ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 776 เดินตามเส้นทางของคนอื่น เพื่อไม่ให้คนอื่นมีทางไป
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 776 เดินตามเส้นทางของคนอื่น เพื่อไม่ให้คนอื่นมีทางไป
ตอนที่ 776 เดินตามเส้นทางของคนอื่น เพื่อไม่ให้คนอื่นมีทางไป
เจียงเสี่ยวไป๋กลับไปที่ห้องนั่งเล่นโดยที่หลินเจียจวินและอีกสามคนยังคงคุยกันอยู่
“นายเข้าไปนานเลยนะ เข้าไปคุยเรื่องอะไรเหรอ ? ”
หลินเจียจวินถามด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นเจียงเสี่ยวไป๋เดินกลับมา
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋นั่งลง เขาก็อธิบายแผนการของเขาที่จะเอาที่ดินของโรงงานไม้ขีดไฟมาสร้างเป็นโรงงานน้ำแร่บรรจุขวด
หลินเจียจวินยิ้มและพูดว่า “ดังคำกล่าวที่ว่าไฟและน้ำเข้ากันไม่ได้ แต่ความคิดของนายไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ นายคิดยังไงถึงจะทำโรงงานผลิตน้ำแร่ที่โรงงานไม้ขีด”
จางอ้ายผิงกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋ ฉันคิดว่าสิ่งที่คุณพูดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับกล่องอาหารแบบใช้แล้วทิ้งที่สามารถเอามาใส่อาหารขายบนรถไฟและเครื่องบินนั้นดูจะเป็นไปได้มาก แม้แต่การขายขนมบนรถไฟ ฉันก็คิดว่ามันพอจะเป็นไปได้เหมือนกัน”
“แต่เมื่อคุณพูดถึงการตั้งโรงงานผลิตน้ำแร่บรรจุขวด ฉันว่ามันฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้สักเท่าไหร่สำหรับฉัน”
หลินเจียปิงก็พยักหน้าเช่นกัน “ใช่ ใครจะยอมซื้อน้ำมาดื่มกัน ? ”
หลินเจียจวินก็ได้พูดขึ้นมาในเวลานี้เหมือนกัน “ใช่ เมื่อออกไปข้างนอกก็แค่เอาน้ำใส่ขวดไปด้วย ใครจะไปยอมซื้อน้ำมาดื่มกัน ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม ผู้คนในปี 1983 มีทัศนคติที่ว่าน้ำเปล่าไม่สามารถขายได้ แต่ใครจะรู้ว่าในยุคสมัยต่อมา วาฮาฮากรุ๊ปได้กลายเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีนด้วยการขายน้ำเปล่า
แต่เขาไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับหลินเจียจวินและคนอื่นได้ ดังนั้นเขาจึงยิ้มและพูดว่า “สิ่งที่ผมขายไม่ใช่น้ำ แต่เป็นความสะดวกสบาย”
ใช่แล้ว ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ผู้คนไม่มีเงินมากนัก ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามประหยัดเท่าที่ทำได้ แต่ด้วยการที่เศรษฐกิจเริ่มพัฒนาไป ผู้คนก็เริ่มมีเงินมีทองกันมากขึ้น แม้ว่าการประหยัดอดออมจะยังคงเป็นคำสอนที่สืบทอดกันมา แต่ผู้คนก็แสวงหาความสะดวกสบายมากขึ้น และยอมซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่มเพื่อความสะดวกสบายมากขึ้น
คำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋ทำให้ทั้งหลินเจียปิงและจางอ้ายผิงต่างก็ประหลาดใจ
แน่นอนว่าเจียงเสี่ยวไป๋นั้นแตกต่างจากคนอื่นมาก
เขาบอกว่าเขาไม่ได้ขายน้ำ แต่เขาขายความสะดวกสบาย
“ฉันก็ไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจอะไรมากนัก”
“แต่ที่นายบอกว่าขายความสะดวก ฉันก็พอเข้าใจได้ คนที่ออกไปไหนมาไหนด้วยความเร่งรีบ ไม่มีใครมีเวลามาพกน้ำติดตัวไปได้ตลอดเวลาหรอก ถ้ามีน้ำดื่มบรรจุขวดราคาถูกขาย บางทีก็อาจมีคนเต็มใจที่จะซื้อมันก็ได้”
หลินเจียปิงคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดออกมา
ท้ายที่สุด หลินเจียจวินก็ติดตามเจียงเสี่ยวไป๋มาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าความคิดของเจียงเสี่ยวไป๋ที่ว่าขายความสะดวกสบายนั้นสมเหตุสมผล
“แนวคิดที่นายพูดออกมาก็เหมือนกับการขายล็อตเตอรี่ สิ่งที่นายขายไม่ใช่ล็อตเตอรี่ แต่เป็นความหวัง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า เขาเองก็หมายความประมาณนั้น
หลินเจียจวินถอนหายใจ “ถ้านายทำโรงงานนี้อีก งานของฉันก็จะเพิ่มขึ้นอีกสินะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “ผู้ที่มีความสามารถ ย่อมทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา”
เขาไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้ ใครใช้ให้หลินเจียจวินอยู่ที่เจียงเฉิงกันล่ะ !
