พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 58 หอกจักรพรรดิทองคำ
หลังจากที่ได้ฝึกฝนวิชาขับเคลื่อนพลังธาตุพฤกษาระดับราชาแล้ว
หวงเยี่ยไม่ได้ปล่อยให้ช่วงเวลาอันล้ำค่าเลือนหายไปอย่างสูญเปล่า เขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางโถงห้องอันเงียบสงบ สูดลมหายใจลึกยาวตามจังหวะที่วิชาสั่งสอน ก่อนจะค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น ฉายประกายครุ่นคิดและตื่นเต้นปะปนกันอย่างชัดเจน
ความรู้สึกที่ไหลเวียนอยู่ภายในเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างไม่อาจอธิบายได้ง่ายๆ
เสมือนประตูบานหนึ่งซึ่งเคยปิดแน่นได้ถูกเปิดออก เผยให้เห็นทิวทัศน์ใหม่อันกว้างไกลกว่าที่เคยจินตนาการไว้
เขายกมือขึ้นช้าๆ พลางเพ่งสมาธิลงไปยังห้วงจิตที่มีต้นไม้สีม่วงเข้มตั้งตระหง่าน กิ่งก้านของมันแตกแขนงออกเป็นเส้นสายละเอียดอ่อน ประหนึ่งเส้นเลือดฝอยที่เชื่อมโยงกับพลังวิญญาณทั่วทั้งร่างกาย
“ลองดูหน่อยสิ..”
อย่างแรกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนก็คือ ตัวของเขาไม่จำเป็นต้องสำแดงราชันย์พงไพรพิฆาตดาราผ่านทางร่างกายของตนอีกต่อไป
ในอดีต เมื่อจะปลดปล่อยเจตจำนงแห่งพลังของตน หวงเยี่ยจำต้องเปลี่ยนแขนหรือฝ่ามือของตนให้กลายเป็นรากไม้สีม่วงเข้ม เส้นใยพลังจะพุ่งทะยานออกไปจากผิวเนื้อ แปรเปลี่ยนและขยายตัวแตกหน่อเป็นกิ่งก้านอีกนับสิบอย่างรุนแรง
ภาพนั้นทั้งน่าเกรงขามและดุดัน เป็นรูปแบบการโจมตีที่อาศัยร่างกายเป็นสื่อกลางโดยตรง
นั่นคือในกรณีรูปแบบปกติ
เจตจำนงระดับราชาของเขาในตอนนั้นยังไม่ได้ขยายตัวออกเต็มที่ ยังต้องพึ่งพาร่างเนื้อเป็นช่องทางถ่ายทอดพลังวิญญาณออกสู่ภายนอก ทุกครั้งที่สำแดงวิชา กล้ามเนื้อจะตึงแน่น เส้นชีพจรโลหิตสั่นสะเทือน และต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากภายในอย่างชัดเจน
ทว่าบัดนี้ เมื่อการควบคุมพลังวิญญาณละเอียดอ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
ทุกเสี้ยวการเคลื่อนไหวของพลังอยู่ภายใต้การรับรู้ของเขาอย่างครบถ้วน
รูปแบบของราชันย์พงไพรพิฆาตดาราจึงต้องแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หวงเยี่ยยืนขึ้นช้าๆ ก่อนจะก้าวเท้าไปด้านหน้าเพียงครึ่งก้าว
เขาไม่ได้ขยับแขน ไม่ได้กำหมัด หรือไม่ได้เปลี่ยนผิวหนังให้กลายเป็นรากไม้ดังเช่นเคย แต่พื้นดินเบื้องหน้ากลับสั่นไหวอย่างหนัก
“ครืนนนนนนนนนน!”
ทันใดนั้นรอยแตกเล็กๆก็ปรากฏขึ้นบนพื้นห้อง ก่อนที่รากไม้สีม่วงเข้มขนาดเล็กจะพุ่งทะยานออกมาอย่างฉับพลัน เส้นรากเหล่านั้นบิดตัวอย่างมีชีวิตชีวา พุ่งขึ้นสูงและแตกแขนงออกไปอีกหลายสาย ทำให้ดวงตาของหวงเยี่ยส่องประกายวาบ
“ไม่ต้องผ่านร่างกายอีกแล้ว!”
