ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 912 ชีวิตของพ่อแม่นั้นสั้น
ตอนที่ 912 ชีวิตของพ่อแม่นั้นสั้น
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่กล้าบอกตัวเลขที่เฉพาะเจาะจงออกมา
หากเขาบอกว่าเขาได้เซ็นสัญญามูลค่าหลายพันล้าน และได้รับเงินสดมามากกว่าหนึ่งพันหยวน เขากลัวว่าจะทำให้พ่อตกใจจนหัวใจวาย
ดังนั้นจึงเลือกที่จะบอกแค่เพียงเท่านี้
หนึ่งคือเพื่อให้พ่อสบายใจ และไม่ต้องถามอีก
สองคือการบอกว่าหาเงินได้มากอาจทำให้พ่อของเขามีความสุขมากขึ้น
การพูดคุยระหว่างคนในครอบครัวและคู่รัก ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจที่สุดคือการทำให้กันและกันรู้สึกโล่งใจและมีความสุขอย่างแท้จริง
นี่เป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะระหว่างคู่รัก
ความขัดแย้งมากมายระหว่างคู่รักเริ่มต้นจากการขาดความไว้วางใจ
ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงไปดื่มเนื่องจากมีปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจตามปกติหรือเป็นการเข้าสังคมที่ทำงาน
เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติและไม่มีอะไร
อันที่จริงนี่เรื่องนี้มันไม่ได้มีอะไรเลยจริง ๆ
แต่สิ่งที่ผู้หญิงไม่รู้ก็คือผู้ชายมักจะรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องปกติพวกนี้ของเธอ
เขากังวลว่าผู้หญิงจะดื่มจนเมาหรือไม่
เขากังวลว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอไหมเมื่อเธอเมา
แม้ว่าสุดท้ายจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม
แต่ผู้ชายมักจะรู้สึกเสมอว่าผู้หญิงมักตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง และทำให้ผู้ชายไม่สบายใจ
ดังนั้นผู้ชายเลยถาม..
ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบให้คนรักของตัวเองเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมประเภทนี้
แต่ผู้หญิงกลับรู้สึกว่าผู้ชายกำลังหาเรื่องทะเลาะ และถึงกับคิดว่าผู้ชายไม่เชื่อใจเธอไปด้วย
ทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มีหลายสิ่งหลายอย่างในโลก แต่มีเพียงไม่กี่คนที่มองผ่านสิ่งเหล่านี้ไป
ไม่อย่างนั้นมันจะมีเหตุการณ์ระหองระแหงนองเลือดมากมายเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ซึ่งชีวิตของคนส่วนใหญ่มักเสียเวลาไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้
แน่นอนว่าเจียงไห่หยางก็รู้สึกโล่งใจและมีความสุขหลังจากที่ได้ฟังคำพูดของลูกชาย
“สิ่งที่แกกำลังทำอยู่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ! ”
เจียงไห่หยางพ่นควันอีกวงหนึ่งออกมา แล้วพูดอย่างจริงจัง “อย่างไรฉันก็ขอแค่แกปฏิบัติตามกฎหมายและควบคู่ไปกับคุณธรรม แค่นั้นฉันก็พอใจ จงตั้งใจทำต่อไป”
“ครับพ่อ ผมรู้ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยความเคารพ
จากนั้น ทั้งสองคนก็พูดคุยกันไปขณะสูบบุหรี่ไปด้วย โดยพูดเกี่ยวกับเรื่องสัพเพเหระระหว่างพ่อลูก
หลังจากนั้นไม่นาน เจียงไห่หยางก็ดูเหมือนจะจำบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “เอ้อ เจ้ารอง น้าชายของแกมาหาแกเมื่อสองวันก่อน ฝากบอกว่าขอให้แกไปที่บ้านของเขาหากว่าแกมีเวลา”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “เอาล่ะ วันนี้ผมเพิ่งกลับมาถึง ผมจะไปในเมืองเพื่อทำธุระบางอย่างพรุ่งนี้ ถ้ามะรืนว่าง ผมก็จะไปวันมะรืน”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ที่เขาอยากเจอแก คงหนีไม่พ้นเรื่องหินดอกเบญจมาศ”
