจและพูดว่า “คุณมีแนวคิดอะไรงั้นเหรอ ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน”
เซินติงจื่อกล่าวว่า “ตัวอย่างเช่น การศึกษาในโรงเรียนสอนอะไรเด็ก ๆ การศึกษาในปัจจุบันของเราให้ความรู้แก่นักเรียนโดยตัดสินจากการเรียนดีเป็นหลัก ซึ่งเป็นการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจที่แคบให้กับนักเรียน”
โฮ่วเสี่ยวไห่พยักหน้า “แล้วเรื่องนี้มันผิดยังไงเหรอครับ ? ”
เซินติงจื่อกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋กล่าวว่าการศึกษาของคนโบราณไม่ได้เป็นแบบนี้ คนโบราณจะให้นักเรียนศึกษาหาความรู้เอง โดยไม่ส่งต่อความรู้ แต่สอนให้ผู้คนเข้าใจหลักการพื้นฐานของวัฒนธรรมดั้งเดิม ผ่านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ความเป็นมา เรียนรู้ที่จะลงมือทำ และนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน”
โฮ่วเสี่ยวไห่สะดุ้งอยู่ครู่หนึ่ง ในฐานะศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Capital Normal University งานของเขาคือสอนและให้ความรู้แก่นักศึกษา และฝึกอบรมครู นอกจากนี้ เขาที่เป็นศาสตราจารย์ย่อมต้องนึกถึงกลไกการพัฒนาระบบการศึกษาของจีนในอนาคตตลอดเวลา
เขาไม่ได้คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวไป๋ที่เป็นนักธุรกิจจะรู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบการศึกษาเช่นนี้ จึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่เริ่มสนใจผู้ชายคนนี้ขึ้นมา
เขายิ้มและพูดว่า “เสี่ยวไป๋ ทำไมคุณถึงลงทุนที่จะสร้างโรงเรียนขึ้นมาล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เพราะผมเองก็เรียนจบสายการศึกษามาเช่นกัน แต่ไม่ใช่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเหมือนมหาวิทยาลัย แต่เป็นวิทยาลัยในท้องถิ่นของเรา และต่อมาผมก็ได้ทำงานเป็นครูที่โรงเรียนประถมอยู่หลายปี ก่อนจะมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัวแบบนี้ครับ……”