ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 967 ผมตั้งใจอยู่ที่นี่
ประมาณเก้าโมงเช้า คนที่มาเมื่อวานส่วนใหญ่ได้ขอตัวลากลับกันไปหมดแล้ว
ซึ่งก็เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น
ไม่เพียงแต่เขาจะไม่กลับไป แต่เขายังตั้งใจจะอยู่ที่นี่ด้วย
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่ไม่ยอมกลับเพียงคนเดียวคือเย่กวงโต้ว
คนอื่นออกไปหมดแล้ว และทิ้งเขาไว้ตามลำพัง จึงทำให้เขาเขินอายเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม หลังจากติดตามเจียงเสี่ยวไป๋มาครึ่งปี เขาไม่ได้เรียนรู้อะไรอื่นเลย นอกจากความหน้าด้านหน้าทน
ก่อนที่เจียงไห่หยางจะตื่นขึ้นมา หวังซิ่วจวี๋ก็ทำบะหมี่ให้ทุกคน ทั้งครอบครัวรวมทั้งเย่กวงโต้วต่างก็กินบะหมี่กัน
“เสี่ยวเย่ กินเยอะ ๆ เลยนะ”
หวังซิ่วจวี๋ชอบเย่กวงโต้วมาก เพราะเขาหล่อ สวมแว่นตา ดูมีการศึกษา ทำงานเก่งและยังปากหวานอีกด้วย
“ขอบคุณครับคุณป้า ! คุณป้าก็ต้องกินเยอะ ๆ นะครับ ! ”
ปากของเย่กวงโต้วหวานเป็นพิเศษ และเขาก็ดูจะใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาก โดยไม่ลืมคีบผักลงในชามของหวังซิ่วจวี๋ด้วย
“เสี่ยวเย่ เธอเป็นคนหมู่บ้านอะไรในชิงโจว ? ” หวังซิ่วจวี๋ถาม
เย่กวงโต้วพูดว่า “คุณป้า ผมมาจากตัวเมืองชิงโจว บ้านของผมอยู่ที่ถนนซินเจี้ยน ด้านหลังถนนชิงโจวครับ”
“โอ้ ก็ยังถือว่าเป็นชาวเมือง ! ” หวังซิ่วจวี๋กล่าวอย่างมีความสุข “ชาวเมืองเป็นคนมีมารยาทดี นับจากนี้ไป ชีวิตในเมืองจะต้องมีชีวิตชีวาอย่างแน่นอน”
เย่กวงโต้วยิ้มแล้วพูดว่า “คุณป้า บ้านของคุณป้าบรรยากาศค่อนข้างดี วิวภูเขาและแม่น้ำสวยมาก ไม่เพียงแต่มีทิวทัศน์ที่ดีเท่านั้น แต่อากาศที่นี่ก็ดีด้วย คุณป้าจะต้องมีสุขภาพที่ดีแน่ ๆ เพราะได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “เจียงวานเป็นหมู่บ้านในชนบท เมื่อก่อนเป็นหมู่บ้านที่ยากจนมาก ! ” เธอเหลือบมองที่เจียงเสี่ยวไป๋ พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ “ทว่าตั้งแต่ที่เสี่ยวไป๋เริ่มทำธุรกิจของเขา สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่ก็ดีขึ้นมาก”
เย่กวงโต้วพูดขึ้นมาทันทีว่า “ผู้ช่วยเจียงเป็นคนที่มีความสามารถมากและเป็นคนที่ทำให้พวกเราร่ำรวยขึ้น” เขาเหลือบมองเจียงเสี่ยวไป๋อย่างลับ ๆ และพูดต่อ “ประธานหลินคงเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในมณฑลจีนตอนกลางของเราแล้วตอนนี้ ! ”
เขารู้ดีว่าการยกย่องเจียงเสี่ยวไป๋นั้นไม่เท่ากับการยกย่องหลินเจียอิน ภรรยาของเขา
ท้ายที่สุดแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็เป็นคนที่เอาใจใส่ภรรยาของเขามาก
แต่นั่นเพียงอย่างเดียวไม่ได้แสดงทักษะทางวาทศิลป์ของเขา ทันทีที่พูดจบ เขาก็พูดต่อ “คุณป้า แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่มีคุณป้า ประธานและผู้ช่วยเจียงประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะคุณป้า ซึ่งเป็นแม่ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้อบรมดูแลพวกเขาทั้งสองจนกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแบบนี้”
หวังซิ่วจวี๋มีความสุขมากกับสิ่งที่เขาพูด จนเธอไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย
