ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 916 จะมาช่วยต่อในวันพรุ่งนี้
ตอนที่ 916 จะมาช่วยต่อในวันพรุ่งนี้
หลังจากกินกันอิ่มแล้ว เด็ก ๆ ก็ออกไปเล่นกันอย่างมีความสุข
ส่วนเจียงไห่เทียนและคนอื่นต่างก็เริ่มเมา
แต่ก่อนที่ทุกคนจะกลับบ้าน พวกเขาก็ช่วยกันขนเนื้อหมูจากโรงเลี้ยงหมูเข้ามาในบ้าน
หลังจากช่วยกันคนละไม้คนละมือ แคร่ไม้ที่วางเนื้อหมูสดก็ถูกย้ายเข้ามา จากนั้นพรานจาง เจียงไห่เทียน และคนอื่นก็ขอตัวกลับไปทีละคน
ตามธรรมเนียม หลังจากขอให้พรานจางมาเชือดหมูให้ คุณจะต้องเตรียมซองแดงไว้ พอใกล้ถึงเวลาจะกลับ ก็จะเอาชิ้นหมูและซองแดงให้พรานจาง
โดยปกติแล้วเนื้อที่ให้ไปจะไม่เยอะเท่าไหร่ แค่หนึ่งหรือสองจินเท่านั้น
แต่พรานจางจะเต็มใจรับอั่งเปาจากเจียงไห่หยางได้อย่างไร ?
ไม่ว่าเจียงไห่หยางจะพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอย่างไร เขาก็ปฏิเสธที่จะรับมันและพูดว่า “พี่ไห่หยาง ฉันไม่สามารถรับอั่งเปาจากพี่ได้จริง ๆ ฉันเอาแค่ขนหมูและเปลือกตีนหมูกลับไปก็พอแล้ว”
ในพื้นที่ชนบท หลังจากที่พรานจางช่วยเชือดหมูเสร็จแล้ว พรานจางมักจะเลือกเอาขนหมูและเปลือกตีนหมูกลับไป
ขนหมูนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับคนทั่วไป เพราะหากพวกเขาเชือดหมูปีใหม่หนึ่งหรือสองตัว มันก็ได้ขนหมูแค่น้อยนิด
แต่พรานจางนั้นต่างออกไป พวกเขาจะเก็บขนหมูหลังจากที่เชือดหมูทุกครัวเรือน ทำให้มีปริมาณไม่น้อย และสามารถเอาไปขายได้ปีละครั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่องทางรายได้ของเขาไปอีกช่องทางหนึ่ง
ส่วนเปลือกตีนหมู ก็ว่ากันว่าใช้เป็นยาได้
ในปีที่แล้ว ผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ชนบทต้องทนทุกข์ทรมานจากแผลเปื่อยที่เกิดจากอากาศหนาวเย็นเกินไปในฤดูหนาว บางคนก็เอาเปลือกตีนหมูมาย่างไฟจนไหม้เกรียมและขูดเอาผงมาโรยลงบนผิวหนังที่เป็นแผลเปื่อย ว่ากันว่ามันช่วยได้ดีมาก และก็ยังทำให้ไม่เกิดรอยแเป็นหลังจากที่แผลหายสนิทอีกด้วย
แน่นอนว่าเจียงไห่หยางจะไม่ปฏิเสธ “ของพวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเราอยู่แล้ว คุณเอาไป เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”
เมื่อเชือดหมู ขนหมูที่ถูกขูดออกไปจะลอยอยู่ในกะละมังไม้ขนาดใหญ่ จึงต้องใช่ไม้พายตักมันขึ้นมาสะเด็ดน้ำไว้
ในเวลานี้ ขนหมูไม่กี่กำมือก็เกือบจะแห้งสนิทแล้ว พรานจางจึงเก็บมันใส่ถุง ในเวลาเดียวกัน เขาก็รวบรวมเปลือกตีนหมูทั้งหมดใส่ในถุงสะดวกซื้อใบเล็กและตั้งใจจะกลับบ้านทันที
เจียงไห่หยางดึงเขา แล้วขอให้หวังซิ่วจวี๋เอาหมูสามชั้นทั้งชิ้นมามอบให้
“เหล่าจาง ถ้าคุณไม่ยอมรับเนื้อชิ้นนี้ ในอนาคตฉันคงไม่กล้าขอให้คุณมาช่วยเชือดหมูอีก”
พรานจางยอมรับอย่างไม่เต็มใจหลังจากได้ยินที่เขาพูด
ส่วนคนอื่นที่ช่วยเหลืออย่างเฉินหยวนชาง เฉินหยวนเซิ่ง หูฉางจวินและหูฉางปิง ไม่มีใครยอมรับเนื้อหมูของเจียงไห่หยางเลย
แม้จะบังคับ พวกเขาก็ไม่รับ
เจียงไห่หยางจึงเอาบุหรี่ให้พวกเขาไปคนละหนึ่งห่อ
พวกเขาทั้งสี่ไม่คิดที่จะปฏิเสธอีก และรับมันอย่างมีความสุข
สำหรับเจียงไห่เทียนและเจียงไห่โปนั้น หวังซิ่วจวี๋ก็ได้เอาหมูสามชั้นให้ไปคนละชิ้น
เจียงไห่เทียนและเจียงไห่โปก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเธอ
นี่ถือเป็นการตอบแทน เมื่อทั้งสองครอบครัวเชือดหมูปีใหม่ พวกเขาก็เอาเนื้อหมูให้เจียงไห่หยางมาด้วย
คุณเอาเนื้อหมูให้ฉัน ฉันก็เอาเนื้อหมูให้คุณ
ให้กันไป ให้กันมา..
