พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 52 มาถึงก็ถูกผู้ชายจีบ
แน่นอนว่าเฟิงหลงอินมิได้ติดตามหวงเยี่ยไปถึงที่พักโดยตรง
เพราะไม่ว่าด้วยฐานะหรือบทบาท นางล้วนเป็นหนึ่งในอาจารย์ผู้ทรงเกียรติแห่งมหาวิทยาลัยเทพอสูร ผู้แบกรับภาระหน้าที่อันมากมาย
ทั้งการสอน การควบคุมดูแล และการรับผิดชอบต่อกิจการภายในที่เกี่ยวพันกับนักเรียนนับหลายพันชีวิต เพียงได้มอบป้ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับระบุตัวตนและใช้เป็นกุญแจผ่านเข้าออกเขตต่างๆให้แก่ชายหนุ่ม ภารกิจของนางก็ถือว่าสิ้นสุดลงอย่างเรียบร้อย
ไม่มีความจำเป็นต้องเอาใจใส่เกินขอบเขตอันควรเลยก็ว่าได้
เฟิงหลงอินทอดสายตาไปยังร่างสูงโปร่งของหวงเยี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“เส้นทางไปยังที่พักจะปรากฏบนแผนผังภายในป้าย หากมีสิ่งใดข้องใจ จงสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ”
“เข้าใจแล้ว!”
เพียงคำตอบสั้นๆที่ไร้ความหวานชื่นหรือเย่อหยิ่ง หวงเยี่ยรับป้ายมาโดยไม่แสดงอาการตื่นเต้น
ก่อนจะหมุนกายออกเดินไปตามทางหินขาวที่ทอดยาวสู่เขตพักอาศัย
เส้นทางจากประตูหลักไปยังที่พักของนักศึกษาใหม่อยู่คนละฟากกับเขตวิชาการ อาณาบริเวณกว้างใหญ่จนต้องอาศัยเครื่องมือนำทางช่วยกำหนดทิศทาง ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ในมือส่องแสงบางเบา แสดงเส้นเรืองรองบนพื้นดินเป็นแนวสีน้ำเงินอ่อนให้เขาก้าวตามอย่างแม่นยำ
เมื่อเข้าสู่บริเวณภายในอย่างแท้จริง หวงเยี่ยย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงสายตานับสิบที่หันมาจับจ้อง
ทั้งจากนักศึกษาใหม่ที่เพิ่งมาถึงพร้อมกัน และรุ่นพี่ที่เดินผ่านไปมาในยามบ่าย
ร่างของเขาสูงโปร่งได้สัดส่วน ท่วงท่ายามลากกระเป๋าสัมภาระเรียบง่ายแต่มั่นคง
ใบหน้าคมคายงดงามจนออกไปทางละม้ายคล้ายหญิงสาว มีเส้นสายคมชัดชวนให้ต้องมองซ้ำ นัยน์ตาสีฟ้าส่องประกายดุจอัญมณีใสกระจ่าง เส้นผมสีฟ้ายาวสว่างปลิวไหวอยู่ใต้แสงอาทิตย์ที่สาดลงมา ทำให้ร่างทั้งร่างดูเจิดจ้าประหนึ่งมีรัศมีบางอย่างแฝงเร้น
เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นเป็นระยะ
“เด็กใหม่ปีหนึ่งแน่ๆ”
“ทำไมแกถึงรู้ดีเช่นนั้นละ”
“ไอ้โง่เอ้ย! แค่ลากกระเป๋าสัมภาระมาก็บอกได้แล้ว”
เสียงหัวเราะเบาๆดังแทรกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
“ผู้ชายใช่ไหมนั่น ทำไมดูบอบบางเหมือนกับผู้หญิงยังไงยังงั้นฟะ?”
“เห้ยๆ ไอ้เวรนั้นเริ่มอีกแล้ว มันต้องเข้าไปจีบนักเรียนใหม่คนนี้แน่ๆ ไอ้หื่นเอ้ย! เห็นสาวสวยไปไม่ได้!”
“แต่นักเรียนใหม่คนนี้เป็นผู้ชายต่างหากละไอ้เวร!”
คำพูดหลากหลายผสมปนเปกัน บ้างขบขัน บ้างตื่นเต้น บ้างแฝงความริษยา
ทว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปขวางทางโดยตรง ต่างเพียงมองตามด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น หวงเยี่ยเองก็ไม่ได้หยุดฝีเท้า เขายังคงก้าวเดินไปตามเส้นทางเรืองแสงอย่างไม่สนใจเสียงรอบข้าง ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในดวงตาลึกลงไปกลับมีความระวังแฝงอยู่เล็กน้อย
ไม่นานนัก กลุ่มคนด้านหน้าก็เริ่มแหวกออกเมื่อมีร่างหนึ่งก้าวเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่งกายเรียบร้อยในเครื่องแบบรุ่นพี่ มือหนึ่งถือดอกไม้สีแดงสดช่อเล็ก กลีบเรียงซ้อนกันงดงามราวเปลวเพลิง
เสียงอื้ออึงดังขึ้นทันที
“นั่นมันไอ้ตัวป่วนประจำปีหนึ่งไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่สิ มันเป็นรุ่นพี่ปีสองแล้ว!”
