ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 768 ตั้งราคา
ตอนที่ 768 ตั้งราคา
เจียงเสี่ยวไป๋บอกว่าเขาต้องการซื้อบ้าน หลินเจียจวินได้ยินก็มีความสุขมาก
ผู้ชายคนนี้ยังคงนิสัยเดิมไม่เปลี่ยน เขาจะยึดบ้านคนอื่นมาเป็นของเขาทันทีหากว่าเขาถูกใจ
ครั้งสุดท้ายที่ฉันพาไปหาเหล่าโฮ่วก็เป็นแบบนี้ และครั้งนี้เมื่อฉันพามาหาเว่ยเสี่ยวเปา เขาก็ใช้นิสัยเดิมอีก
เว่ยเสี่ยวเปามองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความประหลาดใจ และโพล่งออกมา “เถ้าแก่เจียง คุณพูดจริงเหรอ ? ”
สิ่งนี้ทำให้เจียงเสี่ยวไป๋ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพิจารณาจากท่าทางของผู้ชายคนนี้แล้ว อีกฝ่ายก็น่าจะต้องการขายบ้านหลังนี้ด้วยเช่นกัน !
เขาพยักหน้า “แน่นอน ผมพูดความจริง ! ”
เว่ยเสี่ยวเปาจึงตอบออกมาด้วยความตื่นเต้น “ขาย ! ขาย ! ขาย ! ถ้าเถ้าแก่เจียงยอมซื้อ ฉันจะขายให้คุณในราคาถูก ๆ ไปเลย ! ”
ตอนนี้เขาไม่ได้ขาดแคลนเงิน อีกอย่างเขาก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันต่อบ้านของบรรพบุรุษและไม่ต้องการเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ เมื่อได้ยินว่าเจียงเสี่ยวไป๋ต้องการซื้อมัน เขาจึงมีความสุขเป็นธรรมดา
แต่ในตอนนั้น เขาก็มีเรื่องให้ต้องกังวลใจตามมาอีกครั้ง เขาพูดอย่างเก้อเขินว่า “เถ้าแก่เจียง แต่ถ้าขายบ้านหลังนี้ ฉันก็ไม่มีที่วางเฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านี้น่ะสิ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมา “เมื่อฉันเลือกที่จะซื้อบ้านของคุณ แน่นอนว่าฉันก็ตั้งใจที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์เก่าทั้งหมดนี้ของคุณด้วย เพื่อแก้ปัญหาการขนย้ายออกไป”
เว่ยเสี่ยวเปามีความสุขมากเมื่อได้ยินประโยคนี้ “งั้นก็ดีเลย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นฉันขอดูเฟอร์นิเจอร์ต่อก่อน หลังจากที่ดูเสร็จแล้ว เราจะพูดคุยเกี่ยวกับราคากันต่อ”
“ไม่มีปัญหา เถ้าแก่เจียง คุณดูไปก่อน ! ” เว่ยเสี่ยวเปาพูดด้วยความตื่นเต้น
เจียงเสี่ยวไป๋ยังคงดูเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ต่อไป
ถัดจากเก้าอี้ คือโต๊ะธูปขาดาบที่ทำจากไม้วอลนัทสมัยต้นราชวงศ์ชิง ไม้ที่เอามาทำโต๊ะนี้เป็นเพียงไม้ธรรมดาเท่านั้น แต่ฝีมือของช่างที่ทำโต๊ะนี้ประณีตมาก มีการเข้าเดือยแบบบากร่องหางเหยี่ยว และขาทั้งสี่ถูกแกะสลักเป็นตีนดาบ รูปทรงโบราณ สูงและตั้งตรง มีการเก็บรักษาอย่างดี
ถือได้ว่าเป็นของดี
ถัดมาเป็นโต๊ะที่ทำจากไม้หนานมู่สีทองจากสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น ยาวประมาณ 2 เมตรกว่า กว้างมากกว่า 40 เซนติเมตร สูงไม่เกิน 90 เซนติเมตร ขนาดกำลังพอดี
สิ่งที่น่าดึงดูดมากที่สุดในโต๊ะนี้คือแผ่นหยกที่วางบนโต๊ะ นอกจากนี้ มันยังดูหรูหราและกระชับ มีลวดลายฉลุที่วิจิตรประณีต และเก็บรายละเอียดได้อย่างดี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นของหายากและสวยงามอย่างแท้จริง
ด้านหลังโต๊ะมีขาตั้งไม้มะฮอกกานีราชวงศ์ชิงพร้อมตะแกรงเป็นแบบที่สามารถประกอบและมักใช้เป็นของตกแต่งบนโต๊ะได้
ขาตั้งไม้มะฮอกกานีราชวงศ์ชิงพร้อมตะแกรงนี้มาจากต้นราชวงศ์ชิงเช่นกัน มันทำจากไม้ชิงชัน มีขนาดใหญ่ เรียบง่ายและสวยงาม ภาพบนนั้นวาดด้วยลวดลายที่เป็นธรรมชาติและเรียบเนียน ม่านลูกปัดเผยความงามอันบริสุทธิ์ เน้นความสง่างาม
“ของดีเลยนะเนี่ย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกตื่นเต้นมาก
