ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 911 ความห่วงใยของพ่อ
ตอนที่ 911 ความห่วงใยของพ่อ
เจียงเสี่ยวชิงไม่คิดเลยว่าตอนนี้พ่อกับแม่ของเธอจะไม่ได้ทำนาและขึ้นไปหาฟืนบนภูเขาแล้ว
แต่เธอก็ยังคงพูดว่า “พ่อ พ่อกับแม่ทำงานหนักมาตลอดชีวิตแล้ว ตอนนี้พี่รองกำลังให้ชีวิตที่สุขสบายกับพ่อแม่ ดังนั้นพ่อก็ควรเพลิดเพลินไปกับมันอย่างสบายใจสิ ! ”
เจียงไห่หยางโบกมือปัด เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก
อยู่สุขสบายและมีความสุข เขาเองก็เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน !
แต่เมื่อได้อยู่สบายจริง ๆ เขากลับไม่สนุกกับมันมากนัก เพราะแต่ละวันเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย
คนเรานี่ก็แปลก
ยามที่มีชีวิตยากลำบาก เรากลับคิดว่าเมื่อไรเราจะสุขสบาย ไม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อยแบบนี้
แต่พอไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ ก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว รู้สึกว่าไม่ต่างอะไรกับอยู่รอความตายไปวัน ๆ
เหมือนใช้ชีวิตแบบไม่มีความหมาย
บางทีชีวิตก็มีความซับซ้อน หรือบางทีผู้คนก็ไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ไม่ว่าเราจะมีความเป็นอยู่อย่างไรก็ตาม เรามักจะไม่พอใจกับสถานะความเป็นอยู่ในปัจจุบันของเรา และทะเยอทะยานที่จะมีชีวิตที่คิดว่าดีกว่าเสมอ
ซึ่งมันก็เหมือนกับคำพูดที่ว่า มักไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนมี แต่ไขว่คว้าวิ่งตามสิ่งที่ไม่มี !
พวกเขานั่งผิงไฟ กินของว่างและพูดคุยกันอยู่ในห้องโถงด้านข้าง จนเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
เจียงเสี่ยวไป๋ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบสี่โมงแล้ว เขาจึงพูดว่า “งั้นเชิญทุกคนคุยกันไปก่อนเลยนะ ผมจะไปทำกับข้าวก่อน”
หวังซิ่วจวี๋รีบวางถั่วลิสงคั่วที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งในมือของเธอลง แล้วพูดว่า “เจ้ารอง นั่งลงอยู่คุยกับลี่ลี่ไปเถอะ วันนี้แม่จะทำอาหารเอง”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “แม่ ไม่จำเป็นหรอกครับ ให้ผมไปทำเถอะ”
หวังซิ่วจวี๋พูดว่า “ปกติแกก็ทำอยู่เป็นประจำ วันนี้ให้ฉันทำเอง”
“วันนี้จะทำคากิตุ๋นไม่ใช่เหรอ ? เสี่ยวชิงชอบกินคากิตุ๋นฝีมือฉัน ! ”
จะปล่อยให้เจียงเสี่ยวไป๋ทำไม่ได้
ลูกสาวของฉันกลับมาบ้านทั้งที ฉันก็อยากทำอาหารให้เธอได้ทานบ้าง
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มแล้วปล่อยเธอไป
“โอเค งั้นแม่ก็ไปทำเลยครับ ! ”
บางที อาจมีเพียงคนเป็นพ่อเป็นแม่เท่านั้นที่จะเข้าใจความรู้สึกนี้ !
หลินเจียลี่ได้ยินหวังซิ่วจวี๋พูดว่าเจียงเสี่ยวไป๋ทำอาหารที่บ้านทุกวัน เธอจึงหันไปกระซิบถามหลินเจียอินเบา ๆ ว่า “พี่ พ่อของชานชานทำอาหารให้คนที่บ้านกินทุกวันเลยเหรอ ? ”
ตอนนี้เธอได้ยินหวังซิ่วจวี๋พูด และก่อนหน้าก็เคยได้ยินเจียงชานพูดด้วย และยังได้ยินมาอีกว่าฝีมือการทำอาหารของเจียงเสี่ยวไป๋นั้นอร่อยขึ้นชื่อ
แต่เธอก็ยังไม่เชื่อว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะทำอาหารให้คนที่บ้านกินทุกวันจริง ๆ
ท้ายที่สุด เขาก็ได้ทำบริษัทและมีโรงงานหลายแห่งในเครือ และเขาเองก็คอยบริหารจัดการทุกอย่าง
คงเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะเชื่อ จนกว่าจะได้ฟังจากปากพี่สาวของเธอเอง
หลินเจียอินเหลือบมองน้องสาว แล้วตำหนิออกมาว่า “พ่อของชานชานก็คือพี่เขยของเธอนะ ! ”
“เธอเรียนตั้งมหาวิทยาลัยแล้ว แต่เธอยังไม่รู้อีกเหรอว่าควรเรียกอย่างไร ? ”
หลินเจียลี่ไม่คาดคิดว่าพี่สาวของเธอจะพูดแบบนี้ออกมา มันจึงทำให้เธอหน้าแดงขึ้นมาทันที
พี่สาวมักจะปกป้องเธอก่อนใครเสมอ
แต่ตอนนี้…คนที่พี่ปกป้องมากที่สุดดูเหมือนจะไม่ใช่เธอ แต่กลายเป็นพี่เขย !
