ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 910 การเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
ตอนที่ 910 การเปลี่ยนแปลงในครอบครัว
“โฮ่ง ๆ ๆ ๆ …”
เมื่อหลินเจียลี่เดินเข้าไปในสนามหญ้า จู่ ๆ เจ้าเจียงซือก็โผล่มา มันแยกเขี้ยวและเห่าใส่เธอ
“อ๊า ! ”
การปรากฏตัวของสุนัขตัวใหญ่อย่างกะทันหันทำให้เธอตกใจ และเธอก็กรีดร้องราวกับกระต่ายตัวน้อยที่หวาดกลัวเตรียมหันหลังวิ่งหลบ
ซึ่งข้างหลังของเธอคือเจียงเสี่ยวไป๋
ด้วยความตื่นตระหนก เธอจึงเอื้อมมือออกไปคว้าแขนของเจียงเสี่ยวไป๋โดยไม่คิด และกดทั้งตัวของเธอลงไปราวกับว่าเธอกำลังกอดเขาแน่น
ไม่เพียงแต่หลินเจียลี่เท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่เจียงเสี่ยวชิงก็ยังตกใจไม่ต่างกัน
แต่ดีที่ว่าเธอเดินตามมาข้างหลัง
“บ้านของเรามีสุนัขตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ”
เจียงเสี่ยวชิงมองดูเจียงซือที่ทั้งตัวสูงใหญ่และร่างกายกำยำ แล้วถามด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
“เจียงซือ ! ”
“เจียงซือ หยุดสร้างปัญหาได้แล้ว ! ”
เจียงชานก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เธอลูบหัวของเจียงซือแล้วพูดกับมัน
หลังจากเกลี้ยกล่อมเจียงซือแล้ว เธอก็หันกลับไปหาหลินเจียลี่และพูดว่า “อย่ากลัวเลยค่ะน้าเล็ก เจียงซือแค่เห็นคนแปลกหน้า ที่จริงแล้วมันเชื่อฟังมากค่ะ ! ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ไม่เป็นไร มันถูกมัดไว้อยู่ ! ”
เมื่อรู้ว่าเจียงเสี่ยวชิงกำลังจะกลับมา เขาก็ได้มัดเจียงซือไว้ตรงทางเดินทางด้านตะวันตก
หลินเจียลี่กลับมาสงบสติอารมณ์อีกครั้ง ก่อนจะเห็นว่าสุนัขตัวใหญ่ถูกมัดไว้จริง ๆ และที่จริงแล้วมันก็ค่อนข้างอยู่ห่างจากเธอพอสมควร
เพียงแต่โซ่ที่มัดมันไว้ยาวไปหน่อย และการเคลื่อนไหวของมันก็รวดเร็วมาก จนทำให้เธอรู้สึกเหมือนมันกำลังจะกระโจนมาหา
“ฉันกลัวไปหมดแล้ว ! ”
หลินเจียลี่แลบลิ้นออกมาและรู้สึกเหมือนกำลังจับอะไรบางอย่างอยู่ ?
“อ๊า ! ”
เมื่อเธอหันไปเห็นว่าเธอจับอะไร เธอก็กรีดร้องออกมา
เธอกำลังจับแขนของเจียงเสี่ยวไป๋อยู่ !
น่าขายหน้าชะมัด !
หลบหลังใครไม่หลบ !
ทำไมฉันถึงมาหลบอยู่ข้างหลังผู้ชายที่น่ารังเกลียดคนนี้ และยังจับแขนเขาไว้แน่นอีก ?
อืม…และดูเหมือนว่าตอนนี้ ฉันก็ยังคงจับไม่ปล่อยด้วย
ใบหน้าของหลินเจียลี่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย เธอรีบปล่อยมือและผละออกมา
“ฉันขอโทษ…ฉันไม่…”
มันไม่ใช่อะไร เธอลังเล และไม่สามารถพูดออกมาได้ตามตรง
“ไม่เป็นไร”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองเจียงซือ ซึ่งมันก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาเหมือนกัน
สุนัขตัวนี้แข็งแกร่งมาก !
เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการมีสุนัขไว้ที่บ้านก็มีประโยชน์ในบางครั้งคราว
แบบนี้ต้องให้กระดูกมันเพิ่มสักสองสามชิ้นแล้ว
เจ้าของสุนัขที่ดีต้องแยกแยะระหว่างการให้รางวัลและการลงโทษ
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเจียงเสี่ยวไป๋
หลินเจียอินเห็นอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาจับแขนน้องสาวของเธอแล้วพูดว่า “เอาล่ะ ไม่เป็นไร เข้าไปในบ้านกันเถอะ ! ”
“อ้อ ค่ะ ! ”
หลินเจียลี่เดินเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นตระหนก
ในไม่ช้า ทั้งครอบครัวก็ได้มานั่งรอบโต๊ะหลุมไฟในบ้าน
เจียงไห่หยางจึงไปชงชามาให้
หวังซิ่วจวี๋นำเมล็ดแตงโมปรุงรส ถั่วลิสงคั่ว เมล็ดฟักทองคั่ว ส้ม แอปเปิ้ล และกล้วยออกมาวางไว้ตรงกลางโต๊ะหลุมไฟ
จากนั้น เจียงไห่หยางก็เอาเคียวออกไปตัดอ้อยที่ปลูกไว้ในบ้านมาให้พวกเขากิน
“ลี่ลี่ เสี่ยวชิง กินของว่างรอไปก่อนนะ”
“อดใจรออีกหน่อย ฉันได้ตุ๋นคากิไว้ให้แล้ว อีกเดี๋ยวก็คงจะได้ที่”
หวังซิ่วจวี๋พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เธอดูมีความกระตือรือร้นมาก ราวกับว่าคนที่กลับมาไม่ใช่ลูกสาว แต่เป็นแขกผู้มีเกียรติที่เธอต้องทำการต้อนรับอย่างอบอุ่น
ทว่าเจียงถิงที่อยู่ข้าง ๆ กลับทำหน้ามุ่ย สีหน้าของเธอดูไม่มีความสุข เพราะรู้สึกว่าถูกละเลย
ดูเหมือนว่าคุณย่าจะให้ความสำคัญแต่ลูกสาวของเธอเท่านั้น
ทั้งที่หนูเพิ่งกลับมาจากเจียงเฉิง จะไม่ถามไถ่หนูบ้างเลยเหรอ ?
เจียงเสี่ยวชิงรู้สึกประหลาดใจที่เห็นของว่างมากมายบนโต๊ะหลุมไฟ ที่บ้านเริ่มมีของว่างแสนอร่อยไว้กินเยอะแยะแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
เมื่อก่อน แม้แต่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนก็มีไม่มากเท่านี้ด้วยซ้ำ !
หรือเป็นเพราะว่าพ่อแม่ของเธอรู้ว่าเธอกำลังจะกลับมา จึงได้เตรียมพร้อมเป็นพิเศษ ?
เธอไม่สามารถคิดเป็นอย่างอื่นไปได้จริง ๆ
ชั่วครู่หนึ่ง มุมตาของเธอก็ชื้นขึ้นมาอีกครั้ง พ่อแม่ของเธอใส่ใจเธอมากจริง ๆ !
“แม่คะ หนูแค่ไปเรียนที่เจียงเฉิงเพียงไม่กี่เดือนเอง แค่กลับมาบ้าน แม่ไม่ต้องเตรียมขนมอะไรเยอะแยะขนาดนี้หรอก” เจียงเสี่ยวชิงกล่าว
เจียงถิงที่ได้ยินก็พูดว่า “น้าสี่ เราไม่ได้เตรียมไว้ให้น้าเป็นการพิเศษอะไรเลยค่ะ ที่บ้านของเราก็มีขนมให้กินแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว ! ”
ขณะที่เธอพูด เธอก็หยิบเมล็ดฟักทองจำนวนหนึ่งมากินอย่างมีความสุข
“เมล็ดฟักทองพวกนี้ผลิตในโรงงานที่พ่อของหนูทำอยู่ ลุงบอกว่ากินเมล็ดฟักทองเยอะ ๆ จะได้ฉลาด”
ระหว่างที่แทะเมล็ดฟักทอง เธอก็พูดอย่างภาคภูมิใจ
เจียงเสี่ยวชิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ที่บ้านมีขนมมากมายให้กินทุกวัน แล้วขนมพวกนี้มันราคาเท่าไหร่กัน ?
เธออดไม่ได้ที่จะมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ เมื่อเธอออกจากชิงโจวเพื่อไปเรียนที่เจียงเฉิงตอนต้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว ตอนนั้นที่บ้านมีโรงงานแค่สองโรงงาน ร้านกุ้งอบน้ำมัน และร้านโยวผิ่นอีกร้าน
แต่ถึงจะหาเงินได้มากแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเงินกินดื่มทุกวันมากมายขนาดนี้
การมีขนมให้กินเต็มหน้าเต็มตาแบบนี้ ชีวิตจะต้องหรูหราขนาดไหน ?
เมื่อมองดูเสื้อผ้าที่พ่อแม่ของฉันสวมใส่ ก็เห็นว่าเป็นเสื้อผ้าของแบรนด์ปิแอร์ การ์แดงจากฝรั่งเศส
ทั้งที่ยังไม่ถึงวันตรุษจีน แค่อยู่บ้านก็ใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดนี้เลยเหรอ ?