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีความหมายต่อใจ
นี่ถือเป็นเสมือนของขวัญที่มอบให้กันในวันปีใหม่ มันช่วยสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้อย่างมาก
อันที่จริงนี่คือแก่นแท้ของความสัมพันธ์ของมนุษย์
“เจ้าสาม ดึกแล้วกลับกันเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยมาใหม่ ! ” เจียงไห่เทียนกล่าว
เจียงไห่โปจึงกล่าวว่า “พี่รอง พี่สะใภ้รอง ไม่ต้องกังวลเรื่องเนื้อหมูพวกนี้ พรุ่งนี้ฉันจะมาช่วยเอง”
เจียงไห่หยางรู้ดีอยู่แล้วว่าพวกเขาหมายถึงอะไร
ในพื้นที่ชนบท การเชือดหมูปีใหม่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ต่อไปจะต้องนำเนื้อสดมาทำเป็นเนื้อตากแห้งและเบคอน
การเตรียมเบคอนก็ทำได้ง่าย ๆ คือใช้ไฟเผาหนังหมู จากนั้นก็เอาเกลือมาถูให้ทั่วชิ้น หมักไว้ข้ามคืนแล้วแขวนเนื้อหมักไว้บนกองไฟเพื่อให้มันรมควันจนกลายเป็นเบคอน
การย่าง การหมัก และการแขวนเนื้อ ถือเป็นงานที่ค่อนข้างหนักและต้องใช้วลานาน
เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ยุ่งมากกับการเชือดหมูหกตัวในปีนี้
“เอาล่ะ ฉันขอรบกวนพรุ่งนี้อีกทีนะ” เจียงไห่หยางกล่าวออกมาอย่างซาบซึ้งใจ
เจียงเสี่ยวโจวกล่าวว่า “อาครับ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องสุภาพนักหรอกครับ”
“ใช่ครับอา สองวันนี้ผมไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ! ” เจียงเสี่ยวจี๋กล่าว
เจียงไห่หยางไม่ได้พูดอะไรอีก
หลังจากที่เจียงไห่เทียนและคนอื่นกลับไป ข่าวลือก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในเจียงวานว่าครอบครัวของเจียงเสี่ยวไป๋ได้เชือดหมูปีใหม่มากถึงหกตัว
“ต้องเป็นเจียงเสี่ยวไป๋เท่านั้นถึงจะกล้าเชือดหมูหกตัวพร้อมกันแบบนี้ น่าเหลือเชื่อมาก ! ”
“งั้นแบบนี้ก็แสดงว่าในปีนี้เขาก็ไม่มีทางกินเบคอนหมด”
“คนอย่างเจียงเสี่ยวไป๋ แม้ว่าครอบครัวของเขาจะไม่เชือดหมูปีใหม่ แต่ก็ยังมีเนื้อให้กินไม่ขาดอยู่ดี”
“ใช่ มีเงินซะอย่าง ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเนื้อกิน”
“แต่ต้องบอกว่าการเชือดหมูปีใหม่พร้อมกันหกตัวนั้นมันน่าเหลือเชื่อมากจริง ๆ ”
“เรื่องแบบนี้ใครจะสู้เจียงเสี่ยวไป๋ได้”
“พูดไปก็ถูกอีก ! ”
“ฉันได้ยินมาจากพรานจางว่าหมูปีใหม่ของเจียงเสี่ยวไป๋นั้นค่อนตัวข้างใหญ่และอ้วนมาก”
“มันจะใหญ่แค่ไหนกันเชียว ? ”
“ว่ากันว่าตัวที่ใหญ่ที่สุดหนักมากกว่าหนึ่งร้อยกิโลกรัม และตัวที่เล็กที่สุดหนักหกสิบถึงเจ็ดสิบกิโลกรัม”
“โห…ตัวใหญ่มากจริง ๆ ! หมูที่ฉันเชือดหนักแค่แปดสิบกิโลกรัมเท่านั้น”
“นั่นยังไม่เล็กเท่าของฉัน ของฉันหนักแค่ห้าสิบกิโลกรัมเท่านั้น”
“……”
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดยทั่วไปหมูที่ใช้เชือดกันในปีใหม่จะตัวไม่ใหญ่นัก หมูที่มีน้ำหนักมากกว่าหกสิบกิโลกรัมก็ถือว่าตัวใหญ่แล้ว โดยปกติแล้วพวกเขาจะเชือดหมูที่มีน้ำหนักประมาณห้าสิบกิโลกรัมหรือเล็กกว่านั้นด้วยซ้ำ
