ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 779 อยากเปลี่ยนรถใหม่
ตอนที่ 779 อยากเปลี่ยนรถใหม่
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋เห็นใบแนะนำตัวที่ติงจวิ้นเจี๋ยให้มา เขาก็นึกถึงนามบัตรขึ้นมา
ขณะนี้เจียงเจียกรุ๊ปมีพนักงานขายเพียงพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงสามารถทำนามบัตรล่วงหน้าได้
ในชาติที่แล้ว เขาได้รับนามบัตรมาจากผู้คนนับไม่ถ้วน เขาเห็นการออกแบบนามบัตรมามากมาย ทั้งเค้าโครงและเนื้อหาของนามบัตร เขาจึงวางแผนที่จะขอให้ช่างไม้ถานออกแบบนามบัตรให้กับเจียงเจียกรุ๊ปหลังจากกลับไปที่ชิงโจวในครั้งนี้ แล้วพิมพ์ลงบนกระดาษแข็งสีขาว
ตอนนี้เขากำลังพยายามจัดการกับจุดบอดของบริษัทอยู่ ซึ่งการที่เขาสร้างนามบัตรที่ดูเป็นมืออาชีพและดูเป็นทางการในตอนนี้ เขาเชื่อว่ามันจะดึงดูดความสนใจของผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นทำตามอย่างรวดเร็ว
“พี่เจียง คุณคิดอะไรอยู่เหรอเปล่า ? ” เมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋เหม่อ ติงจวิ้นเจี๋ยก็คิดว่าเขามีบางอย่างอยู่ในใจ จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “ไม่ ฉันแค่คิดถึงเรื่องอื่น”
เขาเหลือบมองมาที่ติงจวิ้นเจี๋ย และพูดต่อ “อีกสองสามวัน ฉันจะให้ของขวัญบางอย่างกับนาย ! ”
ติงจวิ้นเจี๋ยรีบพูดขึ้นว่า “พี่เจียง พี่ไม่จำเป็นต้องให้อะไรผมเลย อย่าเอาเงินมาซื้ออะไรให้ผมเลยนะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมา “มันราคาไม่เท่าไหร่หรอก นายสามารถใช้มันในระยะยาวได้ด้วย”
ติงจวิ้นเจี๋ยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รู้สึกสงสัยจึงถามออกมา “มันคืออะไรเหรอครับ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่ต้องถาม อีกไม่กี่วันนายก็จะรู้เอง”
สิ่งที่เขาวางแผนจะมอบให้ติงจวิ้นเจี๋ยนั้นเป็นนามบัตรที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาเชื่อว่าด้วยการออกแบบของเขาเอง นามบัตรนั้นจะต้องสวยและมีประสิทธิภาพแน่นอน ซึ่งจะทำให้ติงจวิ้นเจี๋ยไม่ต้องเอาข้อมูลโดยย่อของตัวเองไปให้ผู้อื่นเป็นแผ่นกระดาษอีกแล้ว
เมื่อติงจวิ้นเจี๋ยเห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้พูดอะไร เขาก็ไม่ได้ถามต่อ พวกเขาเดินดูไปรอบ ๆ พื้นที่ และกลับไปที่เกสต์เฮาส์ต่อหลังจากนั้น
“จวิ้นเจี๋ย นายก็กลับไปที่หน่วยก่อนเถอะ ! ”
หลังจากลงจากรถ เจียงเสี่ยวไป๋ก็กล่าวลาติงจวิ้นเจี๋ย
ติงจวิ้นเจี๋ยกล่าวว่า “พี่เจียง ทำไมไม่กินข้าวก่อนออกเดินทาง จะได้ไม่ต้องไปหิวระหว่างทางด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ฉันต้องไปที่เจียงโข่วเพื่อซื้อของก่อน แล้วค่อยไปรับเหล่าหลิน ฉันจะทานข้าวที่เจียงเฉิงนี่แหละ แล้วจะออกเดินทางหลังทานอาหารเย็น แต่นายไม่จำเป็นต้องไปกับเรา พี่จวินจะไปกับฉันเอง”
ติงจวิ้นเจี๋ยกล่าวว่า “พี่เจียง ผมเองก็ไม่ได้มีงานอะไรมากมายหรอก ท่านผู้นำบอกให้ผมกลับไปหลังจากที่จัดการธุระให้พี่เสร็จแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “ธุระของนายกับฉันเสร็จแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ทำงานไปก่อนเถอะ ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเราจะคงอยู่ไปอีกนาน”
ติงจวิ้นเจี๋ยได้ยินที่เขาพูดก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเห็นด้วย
หลังจากทักทายหลินเจียจวิ๋นและเจียงชาน เขาก็บอกลาและจากไป
“นายจะแวะไปซื้ออะไรอีกไหม”
หลินเจียจวินอดไม่ได้ที่จะถามหลังจากที่ติงจวิ้นเจี๋ยจากไปแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “ใช่ ไปที่เทียนจิงทั้งที แต่ผมลืมซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับไปให้ภรรยาเสียสนิท ! ”
หลินเจียจวินขมวดคิ้ว คนอย่างเจียงเสี่ยวไป๋ซื้อของทั้งที ไม่มีทางเล็กน้อยแน่นอน ?
ครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ซื้อของ คือเต็มคันรถ
“อืม ได้ ! ” หลินเจียจวินถอนหายใจและพูดว่า “นายไปซื้อของฝากของนาย ส่วนฉันจะไปรับคุณหลิน แล้วเราไปเจอกันที่ห้างเซ็นทรัลเจียงเฉิง”
เขาไม่อยากต้องเดินตามเจียงเสี่ยวไป๋ช้อปปิ้ง เพราะมันน่าเบื่อและยังต้องได้ช่วยถือของหนัก ๆ อีกด้วย
ดูจะไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
เขาจึงใช้เหตุผลนี้ หนีออกมาจากเจียงเสี่ยวไป๋
แบบนี้ เขาจะได้ไม่ต้องไปเหนื่อยถือของอีก
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ได้ยิน เขาก็มองว่าเป็นเรื่องดีเพราะช่วยประหยัดเวลาได้ เขาจึงเห็นด้วย
ด้วยวิธีนี้ ทั้งสองจึงแยกกัน เจียงเสี่ยวไป๋พาเจียงชานไปที่ห้างเซ็นทรัลเจียงเฉิงเพื่อช้อปปิ้ง
แม้จะบอกว่าครั้งนี้เป็นการมาช้อปปิ้งครั้งใหญ่ แต่ที่จริงแล้วยังน้อยกว่าครั้งก่อนมาก
ท้ายที่สุด เหล่าหลินก็จะกลับไปด้วยในครั้งนี้ ดังนั้นจึงไม่สามารถเอาของวางเบาะหลังได้เยอะเท่าที่ควร เพราะมันอาจจะเกะกะเหล่าหลิน
นอกจากนี้ เขายังมีกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบและกล่องใส่เครื่องเคลือบอีกสองกล่องที่ชายชราให้มาอยู่ในรถของเขา ซึ่งก็กินพื้นที่ไปมากแล้ว ดังนั้นจึงซื้อของได้ไม่เยอะเท่าที่ควร
เต็มที่ก็ซื้อได้เพียงครึ่งคันรถเท่านั้น
“ป่าป๊าคะ ในอนาคตเราต้องมีรถที่ใหญ่กว่านี้ ไม่อย่างนั้นเราคงซื้อของได้น้อยแบบนี้ตลอด”
หลังออกมาจากห้างสรรพสินค้า เจ้าตัวน้อยก็คาใจและพูดว่าอยากได้รถคันใหญ่
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า ลูกสาวของเขามีความคิดแบบเดียวกับเขา ตอนนี้มันถึงเวลาเปลี่ยนมาใช้รถออฟโรดที่ใหญ่กว่านี้แล้ว
ชาติที่แล้ว เจียงเสี่ยวไป๋เป็นคนชอบเรื่องรถ และมีความกระตือรือร้นในการขับรถ รวมทั้งรู้เรื่องรถเป็นอย่างดี
ทุกวันนี้ แม้จะไม่มีรถดี ๆ ในจีน แต่ในต่างประเทศก็เผยโฉมรถออฟโรดคลาสสิกหลายคันออกมาแล้ว
ตัวอย่างเช่น รถปาเจโร รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 1982
แม้ว่าในตอนแรกจะใช้พื้นฐานจากรถปิคอัพ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 3 ประตู แต่ในปี 1983 มิตซูบิชิก็ได้เปิดตัวรถรุ่นห้าประตู
นอกจากนี้ในปี 1983 แลนด์โรเวอร์ 110 สเตชั่นแวกอนและแลนด์โรเวอร์เคาน์ตี้ได้เปิดตัวและออกจำหน่าย หนึ่งในนั้นยังเป็นรถยนต์ส่วนตัวที่พระราชินีใช้ นั่นก็คือแลนด์โรเวอร์ 110 สเตชั่นแวกอน
นอกจากนี้ โตโยต้าโฟร์รันเนอร์ยังเปิดตัวครั้งแรกในปี 1983 และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 1984