เขาเลิกคิ้วแล้วถามว่า “แล้วแกมีแผนอย่างไรสำหรับเรื่องนี้ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดตามความจริง “เอาตามตรงผมยังไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยจริง ๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมจะรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด”
เจียงไห่หยางพยักหน้า “เริ่มทำเร็ว ๆ คงจะดีกว่า เพื่อที่ลุงและลูกพี่ลูกน้องของแกที่ทำงานอยู่แถวบ้านจะได้มีงานทำ ได้ลืมตาอ้าปากบ้าง”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ครับ ผมรู้ ! ”
เจียงไห่หยางคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “เสี่ยวเหลยและเสี่ยวหยูจะกลับมาในอีกสองวันข้างหน้า เมื่อพวกเขากลับมา เราจะล้มหมูฉลองตรุษจีนนี้กัน”
เจียงเสี่ยวเหลยเป็นน้องใหม่ในโรงเรียนมัธยมปลายชิงโจวหมายเลข 1 ส่วนเจียงเสี่ยวหยูได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นชิงโจวหมายเลข 1 ในฐานะน้องใหม่ ทั้งสองพี่น้องจึงได้อาศัยอยู่ในหอพักของโรงเรียนมาเป็นเวลานาน และขอค่าครองชีพจากหลินเจียอินใช้ในช่วงวันหยุดยาว จึงทำให้พวกเขาไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว
หลายคนในเจียงวานได้ล้มหมูปีใหม่แล้ว แต่เจียงไห่หยางยังไม่ได้ฆ่ามัน เพราะเขารอให้เด็ก ๆ กลับบ้านมาก่อนแล้วถึงฆ่ามัน
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ปีนี้เราจะฆ่ากี่ตัวดีครับ ? ”
เจียงไห่หยางเหลือบมองเขาแล้วพูดด้วยความโกรธ “ฆ่าทั้งที จะฆ่าสองสามตัวไปทำไม แน่นอนว่าฉันจะฆ่าทั้งหกตัวเลย ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ตอบว่า “อ้อ ครับ”
เพราะเขาเองก็ไม่มีความเห็น
เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องครอบครัวอีกต่อไป
ปล่อยให้พวกเขาได้ทำตามความปรารถนาของพวกเขา เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้ไม่มีความสุขเสียเปล่า
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ปีนี้เราจะฆ่าหมูหลายตัว ฉันตั้งใจว่าจะแบ่งให้พี่สาวคนโตของแกและคนอื่นไปด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “แล้วแต่พ่อเลยครับ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้แกก็มีฐานะเป็นเจ้าบ้านแล้ว ดังนั้นฉันก็ต้องบอกแกด้วย”
“เหตุผลที่ฉันแบ่งหมูของบ้านเราให้ครอบครัวพี่สาวคนโตของแก แกก็รู้ว่าหลายปีที่ผ่านมา พี่สาวแกช่วยเหลือและดูแลแกมามากแค่ไหน”
“และอีกอย่าง ปีนี้พี่สาวคนโตและหยวนเฉาก็ทำงานในบริษัทของแก จึงไม่ได้มีเวลาเลี้ยงหมู”
“ตรุษจีนทั้งที อย่างไรก็ต้องมีหมูให้กิน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เรื่องนี้ผมให้พ่อเตรียมการไปเลยครับ ตอนที่จะฆ่าหมู ก็ให้เรียกพี่กับพี่เขยมากินข้าวและฆ่าหมูด้วยกัน”
เจียงไห่หยางพยักหน้า “ถ้าแกต้องการแบบนั้น ก็เรียกลุงใหญ่และอาสามของแกกับพวกลูกพี่ลูกน้องมาด้วย จะได้แบ่งหมูให้พวกเขาไป”
หลังจากนั้น เขาก็อธิบายว่า “ช่วงที่แกไปเจียงเฉิง ครอบครัวของลุงใหญ่และอาสามฆ่าหมูปีใหม่ พวกเขาก็เอามาแบ่งให้ฉันด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เอาล่ะ งั้นเราก็ควรแบ่งให้พวกเขาเหมือนกัน”
เจียงไห่หยางพยักหน้า “แม้ว่าเราจะเป็นญาติกัน แต่เราก็ยังต้องตอบแทนบุญคุณ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ไม่ลืมที่จะสอนเจียงเสี่ยวไป๋
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่แกมีเงิน แกควรให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้ให้มาก”
“อย่าให้ญาติคิดว่าแกดูถูกพวกเขาเพราะแกมีเงิน”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกเล็กน้อย ทำไมพ่อของเขาถึงวกมาคุยเรื่องนี้ได้ ?
