ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 770 มูลค่าของเฟอร์นิเจอร์เก่า
ตอนที่ 770 มูลค่าของเฟอร์นิเจอร์เก่า
เมื่อเซ็นสัญญา ย่อมต้องมีการประทับลายนิ้วมือแน่นอน
เจียงเสี่ยวไป๋หยิบกล่องหมึกอีกอันออกมาจากกระเป๋าของเขา แล้วพูดว่า “ใช้อันนี้ดีกว่า ! ”
เว่ยเสี่ยวเปาเห็นแบบนั้นก็ถามด้วยความประหลาดใจ “มันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างขอไปทีว่า “อันก่อนหน้านี้แห้งไปหน่อย ส่วนอันนี้ยังใหม่ ความชื้นเหมาะสม”
เมื่อเทียบกันแล้ว แท่นหมึกเก่านั้นมันแห้งไปหน่อย แต่แท่นหมึกอันใหม่ที่เจียงเสี่ยวไป๋หยิบออกมามีความชื้นมากกว่า
เว่ยเสี่ยวเปาไม่คิดมากอะไร เขาจุ่มนิ้วลงในแผ่นหมึกแล้วประทับลายนิ้วมือลงไปในสัญญา
เช่นเดียวกับเจียงเสี่ยวไป๋
หลังจากทำเสร็จ เขาก็หยิบกระดาษชำระสองแผ่นมาเช็ดมือ ก่อนจะยื่นสัญญาให้เว่ยเสี่ยวเปาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ลงนามในสัญญาแล้ว งั้นไปที่ธนาคารกันเถอะ ฉันจะได้ถอนเงินมาให้คุณ”
เว่ยเสี่ยวเปามีความสุขมาก แต่ก็บอกว่าเขาไม่รีบอะไร ถึงอย่างนั้นเขาก็เดินตามเจียงเสี่ยวไป๋ออกไปนอกประตู ก่อนจะล็อคประตูแล้วส่งกุญแจให้เจียงเสี่ยวไป๋
เจียงเสี่ยวไป๋รับมันมาด้วยรอยยิ้มและใส่มันไว้ในกระเป๋าถือของเขา
หลินเจียจวินพาพวกเขาไปที่ธนาคารเกษตรใกล้ ๆ เจียงเสี่ยวไป๋ได้ถอนเงินออกมา 20,000 หยวน แล้วเอาให้เว่ยเสี่ยวเป่า 18,000 หยวน ก่อนจะเก็บเงิน 2,000 หยวนที่เหลือเข้ากระเป๋าตัวเองไป
ต่อไป ทั้งสามคนก็ไปทำเรื่องโอนบ้านต่อ
“เถ้าแก่เจียง ฉันได้เงินและก็ทำเรื่องโอนอะไรเสร็จแล้ว งั้นฉันขอตัวก่อนนะ ! ”
เมื่อออกมาจากอาคารสำนักงาน เว่ยเสี่ยวเปาก็พูดอย่างมีความสุข
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่รอช้าและกล่าวลาเขาทันที
เว่ยเสี่ยวเปากล่าวลาหลินเจียจวิ๋นต่อ และรีบจากไปด้วยความรีบร้อน
“ตอนนี้เราจะไปไหนต่อ ? ”
หลินเจียจวินถามหลังจากที่พวกเขาขึ้นรถมาแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “กลับไปดูเฟอร์นิเจอร์เก่าให้ละเอียดอีกทีเถอะครับ”
หลินเจียจวินขมวดคิ้ว “นายก็ซื้อมาทั้งหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ? ยังมีอะไรให้ต้องกลับไปดูอีก ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “เพราะผมจะเลือกเฟอร์นิเจอร์บ้างอย่างกลับไปที่เจียงวาน แล้วขอให้พี่หาคนมาช่วยขนย้ายกลับไปให้หน่อย”
หลินเจียจวินพูดด้วยความประหลาดใจ “นายยังคิดจะใช้เฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านี้อยู่เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “แน่นอน อดีตส่งผลถึงปัจจุบัน ถ้าผมซื้อเฟอร์นิเจอร์เก่าดี ๆ แบบนี้มาแล้วไม่ใช้มัน มันก็ไม่ต่างจากขยะที่กองอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ ? ”
หลินเจียจวินส่ายหัว “ฉันไม่เข้าใจ เฟอร์นิเจอร์เก่าพวกนี้มีอะไรดีขนาดนั้น ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋เริ่มอธิบายให้เขาฟังทันที
ในชีวิตประจำวัน เฟอร์นิเจอร์เก่าไม่เพียงแต่เป็นเหมือนตัวสะสมเวลาเท่านั้น แต่ยังทิ้งรอยประทับของการใช้ชีวิตที่ผ่านมาด้วย จึงเป็นเหมือนตัวแทนของประวัติศาสตร์
มุมที่ขัดเงาอย่างประณีต การออกแบบร่องและเดือยที่ประณีตและชาญฉลาด เทคนิคอันเชี่ยวชาญของช่างฝีมือเหล่านั้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทำให้เห็นถึงจิตวิญญาณของผลงานชิ้นนี้ออกมา มันแสดงให้โลกเห็นถึงความใส่ใจและชีวิตที่เรียบง่าย
หลินเจียจวินฟังแล้วจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “มันน่าเบื่อจะตายไปที่จะพูดเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เหล่านี้”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “งั้นผมจะพูดให้พี่ฟังในมุมของธุรกิจ”
หลินเจียจวินเริ่มสนใจขึ้นมาทันที “ไหนลองบอกฉันมาสิ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เฟอร์นิเจอร์ที่เราใช้อยู่ตอนนี้ ไม่ว่าเราจะซื้อมันมาในราคาเท่าไหร่ ราคาของมันจะลดลงทันที หากเรารีบขายมันหลังจากที่ใช้งานไปสักระยะหนึ่ง”
“แต่เฟอร์นิเจอร์เก่านั้นแตกต่างออกไป อย่ามองว่าผมใช้เงินเป็นหมื่นหยวนเพื่อซื้อมันมาในตอนนี้ เพราะถ้าผมขายมันในอนาคต เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้จะสามารถสร้างเงินให้ผมได้หลายร้อยล้าน ! ”
เอี๊ยดด !