ทว่าครอบครัวของเจียงเสี่ยวไป๋เชือดหมูปีใหม่ไปหกตัว และยังมีตัวหนึ่งที่หนักถึงหนึ่งร้อยกิโลกรัม ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หลายคนตกใจ
หลังจากที่พรานจาง เจียงไห่เทียน และคนอื่นที่มาช่วยเชือดหมูกลับบ้านไป ก็ยังมีคนอยู่ที่บ้านเจียงเสี่ยวไป๋อีกหลายคน พวกเขาจึงมานั่งรวมตัวกันที่โต๊ะหลุมไฟในห้องนั่งเล่นและห้องโถงด้านข้าง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นและพูดคุยกัน
เจียงไห่หยางเห็นแบบนั้นก็อยากเล่นไพ่ เขาจึงชวนเฉินหยวนเฉาและหวังผิง “หยวนเฉา ผิงผิง พวกแกสองคนมาเล่นไพ่นกกระจอกเป็นเพื่อนฉันสักตาหนึ่งสิ”
เฉินหยวนเฉาก็ตอบตกลงพ่อตาไปทันที
ส่วนหวังผิงกล่าวว่า “มีแค่สามคนจะขาดขาหรือเปล่า ? ทำไมไม่เรียกเสี่ยวไป๋มาเล่นด้วยอีกคนล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือแล้วพูดว่า “ฉันลืมมันไปหมดแล้ว ตอนนี้ฉันไม่มีทักษะอะไรพวกนี้เหลืออยู่เลย”
ที่จริงแล้วเขายังเล่นไพ่นกกระจอกเป็น แต่ทักษะของเขาอยู่ในระดับปานกลาง
แต่ทว่าตอนนี้เขาไม่สนใจจะเล่นไพ่ แต่อยากเขียนหรืออ่านหนังสือมากกว่า
หวังผิงกล่าวว่า “ถ้านายลืมการเล่นก็ไม่ต้องกังวล แค่นับเลขเป็นแล้วเล่นตามฉัน นายก็รับเงินไปได้แล้ว”
การเล่นไพ่นกกระจอกนั้น สามารถเล่นได้สามหรือสี่คน แต่จะดีกว่าถ้าเล่นสี่คน เพราะให้สามคนเล่นไพ่ ส่วนอีกคนนับไพ่ ซึ่งเรียกว่าไม่ครบขา
คนที่ได้เลขน้อยที่สุดมักจะเป็นคนที่นั่งตรงข้ามกับเจ้ามือ ในชนบทเรียกคนพวกนี้ว่า “หัวเดียว” ซึ่งหมายความว่าไม่มีพวก
หากมี “สี่คน” หรือก็คือเจ้ามือชนะในรอบอีก ถ้ามีคนเล่นน้อยก็จะทำให้เจ้ามือได้น้อยไปด้วย
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ ดังนั้นเขาจึงต้องตอบตกลง
ดังนั้น เจียงไห่หยาง เฉินหยวนเฉา หวังผิง และเจียงเสี่ยวไป๋จึงไปที่โต๊ะหลุมไฟในห้องครัวเพื่อเล่นไพ่นกกระจอกกัน
ที่จริงแล้วเจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้สนใจการเล่นไพ่สักเท่าไหร่ เขาจึงเริ่มพูดคุยกับเฉินหยวนเฉาขณะเล่นไพ่ไปด้วย
“พี่เขย ตอนนี้บริษัทได้เซ็นสัญญาหลายฉบับแล้ว พี่ต้องใส่ใจเรื่องการผลิตของแต่ละโรงงานอย่างใกล้ชิดและพยายามจัดส่งสินค้าไปให้ตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ”
เฉินหยวนเฉากล่าวว่า “ฉันได้แจ้งให้ผู้อำนวยการของแต่ละโรงงานทราบในช่วงสองวันที่ผ่านมาแล้ว และขอให้พวกเขาจัดทำแผนการผลิต และรับประกันปริมาณการผลิตมาให้ด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเขาแล้วพูดว่า “แต่พี่อย่ามุ่งความสนใจไปที่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวนะครับ เราต้องควบคุมคุณภาพด้วย”
เฉินหยวนเฉากล่าวว่า “เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เราไม่สามารถละเลยทั้งปริมาณและคุณภาพได้”