อย่างไรก็ตาม คำสอนนี้ช่างอบอุ่นหัวใจจริง ๆ
ในชาติที่แล้ว เขาตั้งตารอวันที่เขาจะได้ฟังพ่อแม่พร่ำสอนเขาอีกครั้ง
แต่เพราะความชั่วที่เขาทำกับลูกเมีย พ่อแม่ของเขาจึงเมินเฉยต่อเขาจนถึงวันที่เขาตาย
มันอาจจะเหมือนกับคำพูดที่ว่า ถ้าคุณทำผิด แต่อีกฝ่ายยังดุคุณอยู่ นั่นก็หมายความว่าพวกเขายังให้โอกาสคุณ
แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่คุยอะไรเลย ก็แสดงว่าความสัมพันธ์นั้นได้จบลงไปแล้วจริง ๆ
จากนั้น สองพ่อลูกก็พูดคุยเรื่องครอบครัวกันไป
ส่วนอีกด้านหนึ่ง หลินเจียอินและหลินเจียลี่ก็ได้เดินมาจนถึงสวนหลังบ้านแล้ว
หลินเจียลี่ตกตะลึงกับประติมากรรมเก่าแก่ที่แกะสลักอย่างประณีตตรงกลางสวน แม้แต่เฟอร์นิเจอร์โต๊ะและเก้าอี้ในสวนหลังบ้านก็กลมกลืนไปกับบรรยากาศ พร้อมทั้งทิวทัศน์ที่มีต้นหนานมู่สูงใหญ่ปกคลุม
“พี่ บ้านของพี่สวยมาก ! ”
“มันเกือบจะเหมือนสวนสาธารณะเลยนะเนี่ย”
“ไม่สิ มันเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์เก่าต่างหาก”
“แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะห้องนอนและห้องน้ำทันสมัยมาก”
“สรุปแล้ว นี่คือบ้านที่ดีที่สุดที่ฉันเคยเห็นมาเลยแหละ”
หลินเจียอินยิ้มและพูดว่า “พี่เขยของเธอจัดการทั้งหมดด้วยตัวเขาเอง”
หลินเจียหลี่กล่าวว่า “บ้านหลังนี้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของครอบครัวเขาหรือเปล่า ? เพราะดูเหมือนกับคฤหาสน์เก่าแก่ที่ถูกอนุรักษ์ไว้เลย ! ”
ก่อนที่ หลินเจียอินจะได้ตอบ เจียงชานก็พูดว่า “น้าเล็ก บ้านหลังนี้ป่าป๊าเป็นคนสร้างมันขึ้นมาหลังจากที่รื้อเอาไม้ อิฐ และกระเบื้องจากบ้านหลังเก่า แล้วมาสร้างใหม่”
“และป่าป๊ายังได้ขอให้ปู่หลิน ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมโบราณมาช่วยออกแบบด้วย”
หลินเจียหลี่ตกใจมากหลังจากที่ได้ยิน
ไม่คิดเลยว่าพี่เขยของฉันจะมีความสามารถมากจนถึงกับรื้อบ้านเก่าจากที่อื่นมาสร้างเป็นบ้านของตัวเองแบบนี้
เจียงชานกล่าวต่อ “ตอนที่ป่าป๊าพาหนูมาดูที่นี่ มันยังเป็นเพียงเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยหญ้า แต่หนูบอกป่าป๊าว่าหนูชอบต้นหนานมู่ต้นใหญ่นี้ และป่าป๊าก็สร้างบ้านที่นี่”
หลินเจียอินอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำพูดที่เจียงเสี่ยวไป๋ที่บอกเธอว่า เขาจะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้เธอ โดยหันหน้าไปทางแม่น้ำชิงเจียง เพื่อที่เธอจะได้ดูดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