หลินเจียจวินเบรกรถกะทันหัน จากนั้นรถจี๊ปก็หยุดลง จนทำให้เจียงเสี่ยวไป๋เกือบจะเอาหัวโขกกับเบาะผู้โดยสารด้านหน้า
“พี่ทำอะไรของพี่ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋นั่งลงอีกครั้งและถามออกมาด้วยความโกรธ
โชคดีที่ไม่มีรถยนต์ขับตามมาในเวลานี้
หากในอนาคตเบรกกะทันหันแบบนี้บนถนนในเมือง คงทำให้เกิดการชนท้ายรถอย่างต่อเนื่องแน่นอน
หลินเจียจวินสูดลมหายใจแล้วพูดว่า “นายบอกว่าเฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านั้นสามารถขายได้ในราคาหลายร้อยล้านในอนาคตงั้นเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่เขาด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วพูดว่า “แล้วมันเป็นไปไม่ได้เหรอ ? ”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “จะเป็นไปได้ยังไง ? ถ้าเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นสามารถขายได้หลายร้อยล้าน มันจะทำกำไรได้มากกว่าการถูกล็อตเตอรี่ของนายอีกนะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “พี่จะเอาสองเรื่องนี้มาเทียบกันไม่ได้ การซื้อล็อตเตอรี่นั้น เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะถูกรางวัลเมื่อไหร่ แต่เฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านี้เมื่อมาอยู่ในมือของเราแล้ว ในอนาคตมันจะสร้างรายได้มหาศาลให้เราอย่างแน่นอน”
“แต่สองสามร้อยล้านก็ดูจะมากเกินไป ! ” หลินเจียจวิ๋นยังคงไม่เชื่อและพูดว่า “ตอนนี้นายมีอุตสาหกรรมมากกว่า 30 อุตสาหกรรม แต่รวมกันแล้วคงทำเงินได้ไม่ถึงร้อยสองร้อยล้านหรอกใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ในตอนนี้เจียงเจียกรุ๊ปยังไม่มีเงินมากขนาดนั้น แต่อีกไม่นานเงินสองสามร้อยล้านพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ! ”
หลินเจียจวินพูดอะไรไม่ออกอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดออกมาว่า “ในเมื่อเฟอร์นิเจอร์เก่าเหล่านั้นมีค่ามาก ทำไมนายถึงต่อรองราคาแรงขนาดนี้ นายขอให้เขาลดราคาให้ตั้ง 7,000 หยวนเชียวนะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นักธุรกิจมักจะแสวงหาผลกำไรสูงสุดอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้นเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ผมกำลังพูดถึงจะมีค่าในอนาคต แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ด้วยตลาดปัจจุบัน ราคาที่ผมให้ถือว่ายุติธรรมที่สุดแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน พวกเขาก็กลับไปที่บ้านเก่าอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋หยิบกุญแจออกจากกระเป๋าของเขา โยนมันให้หลินเจียจวินแล้วพูดว่า “ผมจะเอากุญแจไว้ที่พี่ นับจากนี้ไป พี่จะเป็นคนดูแลสถานที่แห่งนี้ ! ”
หลินเจียจวินหยิบกุญแจและเปิดประตู แต่ก็พึมพำออกมา “ทำไมฉันต้องเป็นคนดูแลมันอีกแล้ว ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “เรื่องแค่นี้เอง ในเมื่อพี่ดูแลบ้านในเจียงโข่วแล้ว พี่ก็ต้องดูแลบ้านหลังนี้เช่นกัน”
พวกเขาทั้งสองเข้าไปในบ้าน เจียงเสี่ยวไป๋เริ่มเลือกโดยชี้ไปที่เตียงทรงกระโจมแล้วพูดว่า “อันนี้ พี่ช่วยหาคนมาขนมันกลับไปที่เจียงวานให้ผมที บอกพวกเขาให้ค่อย ๆ ขนนะครับ เตียงนี้ผมจะเอาไปนอนที่บ้าน ! ”
หลินเจียจวินอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฉันไม่รู้ว่าเตียงนี้อายุเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ว่าเตียงนี้มีคนนอนมากี่คนแล้ว และไม่รู้ว่ามีใครตายบนเตียงนี้มาบ้าง นายกล้านอนมันจริง ๆ เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋จ้องเขาตาถลึง “พี่พูดมากเกินไปแล้ว เตียงเป็นเพียงสิ่งของเครื่องใช้เท่านั้น และเตียงแบบนี้ก็ใช้ร่วมกับมุ้งคลุมที่สามารถกันลมได้ มันนอนสบายมากเลยนะ……”
หลินเจียจวินรีบหยุดเขา “เอาล่ะ โอเค ฉันจะหาคนมาขนย้ายมันไปให้ เดือยของมันทำมาพิเศษอยู่แล้ว ต่อให้แยกส่วนก็ไม่เสียหาย”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า ข้อดีของเฟอร์นิเจอร์เก่าคือสามารถถอดออกและประกอบใหม่ได้
หลังจากส่งกลับไปยังเจียงวานแล้ว เขาจะขอให้ช่างไม้ถานทำเสื่ออย่างดีตามขนาดของเตียง แค่นั้นก็สมบูรณ์แบบแล้ว
จากนั้น เขาก็เลือกโต๊ะเขียนหนังสือและโต๊ะวาดภาพ มุ้งลวด และเก้าอี้อีกหลายตัว ก่อนจะขอให้หลินเจียจวินหาคนมาขนย้ายของพวกนี้กลับไปที่เจียงวาน
“หากอันไหนจำเป็นต้องถอดก็ถอด ก็แค่มีชิ้นส่วนมาครบก็พอ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าว
หลินเจียจวินพยักหน้าตกลง
เจียงเสี่ยวไป๋มาที่โต๊ะเขียนสัญญา หยิบกล่องแท่นหมึกเก่าที่วางไว้ใส่ลงในกระเป๋าของเขา
หลินเจียจวินเห็นเข้าจึงถามด้วยความประหลาดใจ “เสี่ยวไป๋ มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับแท่นหมึกกล่องนี้เหรอ ? ทำไมนายต้องเอาไปเก็บไว้กับตัวด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างไม่ใส่ใจ “นี่คือกล่องแท่นหมึกเก่า และเป็นแท่นหมึกชาดไหมรากบัวหลงฉวนที่สูญหายไป”
หลินเจียจวินรู้สึกสับสนเล็กน้อย จึงถามไปว่า “แล้วมันมีค่าไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะเบาและพูดว่า “มันก็ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในมือของใคร”
หลินเจียจวินกล่าวว่า “ถ้าเป็นแบบนั้น มันก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปเมื่ออยู่ในมือของนายสินะ”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “ถ้าอยู่ในมือของผม มันมีมูลค่านับหมื่นหยวน แต่ถ้ามันถูกวางไว้ในมือของผู้ที่ลอกเลียนแบบภาพตัวอักษรและภาพวาดโบราณ มูลค่าของมันคงนับไม่ถ้วน”
สำหรับภาพวาดหรืออักษรวิจิตรโบราณที่มีการลอกเลียนแบบอย่างมากนั้น ไม่เพียงแต่กระดาษจะต้องมาจากยุคเดียวกับจิตรกรหรือช่างอักษรวิจิตรเท่านั้น แต่หมึกและแท่นหมึกต้องมาจากยุคเดียวกันด้วย จึงจะสามารถทำของปลอมให้เป็นของจริงเอามาหลอกผู้คนได้
มิฉะนั้น คงจะรอดหูรอดตาของผู้เชี่ยวชาญไปไม่ได้
หลินเจียจวินเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นและพูดว่า “นายกำลังคิดที่จะหาคนมาลอกเลียนแบบภาพวาดโบราณพวกนั้นงั้นเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดออกมาด้วยความโกรธ “ทำไมผมต้องทำแบบนั้นล่ะ การเลียนแบบก็คือการเลียนแบบ และมันก็ไม่ได้มีค่าเท่าต้นฉบับ”
หลินเจียจวินคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วถามขึ้นมาทันทีว่า “เสี่ยวไป๋ สำหรับนาย ภาพวาดโบราณมีคุณค่าไหม ? ”