ในปี 1984 เชโรกีเจเนอเรชั่นที่สอง เปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดอเมริกาเหนือ นี่เป็นรถ SUV รุ่นแรกสุดที่คนรุ่นหลังชื่นชอบ
ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และเบาะนั่งที่สบาย รับน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการในการควบคุมการขับขี่มากขึ้น
และเช่นเดียวกับฟอร์ดเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ดอดจ์ ฯลฯ ก็ขายดีในตลาดอยู่แล้ว
หากเจียงเสี่ยวไป๋ต้องการเปลี่ยนรถ เขาก็หาซื้อได้ทันที ตราบใดที่เขาหาช่องทางได้ แต่เป็นการนำเข้าล้วน ๆ ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าเล็กน้อย
ในบรรดายี่ห้อรถหลายคันที่พูดถึงนี้ เขาชอบแลนด์โรเวอร์มากที่สุด
เพราะมีระบบกันสะเทือนคอยล์สปริง ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เบรกล้อหน้าเป็นแบบดิสก์เบรก มีกระจกบังลมหน้าในตัว พวงมาลัยเพาเวอร์เสริม และระยะฐานระหว่างล้อ 110 นิ้ว
รถประเภทนี้ ถ้าขับในปี 1983 ก็ถือว่าเป็นรถที่ดีที่สุด มีทั้งความหรูหราและความสะดวกสบาย
“พ่อจะเริ่มหารถใหม่หลังตรุษจีนนี้แหละ”
เจียงเสี่ยวไป๋เอามือลูบหัวลูกสาวของเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
เจียงชานมีความสุขมากเมื่อได้ยินคำพูดนี้ และพูดว่า “ป่าป๊าคะ ซื้อรถคันเดียวไม่พอหรอก เราต้องมีอย่างน้อยสองคัน ป่าป๊าต้องซื้อให้หม่าม๊าคันหนึ่งด้วย ไม่อย่างนั้นหลังจากที่แม่คลอดน้องชายและน้องสาวแล้ว ไหนจะปู่กับย่า และพี่ถิงถิงด้วย รถคันเดียวไม่เพียงพอกับคนในครอบครัวของเราหรอกค่ะ”
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินคำพูดนี้ของลูกสาว เขาก็พอเข้าใจได้
เขายิ้มและพูดว่า “เอาล่ะ งั้นพ่อจะซื้อรถใหม่มาสองคันเลย ! ”
“ดีเลยค่ะ ! ” เด็กน้อยดูจะดีใจมาก “เท่านี้ครอบครัวของเราก็จะมีรถสามคันแล้ว ! ”
“สามคันอะไร ? ”
ในขณะนั้นเอง เสียงของหลินเจียจวินก็ดังมาจากด้านหลัง
เจียงเสี่ยวไป๋หันกลับมาก็เห็นว่าหลินเจียจวินเดินนำเหล่าหลินและชายวัยกลางคนอีกคนมาด้วยกัน
“สวัสดีเหล่าหลิน ! ”
“สวัสดีค่ะคุณปู่หลิน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋และเจียงชานต่างทักทายหลินฉางเกิง
เหล่าหลินยิ้มและตอบกลับทั้งสอง ก่อนจะชี้ไปที่ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างเขา แล้วพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ “เสี่ยวไป๋ นี่คือลูกชายคนที่สองของฉัน หลินซิงเหอ”