ถัดจากโต๊ะมีเก้าอี้นวมไม้โอ๊คสีแดงสมัยต้นราชวงศ์ชิงอีกตัวหนึ่ง ที่มีลวดลายหรูอี้ ออกแบบเป็นทรงกลม แผ่นพนักพิงแกะสลักด้วยลวดลายหรูอี้ การแกะสลักมีความละเอียดอ่อนและประณีต ผิวเก้าอี้ขัดได้เรียบเนียน ทำให้เห็นผิวที่ชัดเจนของไม้โอ๊ค
เจียงเสี่ยวไป๋ดูหลายชิ้นติดต่อกัน แม้ว่าจะเป็นงานคุณภาพสูง แต่ก็เป็นเฟอร์นิเจอร์จากราชวงศ์ชิง จึงทำให้เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
แต่ไม่นาน เขาก็ไม่คิดเช่นนั้นอีกต่อไป
เพราะเขาได้เหลือบไปเห็นตู้หนังสือขางอจากราชวงศ์หมิงที่อยู่ตรงหน้าของเขา
หลายคนไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์สมัยราชวงศ์หมิงกับเฟอร์นิเจอร์สมัยราชวงศ์ชิงได้ แต่ที่จริงแล้วแยกแยะได้ง่ายมาก
เฟอร์นิเจอร์ของราชวงศ์หมิงมีลักษณะเฉพาะคือมีรูปทรงที่กระชับ ไม่เน้นลวดลาย มีการตกแต่งไม่มาก และมีพื้นผิวที่สวยงาม
ส่วนเฟอร์นิเจอร์ของราชวงศ์ชิงยังคงรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์สไตล์หมิงในต้นราชวงศ์ชิง ในช่วงรุ่งเรืองของ คังซีและเฉียนหลง ในเวลานั้นการแสวงหาความมั่งคั่งและความงดงามปรากฏขึ้นในวัฒนธรรมทางสังคมกระแสงานแกะสลักอันวิจิตรบรรจงถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยและพร่ำเพรื่อ ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์สไตล์ชิงจึงเลือกใช้วัสดุหนัก มีการตกแต่งที่หลากหลาก แสวงหานวัตกรรมมากมายเข้ามาผสมผสาน เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่ง ความพอใจ จึงแตกต่างกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์หมิงที่เน้นความคงทนและเรียบง่าย
ตู้หนังสือขางอนี้มีมาตรฐานที่ดี ด้วยรูปทรงที่เรียบง่ายและสมส่วน จึงรู้ได้ทันทีว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์จากยุคราชวงศ์หมิง
อย่างไรก็ตาม ไม้ของตู้หนังสือขางอนี้ทำมาจากไม้วอนัทเท่านั้น ซึ่งไม่ได้แพงเหมือนไม้ฮวงฮัวลี่และไม้ชิงชัน
อย่างไรก็ตาม มีลวดลายมงคลแกะสลักอยู่ที่ด้านล่างของตู้ บ่งบอกได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวรรณกรรม นับเป็นของดีชิ้นหนึ่ง
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองมันสองสามครั้ง จากนั้นจึงหันไปที่เตียงทรงกระโจมด้านข้าง
เตียงทรงกระโจมนี้ ที่เรียกว่าเตียงทรงกระโจมเนื่องจากมีโครงและโครงคล้ายทรงกระโจมอยู่ด้านบนของเตียง และมีผ้าคลุมกันสาดติดอยู่บนโครงจึงเป็นที่รู้จักทั่วไปในชื่อ ‘เฉิงเฉิน’
เตียงทรงกระโจมส่วนใหญ่คลุมผ้าทั้งสามด้าน สามารถเปิดผ้าม่านได้จากด้านข้างทั้งสองข้าง สามารถใช้ร่วมกับผ้าคลุมเพื่อกันไม่ให้ลมเข้าได้อีกด้วย
นี่คือเตียงไม้จันทน์จากสมัยราชวงศ์ชิง มันหลังใหญ่มาก ราวกับบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งเลยก็ว่าได้
มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้จันทน์โชยมาตอนที่ยืนอยู่หน้าเตียง เมื่อมองดูรูปทรงที่เรียบง่ายและสง่างามของเตียง ขาทั้งสี่และคิ้วต่างก็แกะสลักด้วยลวดลายเถาวัลย์ มีโครงสร้างที่ประณีต การตกแต่งที่งดงามและการแกะสลักอันวิจิตรบรรจง
“ฉันชอบมัน ฉันชอบมัน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋มีความสุขมาก เขาไม่จำเป็นต้องลังเลอะไรอีก แต่เตียงนี้ต้องย้ายกลับไปที่เจียงวาน เพราะเขาวางแผนว่าจากนี้ไปเขาและหลินเจียอินจะนอนบนเตียงนี้
หลังจากที่เขาแอบมีความสุขอย่างลับ ๆ เจียงเสี่ยวไป๋ยังคงเดินดูต่อไป