เธอแอบเหลือบมองเจียงเสี่ยวไป๋ และเหมือนเห็นว่าเขากำลังมีท่าทีพอใจอยู่
ซึ่งมันดูน่ารำคาญมากขึ้นไปอีก
ผู้ชายคนนี้เคยมาลักพาตัวพี่สาวของฉันไปจากครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะลักพาหัวใจของพี่สาวฉันไปด้วย
“พี่ ช่วยพาฉันเดินดูรอบ ๆ บ้านหน่อยสิ ! ”
หลินเจียลี่ไม่อยากนั่งที่นี่ต่อ เธอจึงจับแขนของหลินเจียอินแล้วขอให้เธอพาออกไป
“ได้สิ เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเดินดูเอง ! ” หลินเจียอินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เจียงเสี่ยวไป๋พูดขึ้นมาทันทีว่า “เมียจ๋า ข้างนอกมันหนาว คุณกำลังท้องกำลังไส้อยู่ อย่าออกไปเดินตากลมเลย”
จากนั้น เขาก็หันไปบอกกับเจียงชาน “ชานชาน พาน้าเล็กไปเดินชมรอบ ๆ บ้านเราหน่อยสิ”
“ได้ค่ะ ! ” เจียงชานตอบตกลงและลุกขึ้นยืน แล้วพูดว่า “น้าเล็ก เดี๋ยวหนูพาไปดูเองค่ะ ! ”
หลินเจียลี่มองเจียงเสี่ยวไป๋ด้วยความโกรธ ‘ผู้ชายคนนี้ไม่ยอมให้พี่สาวอยู่กับเธอจริง ๆ เธอแค่อยากหลีกเลี่ยงเขา เพื่อที่จะได้มีเวลาคุยกับพี่สาวตามลำพังไม่ได้หรือไง ? ’
แต่เมื่อเห็นท้องที่ป่องของพี่สาวเธอ เธอก็รู้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋พูดความจริง
เขาเป็นพี่เขยที่ใส่ใจภรรยาเลยทีเดียว
อย่างน้อยก็ทำให้ฉันหายห่วงพี่สาวได้
เพียงแต่ว่าเธอก็ยังเหม็นขี้หน้าเขาอยู่ดี !
นอกจากนี้ เธอยังรู้สึกหงุดหงิดที่ได้ยินว่าเจียงเสี่ยวไป๋เรียกพี่สาวของเธอว่า “เมียจ๋า” อีกด้วย
ขนาดมีคนอยู่มากมายก็ยังไม่มีความละอายใจเลย
ยิ่งกว่านั้น พี่สาวของฉันก็ไม่ได้คัดค้านอะไรด้วย
ดูเหมือนว่า…เธอคุ้นเคยกับการเรียกแบบนี้ไปแล้ว
หลินเจียลี่ตกอยู่ในภวังค์ แต่ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินหลินเจียอินพูดว่า “ไม่เป็นไร ฉันแค่เดินเล่นรอบ ๆ บ้าน ไม่อันตรายอะไรหรอก”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็ลุกขึ้นและพูดกับหลินเจียลี่ “ลี่ลี่ ไปกันเถอะ พี่จะพาเธอไปเดินดูรอบ ๆ บ้านเอง ! ”
“อ้อ ! ” หลินเจียลี่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและพูดว่า “พี่ พี่ฟัง…..พี่เขยเถอะ นั่งรออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวฉันให้ชานชานพาไปเอง”
เธอพูดคำว่า ‘พี่เขย’ ออกมาเป็นครั้งแรกโดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่เธอยังไม่ได้รู้ตัวเท่านั้น
“ไม่เป็นไร ! ”
หลินเจียอินยิ้มและจับมือหลินเจียลี่แล้วเดินออกไปข้างนอก
“เมียจ๋า ไปแค่ที่สวนหลังบ้านพอ ไม่ต้องเดินไปที่ถ้ำนะ บันไดมันอาจจะลื่น”
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูด้านแผ่นหลังของภรรยาและหลินเจียลี่ แล้วพูดกับเจียงชาน “ชานชาน ตามไปดูแลแม่ของหนูหน่อยสิ ! ”