นี่คือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอในตอนนี้ ที่เจียงเสี่ยวไป๋ลูกชายของเธอและหลินเจียอินลูกสะใภ้ของเธอประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้
คำพูดของเย่กวงโต้วอาจกล่าวได้โดนใจเธอที่สุด
“เสี่ยวเย่ เธอนี่เป็นคนช่างพูดจริง ๆ ”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “พ่อของเขาและฉันต่างก็เป็นคนยากจนที่เรียนมาน้อย ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความพยายามของพวกเขาเองทั้งหมด ! แต่พวกเราก็ภูมิใจที่ได้เห็นพวกเขามีชีวิตที่ดีแบบนี้”
เย่กวงโต้วโบกมือทันที “คุณป้า มีคำกล่าวว่ามือที่ดันเปลคือมือที่ขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า มีเพียงแม่ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่สามารถสร้างคนที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้”
“คุณป้าเป็นแม่ผู้ประเสริฐที่สุดแล้วครับ ! ”
หวังซิ่วจวี๋มีความสุขมากขึ้นได้ยินเขาพูดแบบนี้ และอดไม่ได้ที่จะพูดว่า”เสี่ยวเย่ เธอนี่ช่างพูดจริง ๆ เธอเรียนจบมาจากที่ไหนเหรอ ? ”
เย่กวงโต้วพูดขึ้นมาว่า “ผมจบจากมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงครับ” หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็เหลือบมองเจียงเสี่ยวชิง แล้วพูดว่า “ผมมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเสี่ยวชิง”
หวังซิ่วจวี๋ได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยความประหลาดใจ “โอ้ เธอสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงนี่เอง” จากนั้น เธอก็หันไปพูดกับเจียงเสี่ยวชิงว่า “เสี่ยวชิง เสี่ยวเย่เป็นรุ่นพี่ของลูก ในอนาคตหากมีอะไรที่ไม่เข้าใจก็ปรึกษาพี่เขาได้”
เจียงเสี่ยวชิงกล่าวว่า “อ้อ ค่ะ”
เธอรู้มานานแล้วว่าเย่กวงโต้วจบจากมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงและได้เขียนจดหมายถึงเธอมาหลายฉบับ แม้ว่าในจดหมายนั้นจะไม่ได้เป็นจดหมายบอกรักที่ชัดเจนนัก แต่เธอซึ่งเป็นหญิงสาววัยยี่สิบปี ย่อมรู้ความหมายของมันดี
เธอไม่สามารถพูดได้ว่าเธอชอบเย่กวงโต้ว
เพราะหลังจากที่เธอไปถึงเจียงเฉิง เธอก็ตั้งใจว่าจะไม่กลับมาอยู่ที่ชิงโจวอีก เพราะเธอต้องการออกไปเห็นโลกภายนอกให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้รังเกียจเย่กวงโต้ว
เนื่องจากเย่กวงโต้วไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน เธอจึงแสร้งทำเป็นว่ามองเรื่องนี้ไม่ออก
และพวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันมากนัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่เมื่อเย่กวงโต้วมาที่บ้านของเธอเมื่อวานตอนเย็น เธอรู้สึกได้ถึงความเสน่หาในดวงตาของเขา ตลอดถึงความกระตือรือร้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจของเขา
มันจึงทำให้เธอสับสนเล็กน้อย
หวังซิ่วจวี๋ดูไม่พอใจอย่างมากกับท่าทางเฉยเมยของเจียงเสี่ยวชิง เธอจ้องมองลูกสาวของเธอแล้วพูดว่า “แม่คุยกับลูกอยู่ แต่ทำไมดูไม่สบอารมณ์ขนาดนั้น ? ”
เย่กวงโต้วเห็นอย่างนั้นจึงรีบพูดออกมาว่า “คุณป้า ไม่เป็นไรครับ เสี่ยวชิงเก่งมากอยู่แล้ว แค่มีการสนับสนุนจากพี่ชายของเธออย่างผู้ช่วยเจียง เธอก็มีอนาคตที่สดใสรออยู่แล้วครับ”
ในฐานะพ่อแม่ พวกเขาย่อมกังวลเกี่ยวกับอนาคตของลูก ๆ มากที่สุด