“บอกแล้วว่ามันต้องเข้าไป”
“ดูสิ.. ยังถือดอกไม้มาอีก!”
หวงเยี่ยสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ แม้ยังไม่หันไปมอง เขาก็รับรู้ถึงเงาร่างที่หยุดยืนตรงหน้า
ชายหนุ่มคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดลงในระยะพอเหมาะ จากนั้นตัวของเขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างมีพิธีรีตอง ยื่นดอกไม้สีแดงสดขึ้นมาระดับอกของหวงเยี่ย สีหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอันมั่นใจอย่างถึงที่สุด
“ยินดีต้อนรับสู่มหาวิทยาลัยเทพอสูรนะครับรุ่นน้องคนสวยสง่า”
“ไม่ทราบว่ารุ่นน้องพอจะมีเวลาพูดคุยกับพี่ชายสุดหล่อคนนี้ไหม?”
“เดี๋ยวพี่ชายจะพาไปเยี่ยมชมสิ่งต่างๆ ทั้งยังเลี้ยงข้าวหรือทำสิ่งต่างๆให้เอง!”
น้ำเสียงของเขาไหลลื่นราวบทซ้อมมาอย่างดี น้ำเสียงอ่อนหวานและแฝงความเจ้าชู้โดยไม่ปิดบัง
หวงเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย คิ้วกระตุกถี่ยิบด้วยความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่าทางของเขาดูไม่ต่างจากผู้ที่เพิ่งเจอศัตรูตัวฉกาจเสียมากกว่า ความรำคาญชัดเจนจนต่อให้จะเป็นผู้ยืนดูอยู่รอบข้างยังสัมผัสได้
“เพราะงั้นนะคนสวย”
“ให้รุ่นพี่สุดหล่อคนนี้..”
ยังไม่ทันที่คำเชิญชวนจะจบลงอย่างสมบูรณ์
“ไปไกลๆเลยไอ้หื่น!”
หวงเยี่ยคำรามอย่างเหลืออดและถีบยอดหน้าเข้าไปอย่างจังโดยไม่ลังเล แรงกระแทกเฉียบพลันจนร่างของชายหนุ่มผู้ถือดอกไม้ปลิวกระเด็นถอยหลังหลายเมตร ช่อดอกไม้หลุดจากมือ กลีบแดงสดกระจัดกระจายกลางอากาศ
ก่อนเจ้าตัวจะร่วงลงกระแทกพื้นหินและสลบเหมือดไปในสภาพหมดท่า
“เอ่อ…”
ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่โดยรอบในเสี้ยววินาทีถัดมา
นักศึกษาทั้งหลายต่างอ้าปากค้าง บางคนถึงกับยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง
“ถีบจริงๆเลยว่ะ ไม่ทันได้ฟังจบประโยคด้วยซ้ำ!”
“บอกแล้วไงว่าเป็นผู้ชาย”
“เหอะๆ ต่อให้เป็นผู้หญิงก็เถอะ ใครจะไปทนโดนคุกเข่าแบบนั้นกลางลานได้กัน?”
เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกระลอก แต่คราวนี้เจือด้วยความหวาดเกรงมากกว่าขบขันเสียมากกว่า
ขณะที่หวงเยี่ยเองก็ลดเท้าลงอย่างสงบ ใบหน้ากลับคืนสู่ความเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะเหลียวมองผู้ที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหลัง
เพียงก้มลงเก็บกระเป๋าสัมภาระที่เกือบหลุดจากมือ แล้วก้าวเดินต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เส้นเรืองแสงบนพื้นยังคงนำทางไปยังที่พักอีกฟากหนึ่งของอาณาเขต ท่ามกลางสายตาที่มองตามด้วยความประหลาดใจผสมยำเกรง
“เด็กใหม่นั่นไม่ธรรมดาวะ!”
“ไอ้ตัวป่วนโดนเข้าไปทีเดียวจอดเลย!”
“ต่อไปคงไม่มีใครกล้าเข้าไปเล่นด้วยง่ายๆแล้วมั้ง?”
คำพูดเหล่านั้นไล่ตามหลังหวงเยี่ยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆจางหายไปเมื่อเขาเดินลับเข้าเขตที่พักซึ่งเงียบสงบกว่าเดิม
ดอกไม้สีแดงสดที่ร่วงหล่นบนพื้นยังคงกระจายอยู่ตรงลานหิน กลีบบางปลิวไหวไปตามสายลมบ่าย ขณะที่เจ้าของมันยังคงนอนหมดสติ ทิ้งไว้เพียงภาพเหตุการณ์อันรวดเร็วและเด็ดขาดซึ่งตราตรึงอยู่ในสายตาของผู้พบเห็นทุกคนในวันนั้น