ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 922 น้องชายของฉันอยู่ในช่วงวัยอารมณ์ร้อน
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 922 น้องชายของฉันอยู่ในช่วงวัยอารมณ์ร้อน
ตอนที่ 922 น้องชายของฉันอยู่ในช่วงวัยอารมณ์ร้อน
ในส่วนของบ้านที่เจียงวาน ปัจจุบันยังมีคนมากมายในบ้านของเจียงเสี่ยวไป๋
เจียงไห่เทียน จ้าวเต๋อหรง เจียงไห่โป, เจียงเสี่ยวจี๋ และเจียงเสี่ยวโจวล้วนอยู่ที่นี่
พวกเขาทั้งหมดมาที่นี่เพื่อช่วยกันทำเบคอน
พวกเขาเริ่มด้วยการย่างเนื้อ เอามาถูด้วยเกลือ หมักเนื้อในกะละมังไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นงานที่ยากลำบาก
นอกจากนี้ ครอบครัวของเจียงเสี่ยวไป๋ยังเชือดหมูไปหลายตัว ดังนั้นพวกเขาหกถึงเจ็ดคนจึงทำงานทั้งวันกว่างานจะเสร็จ
อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้ยังต้องมาช่วยอีก
พอหมักเนื้อได้ที่ ต้องเอามาแขวนไว้บนเตาเพื่อรบควัน ไม่งั้นมันจะเสีย
บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีห้องหลุมไฟเอาไว้แขวนเบคอน แต่เมื่อเขาสร้างบ้านครั้งแรก เขาคิดว่าจะต้องมีเตาอบเบคอน ดังนั้นเขาจึงสร้างห้องอบเบคอนขึ้นมาโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ห้องนี้ยังได้รับการออกแบบโดยเลียนแบบห้องอบเบคอนมืออาชีพของโรงงานเบคอนรุ่นหลัง บ้านหลังหนึ่งมีหลุมไฟสี่เหลี่ยมสี่หลุม ทางเดินระหว่างหลุมไฟเป็นเหมือนไม้กางเขนทำให้เดินบนนั้นได้ง่าย เพิ่มฟืนหรือที่หยิบและวางเบคอนสะดวกมาก
ขณะทานอาหาร เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้พูดกับเจียงเสี่ยวชิงว่า “เสี่ยวชิง เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เธอและลี่ลี่จะต้องไปเรียนขับรถด้วยกันเพื่อทำใบขับขี่นะ”
เจียงเสี่ยวชิงดีใจมากเมื่อได้ยินแบบนี้ “ได้ค่ะ ได้ ! ”
“ไม่ได้ขับมานาน จนตอนนี้เกือบลืมไปแล้วว่าขับอย่างไร”
เมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ซื้อรถจี๊ปครั้งแรก เธอกับเจียงเสี่ยวเหลยเคยเรียนขับรถด้วยกัน เธอพอจะรู้ว่ามันต้องขับอย่างไร แต่เธอไม่ได้จับรถมานาน จำเป็นต้องเคาะสนิมออกซะบ้าง
จู่ ๆ เจียงเสี่ยวเหลยก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ยินสิ่งนี้ “พี่ ผมก็อยากสอบใบขับขี่บ้าง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองมาที่เขา แล้วพูดว่า “ปิดเทอมก็จริง แต่นายก็ยังมีการบ้าน มัธยมปลายเป็นช่วงที่เรียนหนัก ยังไม่สายเกินไปที่จะสอบเอาใบขับขี่หลังจากที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดอย่างไม่พอใจ “พี่สี่จะได้สอบเอาใบขับขี่แล้ว ผมก็ไม่อยากตามหลังเธอ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “นายจะไม่ตามหลังเธอหรอกหากนายเข้ามหาวิทยาลัย ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยเห็นว่ามันไม่สมเหตุสมผล เขาจึงทำท่าเหมือนคนถูกโกง “ถ้าพี่ไม่ให้ผมสอบใบขับขี่ ผมก็จะไม่ไปโรงเรียนในเทอมหน้า ! ”
เจียงไห่หยางที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ จู่ ๆ ก็โมโหและก่นด่าออกมาเสียงดัง “ถ้าแกไม่ไปโรงเรียน แกจะทำอะไรได้ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยกล่าวว่า “ถ้าผมไม่ทำอะไร ผมก็แค่อดตาย ! ”
หลังจากพูดเสร็จ เขาก็หยุดกิน โยนชามและตะเกียบลง คว้าโซ่ของเจียงซือแล้วออกไปเดินเล่นกับสุนัขแทน
“ไม่ได้ดั่งใจเลยลูกฉัน ! ”
“มันชักจะดื้อขึ้นทุกวัน ! ”
“ไอ้เด็กคนนี้พูดจาดี ๆ ไม่ได้เลย ! ”
เจียงไห่หยางโกรธมากและกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะ
เจียงไห่เทียน จึงเตือนเขา “เจ้ารอง อย่าโกรธเลย เหลยเหลยก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก…ยิ่งตอนนี้เขา…เรียกว่าอะไรนะ”
“วัยขบถ ! ” จ้าวเต๋อหรงบอก
“ใช่ ! วัยขบถ ! ” เจียงไห่เทียนพยักหน้า และพูดว่า “เขากำลังเข้าสู่วัยรุ่น มันเป็นวัยของเขา ดังนั้นมันเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่ฟังและดื้อรั้น”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “แม้แต่เจ้ารอง ตอนเป็นวัยรุ่นก็ไม่หัวรุนแรงขนาดนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ทำไมพ่อถึงวนมาพูดถึงเขาได้ ?
เจียงไห่เทียนเหลือบมองเจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “เสี่ยวไป๋ หลานก็เหมือนกัน เหลยเหลยอยากสอบเอาใบขับขี่ หลานก็ปล่อยให้เขาทำไม่ได้หรือไง ? ”
“เด็กวัยนี้ไม่ต้องไปควบคุมเขาหรอก แค่ดูอยู่ห่าง ๆ ก็พอ”
“ก็เหมือนกับวัว มันจะไม่ยอมกินหญ้าถ้าจับมันล่ามไว้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่คาดคิดว่าเจียงเสี่ยวเหลยจะใจร้อนขนาดนี้
“ลุงพูดถูกครับ”
เพราะการสอบใบขับขี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ถ้ายอมตกลงดี ๆ เขาอาจจะไม่โกรธแบบนี้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่เข้าใจอารมณ์น้องชายอยู่ดี
เขาพูดกับเจียงไห่หยางว่า “พ่อรีบกินเร็ว ๆ เถอะ ปล่อยเขาไว้ตามลำพังสักพัก แล้วผมจะตามไปดูเขาทีหลังเอง ! ”
เจียงไห่หยางพยักหน้า
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “เจ้ารอง แกเป็นพี่ชาย แกต้องตีสั่งสอนเขาบ้าง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “แม่ ทำไมผมต้องตีน้องด้วย”
เจียงไห่หยางตะคอกออกมา “ตีสั่งสอนไปเถอะ ถ้าเขาไม่ฟังก็ตีสั่งสอน จะได้จำ เอาให้แรง จะได้ไม่กล้าอีก ! ”
“พี่รอง อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย มา ๆ มาดื่มกันเถอะ ! ”
เจียงไห่โปรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
“ใช่ครับอา มาดื่มกันเถอะ ผมขอดื่มเคารพอา ! ”
“อา ผมก็เคารพอาเหมือนกัน ! ”
เจียงเสี่ยวจี๋และเจียงเสี่ยวโจวก็รีบเข้ามาร่วมด้วย
หลินเจียลี่แอบถามหลินเจียอินว่า “พี่ พี่เขยเป็นคนที่ดุเหรอ ? ทำไมคุณลุงคุณป้าถึงสั่งให้เขาตีสั่งสอนเสี่ยวเหลยด้วยล่ะ ? ”
เมื่อได้ฟัง หลินเจียอินก็ตัวแข็งทื่อไป
ในอดีต เจียงเสี่ยวไป๋มีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นอันธพาลและรังควานผู้อื่น ทุกคนหวาดกลัวเขาและไม่กล้าเข้าใกล้เขาในระยะสิบเมตร
แต่โดยธรรมชาติแล้ว เธอจะบอกเรื่องที่ไม่ดีแบบนี้แก่หลินเจียลี่ได้อย่างไร เธอจึงพูดว่า “เปล่าหรอก เขาเป็นคนที่เสี่ยวเหลยเชื่อฟังที่สุด ทุกคนแค่อยากให้เขาไปอบรมเสี่ยวเหลยก็เท่านั้น”
เธอคิดว่าการเอาเสี่ยวเหลยมาอ้าง อาจจะเป็นเหตุผลที่น่าเชื่อถือมากกว่า
หลังจากทานอาหารแล้ว เจียงไห่หยางก็พาเจียงไห่เทียนและเจียงไห่โปไปเล่นไพ่นกกระจอก ในขณะที่เจียงเสี่ยวจี๋และเจียงเสี่ยวโจวขอตัวกลับบ้าน
และยังบอกว่าจะกลับมาพรุ่งนี้เพื่อช่วยแขวนเบคอนต่อ
หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋ส่งทั้งสองออกไปแล้ว เขาก็ไม่ได้เข้าไปในบ้านเลย
ในลานเล็ก ๆ นอกบ้าน เขาจุดบุหรี่อยู่ที่ราวบันได และเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
เขาได้เกิดใหม่โดยไม่รู้ตัวเป็นเวลากว่าเก้าเดือนแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันตรุษจีนอีกครั้ง ภรรยาและลูกสาวของเขาก็จะได้ฉลองวันตรุษจีนด้วยกัน
ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวเริ่มดีขึ้นทุกวัน และชะตากรรมของครอบครัวและคนใกล้ชิดของเขาก็เปลี่ยนไปหลังจากการเกิดใหม่ของเขา ในขณะที่เขารู้สึกมีความสุข ก็ดูราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นเข้ามากดดันเขาจนแทบจะหายใจไม่ออก
เขาพบว่าความอยากบุหรี่ของเขาดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นมากในช่วงนี้
“พี่ ทำไมถึงออกมาสูบบุหรี่ข้างนอกแบบนี้ ? ”
เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน แต่เจียงเสี่ยวเหลยได้กลับมาจากการพาสุนัขออกไปเดินเล่นแล้ว เมื่อเขาเห็นเจียงเสี่ยวไป๋ยืนพิงราวบันไดและสูบบุหรี่ เขาก็จูงเจียงซือเดินเข้ามาถาม
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเขา “นายพาสุนัขออกไปเดินเล่นมานานแล้วเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดว่า “ที่บ้านไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ผมก็เลยไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “นายเอาเจียงซือออกไปเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ถ้ามันกัดคนอื่นเข้าจะทำอย่างไรล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยยิ้ม “ผมดึงมันกลับ มันจะกัดได้อย่างไร ? ”
ขณะที่เขาพูด เขาก็เอามือแตะหัวเจียงซือ “นอกจากนี้ เจียงซือยังเชื่อฟังมากอีกด้วย”
“โฮ่ง ๆ ๆ ! ”
เจียงซือเห่ากลับสองสามครั้ง ดูเหมือนว่ามันต้องการบอกว่า: ใช่แล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปาก คิดกับตัวเอง เด็กนี่เอาสุนัขตัวนี้ออกไปเที่ยวมากี่วันแล้ว ?
นี่คือทิเบตันมาสทิฟฟ์สายพันธุ์แท้ ถ้ามันโกรธจริง ๆ แรงคนไม่สามารถรั้งมันไว้ได้เลย แขนขาลีบแบบนี้จะรั้งไว้ได้อย่างไร ?
เขาพูดออกมาอย่างจริงจัง “ตั้งแต่นี้ไป พามันไปเดินเล่นตามถนนสายหลักพอ อย่าเอาไปเดินบริเวณที่มีบ้านคน”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดว่า “ครับ”
ปากของเขาตอบตกลง แต่ไม่รู้ว่าจะจำหรือเปล่า
“อย่างไรก็เถอะพี่ พี่ช่วยหาสุนัขที่เหมือนกับเจียงซือให้ผมด้วยได้ไหม ? ”
จู่ ๆ เจียงเสี่ยวเหลยก็ถามขึ้นมา
แม้ว่าเจียงซือจะเล่นกับเขา แต่นี่ก็เป็นสุนัขของเจียงชาน ซึ่งเขาก็อยากมีสุนัขเป็นของตัวเองสักตัว
เจียงเสี่ยวไป๋กลอกตา “พอดีมีคนเอาสุนัขตัวนี้มาให้ชานชาน ฉันเองก็ไม่รู้จะไปหามันมาจากไหน”
เจียงเสี่ยวเหลยรู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันทีและพูดด้วยความไม่พอใจ “พี่ไม่ยอมให้ผมสอบใบขับขี่ และก็ไม่ยอมหาสุนัขมาให้อีก พี่ยังเป็นพี่ชายคนโตทางสายเลือดของผมอยู่หรือเปล่า ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ฉันบอกตอนไหนว่าไม่ยอมให้นายสอบใบขับขี่ ? ”
“ฉันหมายถึงรอจนกว่านายจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อน จึงจะให้สอบใบขับขี่ได้ ! ”
“เพราะถึงตอนนี้นายสอบไป ก็ไม่มีรถขับอยู่ดี ! ”
เขาเหลือบมองเจียงเสี่ยวเหลยแล้วพูดว่า “ฉันบอกนายไปแล้วว่าฉันจะให้รถจี๊ปกับนายหากนายสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ! ”