และตัวเขาเองก็ไม่ได้อยู่ที่เจียงเฉิงตลอดเวลา
พวกเขาทั้งสี่คุยกันสักพัก จากนั้นเจียงเสี่ยวไป๋ก็ขอตัวออกมา
เพราะคืนนี้เขาไม่ได้ดื่ม และรถที่เขาขับมาก็เอามาฝากไว้ที่นี่ เจียงเสี่ยวไป๋จึงไม่ให้หลินเจียจวินขับรถไปส่ง เขาได้พาเจียงชานไปนอนที่เกสต์เฮาส์ในคืนนี้
หลินเจียจวินได้เปิดห้องให้แล้ว ดังนั้นเมื่อพวกเขาไปถึงก็สามารถเช็คอินเข้าพักได้เลย
ห้องที่เลือก ยังคงเป็นห้องสวีท
หลังจากเข้าไปในห้อง เจียงชานก็อาบน้ำและเข้านอน
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋อาบน้ำและทำธุระส่วนตัวอะไรเสร็จแล้ว เขาก็นั่งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ และสูบบุหรี่ไปด้วย
เขากำลังคิดเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำแร่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีเรื่องที่บอกหลินต้ากั๋วไม่หมด
ตามความคิดของเขา สาเหตุที่เขาตั้งโรงงานผลิตน้ำแร่ในเจียงเฉิงก็เพราะว่าเขาตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากภูมิหลังของเมืองใหญ่อย่างเจียงเฉิงเท่านั้น
แท้ที่จริงแล้ว เป้าหมายของเขาคืออยากจะสร้างโรงงานผลิตน้ำแร่อยู่ที่ทะเลสาบชิงหลง ที่เชิงเขาชิงหลงในชิงโจว แหล่งน้ำที่นั่นใสและกว้างใหญ่ เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการตั้งโรงงานน้ำแร่มาก
โรงงานผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์ก็ทำได้เช่นกัน
ขั้นแรกคือต้องสร้างน้ำพุหลงฟู่ เลียนแบบความคิดของบริษัทวาฮาฮ่าเมื่อชาติที่แล้ว เขาตั้งใจจะเดินตามเส้นทางของผู้อื่น เพื่อไม่ให้ผู้อื่นมีทางไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องนี้ เขาต้องกลับไปสำรวจสถานที่ในชิงโจวให้ดีเสียก่อน จากนั้นก็หารือกับนายกเทศมนตรีจาง ก่อนที่จะเขียนแผนให้หลินต้ากั๋วดู
หลังจากคิดอยู่นาน เจียงเสี่ยวไป๋ก็ดับบุหรี่ แล้วเข้านอน
ในวันรุ่งขึ้น เจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานต่างก็ตื่นแต่เช้า
“ป่าป๊าคะ วันนี้เราวิ่งได้แล้ว ! ” เจียงชานพูดด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย หลังจากออกจากประตูเกสต์เฮาส์
ตั้งแต่ไปถึงเทียนจิง สองพ่อลูกก็ไม่ได้ออกไปวิ่งตอนเช้าเลยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
วันนี้เมื่อมาถึงเจียงเฉิง แม้ว่าข้างนอกจะหนาวและมีลมแรง แต่ก็ไม่มีหิมะตก เด็กน้อยจึงค่อนข้างใจร้อน อยากที่จะออกไปวิ่ง
เจียงเสี่ยวไป๋สูดอากาศเย็นเข้าไปเต็มปอด แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “งั้นเช้านี้เราวิ่งไปมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงเพื่อไปหาน้าเล็กของหนูกันเถอะ”