เมื่อได้ยินเย่กวงโต้วบอกว่าเจียงเสี่ยวชิงจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ก็ทำให้หวังซิ่วจวี๋ผู้เป็นแม่มีความสุขมาก เธอหันไปมองเจียงเสี่ยวเหลย และพูดว่า “เหลยเหลย แกควรเรียนรู้จากเสี่ยวเย่บ้าง ดูสิ พี่เขาไม่เพียงแต่ดูแลบริษัทโฆษณาหลังจากจบใหม่เท่านั้น แต่ตอนนี้ยังเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทด้วย”
เธอสังเกตเห็นว่าในบรรดาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่มาเมื่อวานนี้ เย่กวงโต้วเป็นคนที่อายุน้อยที่สุด
เจียงเสี่ยวเหลยกำลังก้มหน้ากินบะหมี่อยู่ เขาไม่คิดว่าแม่จะหันมาโจมตีเขาต่อ
ด้วยความรู้สึกไม่มีความสุขในใจ เขาจึงพึมพำว่า “มีอะไรดีกันนักกันหนา สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยมาก็จริง แต่สุดท้ายก็ต้องมาทำงานเป็นลูกน้องพี่รองของผมอยู่ดีนั่นแหละ ! ”
เขาขี้เกียจที่จะอยู่ที่นี่ต่อ จึงโยนตะเกียบลงแล้วพูดว่า “ผมกินเสร็จแล้ว ขอตัวไปทำการบ้านก่อนนะครับ ! ”
เขาลุกขึ้นแล้วเดินออกจากโต๊ะอาหารไปอย่างรวดเร็ว
หวังซิ่วจวี๋ยิ้มเจื่อนออกมา “เสี่ยวเย่ อย่าถือสาไปเลยนะ เหลยเหลยเป็นเด็กอารมณ์ร้อน”
เย่กวงโต้วรีบพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณป้า วัยรุ่นก็เป็นแบบนี้แหละ”
เจียงชานยังคงเงียบอยู่ แล้วพูดว่า “อาเย่ วันนี้ปากหวานเป็นพิเศษเลยนะคะ หรือที่อาปากหวานแบบนี้เพราะมีอะไรแอบแฝงอยู่กันแน่!”
จู่ ๆ เย่กวงโต้วก็รู้สึกใจสั่นขึ้นมาเล็กน้อย
“ชานชาน พูดเพราะและปากหวานนั้นมีความหมายไม่เหมือนกันนะ หนูไม่สามารถใช้สำนวนมั่วซั่วได้”
เจียงชานส่ายหัว “อาเป็นคนพูดเพราะและมีคำพูดที่ชาญฉลาด ปากของอาจึงหวานเป็นพิเศษ ซึ่งหมายความว่าต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่นอน ดังนั้นหนูคิดว่าสิ่งที่หนูพูดออกมานั้นไม่มั่วแน่นอนค่ะ”
อ่า ?
เย่กวงโต้วหน้าแดงและอดไม่ได้ที่จะถามตัวเองว่าเขาแสดงออกเกินไปหรือเปล่า ?
เอิ่ม ก็อาจจะใช่ !
แต่มันน่าอายจริง ๆ ที่คิดว่าการแสดงออกของเขา แม้แต่เด็กอายุห้าขวบยังสามารถสังเกตเห็นได้
ไม่เนียนเอาเสียเลย
เจียงเสี่ยวไป๋ดูจะเป็นคนที่หน้าตาไม่สบอารมณ์ที่สุดในตอนนี้ เพราะเขารู้ดีว่าทำไมเย่กวงโต้วถึงยังไม่คิดจะกลับบ้านไปพร้อมกับคนอื่น
แต่เขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
ไม่คาดคิดว่าลูกสาวของเขาจะช่างสังเกตจนมองออกและเลือกที่จะลงมือก่อน
มันจึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ลูกสาวรู้ใจเขาที่สุดแล้ว !
เธอไม่สนว่าอีกฝ่ายเป็นใคร !
หลังอาหารเช้า เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้เก็บกวาดโต๊ะอาหาร แต่ทว่าเย่กวงโต้วก็ยังไม่มีท่าทีจะกลับไป
แม้แต่หวังซิ่วจวี๋ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป และถามว่า “เสี่ยวเย่ เธอรีบกลับบ้านเถอะ พรุ่งนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เธอควรกลับไปอยู่กับครอบครัว”
เย่กวงโต้วพูดว่า “คุณป้า ผมไม่รีบหรอกครับ เพราะผมตั้งใจที่จะเก็บกวาดประทัดที่จุดข้างล่างเมื่อวานนี้ให้เสร็จก่อน”
หวังซิ่วจวี๋ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง และพูดว่า “ไม่เป็นไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง”
เย่กวงโต้วพูดว่า “คุณป้า เมื่อวานนี้พวกเราเป็นคนจุด และผมก็ตั้งใจอยู่ที่นี่เพื่อทำความสะอาดเศษกระดาษพวกนั้นให้เสร็จก่อน”