โต๊ะวาดภาพในสมัยราชวงศ์หมิง โต๊ะวาดภาพในสมัยราชวงศ์ชิง ตู้ใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่ายในสมัยราชวงศ์ชิง ขาตั้งเตาอั้งโล่สามขาในสมัยราชวงศ์ชิง โต๊ะหนานมู่คังในสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น ประตูกั้นห้องในสมัยราชวงศ์หมิง ตู้ยาในสมัยราชวงศ์ชิง……
มีเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด 32 ชิ้น ทั้งเล็กและใหญ่
แน่นอนว่านี่ยังไม่รวมเก้าอี้
เก้าอี้ที่นี่ประกอบด้วยเก้าอี้พับ เก้าอี้เท้าแขน เก้าอี้ทรงหมวกขุนนาง โซฟาไม้ ม้านั่ง เก้าอี้สตูล ส่วนไม้ที่เอามาทำเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ก็ได้แก่ ไม้ฮวงฮัวลี่ไห่หนานและไม้ชิงชัน รวมถึงไม้ที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ ไม้วอลนัท ไม้โอ๊ค เป็นต้น มีทั้งสไตล์ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงรวมกว่าห้าหกสิบตัว และบางส่วนเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบชุด
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะแอบทึ่งกับเฟอร์นิเจอร์เก่าที่พ่อของเว่ยเสี่ยวเปาสะสม เพราะมันงดงามมาก
หากเฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านี้ถูกเก็บไว้ให้คนรุ่นต่อไป ไม่ว่าจะส่งประมูลชิ้นไหนก็ล้วนมีมูลค่ามหาศาล
แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีค่ามากนักในปี 1983
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนยังไม่ตระหนักรู้ถึงการสะสมของเก่าหรือวัตถุโบราณมากนัก และในทางกลับกัน ผู้คนสมัยนี้ไม่มีเงิน
มันเป็นกรณีเดียวกับที่ในปี 1950 และ 1960 ภาพวาดของฉีไป๋ซี จางต้าเฉียน และฟู่ลู่มีราคาเพียงภาพละ 8 เหมาเท่านั้น
ซึ่งถือว่าราคาถูกมาก !
ราคาถูกจนคนส่วนใหญ่สามารถเอื้อมถึงได้
แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่ยินดีซื้อมัน
หากมีใครซื้อมันและเก็บไว้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ก็ไม่ต่างกับว่าพวกเขาได้ทิ้งภูเขาทองคำไว้ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป
น่าเสียดายที่ไม่ได้มาสายนี้แต่แรก จึงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ของโบราณพวกนี้ยังมีแผงดอกไม้ แผ่นไม้ ไม้แกะสลักขนาดเล็ก หินหมึก ภาพตัวอักษรและภาพวาด ฯลฯ มากมายในบ้านหลังนี้
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่เว่ยเสี่ยวเปา แล้วถามว่า “คุณเว่ย แล้วคุณได้ตั้งราคาไว้ที่เท่าไหร่ ! ”
เว่ยเสี่ยวเปากล่าวออกมาตามตรง “เถ้าแก่เจียง พูดตามตรง ฉันเองก็ไม่รู้ราคาของเฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านี้”
เจียงเสี่ยวไป๋มีสีหน้าสับสน เพราะเขาเองก็ไม่รู้ราคาปัจจุบันของเฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านี้เหมือนกัน
เพราะในชาติที่แล้ว เขาเริ่มเล่นเก่าเหล่านี้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และราคาในปี 1983 ก็แตกต่างไปจากปี1990 อย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เขาเป็นนักธุรกิจ ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “งั้นเอาอย่างนี้ดีไหมคุณเว่ย ลองบอกราคาที่คุณอยากจะได้ให้ฉันฟังหน่อย แล้วดูว่าฉันจะยอมรับได้ไหม ? ”
เว่ยเสี่ยวเปาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “บ้านบรรพบุรุษหลังนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 400 ตารางเมตร ตัวบ้าน เป็นบ้านสองชั้นที่มีพื้นเกือบ 300 ตารางเมตร ราคาที่ฉันคาดไว้ก็อยู่ที่ 15,000 หยวน เป็นไง ? ”