“ดีเลยค่ะ ! ” เด็กน้อยตอบตกลงด้วยความยินดีและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “หลังจากวิ่งเสร็จแล้ว หนูก็ต้องฝึกไทเก๊กต่อ ป่าป๊าคะ ป่าป๊าต้องรอหนูด้วยนะ”
“ได้เลย ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว เขาพูดแล้วก็เริ่มวิ่ง
หนูน้อยวิ่งตามออกไปทันที
พวกเขาทั้งสองวิ่งออกไปจนถึงทางเข้ามหาวิทยาลัยเจียงเฉิง และวิ่งไปที่หอพักของหลินเจียลี่
มีสนามหญ้าเล็ก ๆ อยู่หน้าหอพักของเธอ พอเป็นสนามให้เจียงชานฝึกไทเก๊กได้หลังจากที่วิ่งเสร็จ
ประมาณครึ่งชั่วโมง สองพ่อลูกก็วิ่งรอบมหาวิทยาลัยเสร็จ จากนั้นพวกเขาก็มาเดินรอบสนามหญ้าหน้าหอพักของหลินเจียลี่
“โอเค พ่อว่าหนูฝึกที่นี่ได้เลย ! ” เจียงเสี่ยวไป๋มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีคนมาเดินแถวสนามหญ้า จึงพูดออกมา
เจียงชานเห็นด้วยและเริ่มยืดเส้นยืดสาย จากนั้นเธอก็เริ่มฝึกกระบวนท่าของมวยไทเก๊ก
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูท่าทางจริงจังของเจ้าตัวเล็กจากด้านข้างอย่างเงียบ ๆ พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
เจ้าตัวน้อยยืนนิ่งอยู่ประมาณสามสิบวินาที จากนั้นก็ดึงทักษะของเธอออกมา และเปิดท่าแรกด้วยทักษะหกผ่ามือสี่ทิศทาง จากนั้นก็เริ่มฝึกจนครบ 13 กระบวนท่า
“ป่าป๊าคะ หนูฝึกเสร็จแล้ว ! ”
หลังจากที่เจ้าตัวน้อยฝึกเสร็จ เธอก็วิ่งไปหาเจียงเสี่ยวไป๋และพูดด้วยความภาคภูมิใจ “เป็นยังไงบ้างคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูใบหน้าที่แดงก่ำของเธอแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ยอดเยี่ยมมาก สู้ ๆ ”
“ค่ะ ! ”
เด็กน้อยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ “ป่าป๊าคะ หนูจะขึ้นไปเรียกน้าเล็ก”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็รีบวิ่งไปที่หน้าห้องของหลินเจียลี่
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูเธอด้วยรอยยิ้มและเดินตามเธอไปอย่างช้า ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าตัวน้อยก็ไปถึงและเคาะประตูหน้าห้องของหลินเจียลี่
ทว่าซือถูหรงเป็นคนมาเปิดประตู
“ชานชาน หนูมาที่นี่กับใคร ? ”
เมื่อซือถูหรงเห็นว่าเป็นเจียงชาน เธอถามและหันกลับตะโกนเข้าไปในห้อง “เจียลี่ ชานชานมาหา ! ”
หลังจากตะโกนเสร็จ เธอก็หันกลับมาและเงยหน้าขึ้นมองเจียงเสี่ยวไป๋ที่เพิ่งเดินมาถึง
“พี่เขย อรุณสวัสดิ์ค่ะ ! ”
ดูจากความสุขบนใบและความกระตือรือร้นในน้ำเสียงของเธอ ดูเหมือนกับว่าเจียงเสี่ยวไป๋เป็นพี่เขยของเธอจริง ๆ อย่างไรอย่างนั้น