รากไม้สีม่วงแปรเปลี่ยนทิศทางตามเจตจำนงของเขาอย่างแม่นยำ ไม่มีความหน่วง ไม่มีความกระด้าง
ทุกการเคลื่อนไหวลื่นไหลดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านหุบเขา
จากนั้นลองอีกวิธีหนึ่ง
แขนข้างขวาของเขาสั่นไหว ผิวเนื้อกลับกลายเป็นสีม่วงเข้มอีกครั้ง รากไม้ผุดออกมาจากแขนดังเช่นในอดีต
แตกหน่ออย่างรวดเร็ว ขยายตัวออกไปเป็นเครือข่ายหนาแน่น ดั่งพงไพรที่แผ่ขยายปกคลุมผืนป่าทั้งผืน พลังวิญญาณภายในร่างไหลเวียนอย่างมั่นคงและไม่ได้กระชากรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน เป็นการหมุนเวียนที่ทรงพลัง แต่ควบคุมได้ทุกกระเบียดนิ้ว
“นี่แหละ.. ความแตกต่างระหว่างการใช้พลังกับการควบคุมพลัง!”
ในอดีตการโจมตีของเขาเป็นเพียงเส้นสายที่พุ่งตรงไปยังเป้าหมาย
สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระได้ก็จริง แต่บัดนี้มันกลับเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบได้อย่างสมบูรณ์
แล้วยิ่งพลังวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นมากเท่าใด ความสามารถในการขยายปริมาณและขอบเขตก็ยิ่งทวีคูณ
หลังจากที่หวงเยี่ยได้ทดลองพลังของตนเองเสร็จสิ้น เขายืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมหายใจค่อยๆกลับสู่จังหวะปกติ เส้นใยพลังที่เคยแผ่กระจายรอบกายสลายหายไปจนเหลือเพียงความเงียบงันที่อบอวลอยู่ในห้อง
ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ แววตาฉายแสงมั่นใจที่แตกต่างจากก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ทว่าความพึงพอใจนั้นไม่ได้ทำให้เขาหลงลืมสิ่งที่ยังคงรออยู่เบื้องหน้า
สายตาของเขาเบนลงไปยังกล่องโลหะขนาดใหญ่ซึ่งวางอยู่ไม่ไกล ตัวกล่องทำจากเหล็กสีดำด้าน มีรอยสลักลวดลายอันซับซ้อนคล้ายอักษรผนึกที่ยังคงเปล่งประกายอยู่ตามรอยต่อ ภายในนั้นคือหอกสีทองหม่นที่นอนสงบนิ่งราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหลับใหล
หอกจักรพรรดิทองคำ
เพียงแค่ชื่อก็ทำให้ลมหายใจของชายหนุ่มหนักขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นก็ก้าวเดินตรงไปยังอาวุธที่แข็งแกร่งนั้น ทุกย่างก้าวหนักแน่น
【นี่แหละคือสุดยอดอาวุธเลยค่ะโฮสต์ แต่โฮสต์ในตอนนี้คงไม่อาจใช้มันได้ละมั้ง?】
หวงเยี่ยไม่สนใจและย่อตัวลงเบื้องหน้ากล่องโลหะ มือทั้งสองเอื้อมไปจับด้ามหอกอย่างระมัดระวัง ผิวโลหะเย็นเฉียบและหยาบกระด้างเล็กน้อย สัมผัสแรกทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังแตะต้องสิ่งมีชีวิตที่กำลังเฝ้ามองตอบกลับ
“แค่ยกขึ้นมาก็คงพอ…”
เสียงพึมพำดังขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก
เขากระชับมือแน่น
ก่อนจะออกแรงยกขึ้น
และในวินาทีนั้นเอง สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ด้ามหอกไม่ได้ขยับ
หวงเยี่ยขมวดคิ้ว ก่อนจะเพิ่มแรงอีกเท่าตัว กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียด เส้นเอ็นปูดโปนขึ้นชัดเจน
“หะ.. หนักมาก?!”
เขากัดฟันแน่น พยายามยกมันขึ้นอีกครั้ง แต่ตัวหอกยังคงนิ่งสนิท ราวกับมันหยั่งรากลึกลงไปในพื้นหิน
“หนักว้อย!”
เสียงสบถหลุดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ครั้งนี้ตัวของเขาไม่ออมแรงอีกต่อไป พละกำลังทั้งหมดที่มีถูกระดมออกมาเต็มที่ ผสานเข้ากับพลังวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจรโลหิต
พื้นใต้เท้าแตกร้าวเล็กน้อยจากแรงกดดันที่ถ่ายเทลงไป
ใบหน้าของเขาแดงก่ำ หลอดเลือดที่ขมับเต้นตุบๆอย่างชัดเจน
ร่างกายสั่นไหวประหนึ่งกำลังพยายามยกภูเขาทั้งลูกขึ้นจากพื้นดิน กล้ามเนื้อช่วงไหล่และหลังตึงจนแทบจะฉีกขาด
หอกจักรพรรดิทองคำขยับขึ้นมาเพียงเสี้ยวหนึ่ง แรงสะท้อนทำให้ข้อมือของเขาสั่นสะเทือนขึ้นอย่างหนัก
“อึก…”
ในที่สุดหวงเยี่ยก็ต้องปล่อยมือ แรงต้านมหาศาลทำให้สมดุลของเขาเสียไป ร่างทั้งร่างหงายหลังล้มจ้ำเบ้าลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ
เขานอนแผ่หลาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหอบหายใจแรงอย่างไม่อาย
“มะ.. ไม่ไหว…”
เสียงบ่นดังขึ้นขณะชายหนุ่มกำลังมองเพดานห้องด้วยสายตาอันว่างเปล่า
เขาพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง พลางมองไปยังหอกที่ยังคงวางสงบนิ่งอยู่ในกล่องโลหะ
“เป็นแบบนี้แล้วจะเหวี่ยงหอกนี้ยังไงละเนี่ย?”
“ไม่ใช่สิ แค่จะถือมันหรือเคลื่อนย้ายมันยังไม่ได้เลย!”
ท่าทางที่แสดงออกมาเจือความหงุดหงิดปนขำขันอย่างช่วยไม่ได้
หวงเยี่ยถอนหายใจยาว สายตามองสำรวจตัวหอกอีกครั้ง แสงสีทองหม่นสะท้อนออกมาจากผิวโลหะอย่างสงบ มันดูไม่ต่างจากอาวุธธรรมดาในแวบแรก หากความหนักอึ้งที่สัมผัสได้เมื่อครู่ ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งนี้มิใช่อาวุธที่ผู้ใดจะหยิบใช้ได้ตามใจ
“ไม่คิดเลยว่าอาวุธระดับราชาจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ แค่น้ำหนักของมันก็อาจมากหลายสิบตัน!”
“ต่อให้จะเป็นนักล่ามังกรระดับต่ำที่มีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป พวกเขาก็ยังคงยกมันไม่ขึ้น!”
“ด้วยพลังอำนาจของมัน คงมีเพียงนักล่ามังกรระดับห้าขึ้นไปเท่านั้นที่พอจะใช้มันเป็นอาวุธได้!”
คำพูดนั้นหลุดออกมาพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ ขณะที่ภาพในจินตนาการปรากฏขึ้นชั่วครู่ ร่างของนักล่ามังกรผู้ทรงพลังถือหอกเล่มนี้เหวี่ยงฟาดลงมาด้วยแรงสะท้านฟ้าดิน เพียงการเคลื่อนไหวครั้งเดียวคงทำให้ภูเขาแตกสลาย
แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงมองมันอย่างจนปัญญา
หวงเยี่ยลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เดินวนรอบกล่องโลหะอย่างครุ่นคิด ทว่าหลังจากพิจารณาแล้วก็ได้แต่ยอมรับความจริง
“เฮ้อออ เก็บมันเอาไว้ก่อนละกัน ไว้มีแหวนมิติเมื่อไหร่ ค่อยนำมันพกไปไหนมาไหนด้วย!”
“ต่อให้ตอนนี้จะไม่อาจถือมันขึ้นมาได้ก็ตาม แต่การมีมันอยู่ในครอบครองก็ถือเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว
หวงเยี่ยปิดฝากล่องโลหะลงอย่างช้าๆ เสียงโลหะกระทบกันดังทุ้มต่ำ
ก่อนที่จะยืนมองมันอีกครู่หนึ่งด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความเสียดายและความมุ่งมั่น
วันหนึ่งจะต้องแข็งแกร่งพอที่จะยกมันขึ้นมาได้ด้วยมือของตนเองอย่างแน่นอน