“ได้ค่ะ ! ” เจียงชานตามเธอออกไปทันที
“หนูก็อยากไปเหมือนกัน ! ” เมื่อเห็นเจียงชานออกไป เจียงถิงก็พูดออกมา แล้วยืนขึ้นวิ่งตามเธอไป “พี่ชานชาน รอฉันด้วย ฉันไปเดินเล่นด้วยคนสิ”
เจียงเสี่ยวชิงมองตาม แล้วพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ “พี่สะใภ้กำลังท้อง แต่พี่ขอให้ชานชานตามไปดูแลเธอ แล้วเด็กอายุห้าขวบจะดูแลคนท้องได้อย่างไร ? ”
“แบบนี้ไม่เท่ากับไปสร้างปัญหาเหรอคะ ? ”
ไม่เพียงแต่เจียงชานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจียงถิงอีกคนด้วย
เจียงเสี่ยวชิงส่ายหัว “ให้ฉันไปดีกว่า ! ”
เมื่อพูดอย่างนั้น เธอก็ลุกขึ้นและตามพวกเธอออกไปอีกคน
ดังนั้น ในห้องโถงที่เคยคึกคักตอนนี้จึงเหลือเพียงเจียงไห่หยางและเจียงเสี่ยวไป๋สองพ่อลูก
“พ่อ สูบบุหรี่ไหมครับ ! ”
ตรงนี้ไม่มีใครแล้ว ดังนั้นเจียงเสี่ยวไป๋จึงหยิบบุหรี่ออกมายื่นให้เจียงไห่หยาง ก่อนจะหยิบไฟแช็กแบบใช้แล้วทิ้งออกมา เตรียมที่จะช่วยจุดบุหรี่ให้
เจียงไห่หยางโบกมือแล้ววางก้นบุหรี่เข้าไปในรูเล็ก ๆ ตรงกลางโต๊ะหลุมไฟ
ไม่นาน บุหรี่ก็ถูกจุดขึ้น
แต่มันเผาเยอะไปหน่อย
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูแล้วยิ้มออกมา จากนั้นก็จุดไฟแช็กแบบใช้แล้วทิ้ง
การจุดบุหรี่ด้วยไฟแช็กแบบใช้แล้วทิ้งไม่สะดวกกว่าหรือไง ?
ไปทำให้ยุ่งวุ่นวายขนาดนั้นทำไม !
เจียงไห่หยางดูเหมือนจะสนุก เขาพ่นควันออกเป็นวงแหวนควัน ยกเปลือกตาขึ้นแล้วถามว่า “คราวนี้แกจัดกิจกรรมอะไรที่เจียงเฉิง ? ”
“งานสั่งซื้อและงานมหกรรมการลงทุนครับ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ตอบ
“โอ้ ใช่ ! มันเป็นงานสั่งซื้อและงานมหกรรมการลงทุน” ในที่สุด เจียงไห่หยางก็ดูเหมือนจะจำได้และพยักหน้า “แล้วกิจกรรมทั้งสองเป็นอย่างไรบ้าง ? ”
แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจของลูกชาย แต่เขาก็ยังใส่ใจเรื่องนี้
ปกติเขาจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เวลาที่มีคนอยู่ด้วย
แต่ในเวลานี้ เขาก็ได้ถามออกมาด้วยความกังวลแบบพ่อที่เป็นห่วงลูกชาย
“งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากครับ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม “คราวนี้ผมทำเงินได้มากมายเลยทีเดียว ! ”
เจียงไห่หยางยิ้ม “แกทำสำเร็จก็ดีแล้ว ! ”
หลังจากพูดแบบนั้นออกมา เขาก็กังวลอีกครั้ง จ้องไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และถามว่า “แล้วคราวนี้แกทำเงินได้เท่าไหร่ ? ”
ดวงตาเฒ่าที่เริ่มพร่ามัวเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “มันเยอะมาก ผมได้รับเงินมามากกว่าเมื่อก่อน ผมไม่รู้แน่ชัดว่าได้เท่าไหร่ แต่มันเยอะแน่นอน”