เธอเองก็มีเสื้อผ้าของแบรนด์ปิแอร์ การ์แดงอยู่หลายชิ้น ซึ่งก็เป็นเจียงเสี่ยวไป๋ที่ซื้อให้เธอ
แต่เธอไม่ต้องการเอามาใส่ในวันธรรมดาแบบนี้ จึงเอามันเก็บไว้ในกล่องเหมือนสมบัติ และหยิบออกมาใส่เฉพาะวันที่ออกไปเที่ยวหรือกิจกรรมงานรวมตัวนักศึกษาในชั้นเรียนเท่านั้น
หลินเจียลี่เองก็รู้สึกประหลาดใจพอ ๆ กับเจียงเสี่ยวซิงหลังจากที่เธอได้ยินคำพูดของเจียงถิง
พี่สาวของฉันได้อาศัยอยู่ในบ้านที่หลังใหญ่แบบนี้ และยังมีขนมมากมายให้กินทุกวัน เสื้อผ้าที่เธอสวม นาฬิกาที่เธอใส่ และกระเป๋าที่เธอใช้ ก็ล้วนแต่เป็นสินค้าแบรนด์เนม และครอบครัวเธอยังมีรถจี๊ปขับอีกด้วย
เชื่อว่าเป้าหมายจริง ๆ ในชีวิตของแต่ละคนนั้น คือการได้เสื้อผ้าดี ๆ และมีอาหารอร่อยให้ทานทุกมื้อ
ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าการมีชีวิตแบบนี้ช่างน่ามหัศจรรย์
หลินเจียลี่มองดูรอยยิ้มที่มีความสุขบนใบหน้าของหลินเจียอิน และดีใจกับพี่สาวของเธอมาก
ซึ่งเธอก็รู้เรื่องรายได้และอาชีพของเจียงเสี่ยวไป๋มากกว่าเจียงเสี่ยวชิงมาก
เธออดไม่ได้ที่จะมองดูเจียงเสี่ยวไป๋อย่างลับ ๆ พลางคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้หาเงินได้มากมายและดีกับพี่สาวของเธอมาก ซึ่งดูเหมือนว่าพี่เขยคนนี้จะไม่เลวเลย !
“ลี่ลี่ ลองกินแอปเปิ้ลดูสิ ! ”
หลินเจียอินหยิบแอปเปิ้ลลูกหนึ่งยื่นให้หลินเจียลี่แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “กินแอปเปิ้ลช่วยเพิ่มวิตามินให้ร่างกาย ยิ่งกินก็ยิ่งดีต่อสุขภาพ”
“ขอบคุณค่ะพี่ ! ”
หลินเจียลี่รับมันมาด้วยรอยยิ้ม และกินมันอย่างมีความสุข แอปเปิ้ลลูกนี้ทั้งหวานและกรอบ
คนในยุคนี้ไม่ได้ปอกเปลือกแอปเปิ้ลเหมือนกับคนรุ่นหลัง โดยปกติแล้วพวกเขาจะล้างให้สะอาดและกัดกินไปทั้งเปลือก
ที่จริงแล้วแอปเปิ้ลจะมีรสชาติดีกว่านี้หากว่าปอกเปลือกที่มีรสฝาดของมันออกไป
หลินเจียอินหยิบอีกลูกหนึ่งแล้วยื่นให้เจียงเสี่ยวซิง “เสี่ยวซิงเองก็ต้องกินด้วย ! ”
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้ ! ” เจียงเสี่ยวชิงก็รับมันมาและกล่าวขอบคุณเธอ
หลินเจียอินยิ้ม “ฉันเป็นแค่พี่สะใภ้ ไม่ต้องสุภาพมากก็ได้ ! ”
เจียงเสี่ยวชิงพูดด้วยความเขินอายเล็กน้อย “จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไรคะ ! ”
ในเวลานี้ เจียงไห่หยางก็ได้ปอกอ้อยเสร็จ เขาหั่นเป็นท่อนพอดีคำแล้วเอาใส่จานมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วพูดว่า “กินแอปเปิ้ลเสร็จแล้วก็ตามด้วยอ้อยดู แต่ถ้ากินอ้อยก่อนกินแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลจะมีรสเปรี้ยวกว่าเดิม”
เจียงเสี่ยวชิงพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะพ่อ พ่อหยุดทำนู่นทำนี่แล้วมานั่งพักได้แล้ว ! ”
เจียงไห่หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทุกวันนี้ฉันเหมือนเป็นง่อยอยู่แล้วนะ ตอนนี้ฉันไม่ได้ทำนา ไม่ได้ขึ้นไปหาฟืน ตลอดทั้งวันฉันแทบไม่ได้ทำอะไร”
ขณะที่เขาพูด เขาก็มองเขม็งไปที่เจียงเสี่ยวไป๋
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่พอใจเจียงเสี่ยวไป๋ที่ลิดรอนสิทธิ์ในการทำงานของเขาไปหมด